krirk

นั่งสมาธิแล้วชอบมึนและปวดหัว จะแก้ได้อย่างไร

คำถาม: เวลานั่งสมาธิทำไมจึงจรดเข้ากลางได้ยากเย็นนักคะ บางครั้งก็มึนและปวดหัว เป็นเพราะอะไรคะ? คำตอบ:  ที่เข้ากลางได้ยากเย็น ก็เพราะว่าตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยถูกสอนให้รู้จักศูนย์กลางกาย เพราะฉะนั้นเวลาคิด เราก็คิดที่หัวสมองกันทั้งนั้น แล้วก็คิดกันตลอดเวลา มาฝึกนั่งสมาธิ บอกให้หยุดคิด ก็หยุดไม่ได้ มิหนำซ้ำยังคิดเพิ่มขึ้นอีกว่าจะหยุดคิดได้อย่างไร คิดฟุ้งซ่านมากมายแล้วมาบ่นว่าปวดหัว         ไอ้ที่ปวดหัวเพราะอะไร เพราะนึกไม่เป็น นึกไม่ถูกเวลาที่คนทั่ว ๆ ไปนึกคิด เขาจะใช้สมองเป็นที่ทำงานของการคิด คิดมากเข้ากะโหลกมันขยายไม่ได้ ความคิดมันคับกะโหลก มันก็ต้องปวดหัว แต่ถ้าเอาศูนย์กลางกายซึ่งอยูในกลางท้องเป็นที่ทำงานของการคิด จะไม่ปวดหัว         พอเอาความคิดเข้ากลางได้ ก็มีที่กว้างขวางให้คิด แล้วก็คิดได้แบบเย็นๆ เป็นความคิดที่กรองด้วยสติ เวลานึกนิมิตองค์พระหรือดวงแก้ว บอกให้นึกเบาๆ แบบไม่ใช้กำลัง ให้นึกเหมือนนึกหน้าแม่หรือนึกถึงสิ่งที่เราคุ้นที่สุดก็นึกได้         ให้นึกสบายๆ นึกง่ายๆ เช่น นึกถึงหยาดน้ำค้างบนปลายยอดหญ้าในยามเช้า เป็นหยดกลมๆ ใสๆ หรือหยดน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัวเดี๋ยวก็นึกออก นึกได้ชัดเจน เปลี่ยนที่ทำงานของการคนึกเสียใหม่ให้มาตรึกอยู่ที่กลางท้องให้ได้นะลูกนะ แล้วนะไม่ปวดหัว โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC …

นั่งสมาธิแล้วชอบมึนและปวดหัว จะแก้ได้อย่างไร Read More »

ชอบทะเลาะกับคนอื่น จะแก้ไขอย่างไรดี

คำถาม: หลวงพ่อเจ้าคะ ดิฉันเป็นคนจีน มีอาชีพขายผักอยู่ในตลาดสด วันๆ มีเรื่องทะเลาะกับคนโน้นคนนี้มากมาย วันไหนเอาชนะเขาได้ ดิฉันก็สบายใจ แต่ถ้าแพ้ จะหงุดหงิดไปหลายวัน เมื่อวานดิฉันฟังวิทยุได้ยินพระท่านสอนนั่งสมาธิว่าให้ทำใจสบายๆ ให้คิดถึงเรื่องดีๆ ดิฉันก็นึกตามโดยนึกถึงตอนที่เถียงคนอื่นชนะ จิตใจสบายดีจริงๆ เจ้าค่ะ วันหลังดิฉันก็นึกทำแบบเดิมอีก แต่ไม่รู้เป็นอย่างไร มันไปคิดถึงตอนเถียงแพ้ ก็เลยแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก เกือบตาย ดิฉันจะแก้ไขยังไงดีเจ้าค่ะ ?         (ป.ล. ดิฉันวานอาหมวยเขียนมา เพราะดิฉันเขียนหนังสือไทยไม่เป็น)  คำตอบ:  คุณโยมต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ คือเลิกทะเลาะกับชาวบ้านเสีย ให้พูด ให้ทำแต่สิ่งที่ดี  จะได้นึกออกเฉพาะเรื่องที่ดีๆ แม้ที่สุดมีใครมาชวนทะเลาะ เพราะในตลาดสดมักมีเรื่องกระทบกระทั่งกันได้ง่ายก็เลี่ยงเสีย อย่าไปต่อปากต่อคำ นึกภาวนาในใจว่าไม่โกรธ ๆ ถ้าจะต้องพูด ก็ให้พูดคำว่าขอโทษให้มากที่สุด         แรกๆ อาจจะยากสักหน่อย ถ้าชอบเถียงเอาชนะเขามานานแต่คราวนี้ถ้าคุณโยมไม่เถียงตอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าแพ้นะ เพราะไม่ได้เถียงตอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าแพ้นะ เพราะไม่ได้เถียง ไม่ได้ทะเลาะกัน มิหนำซ้ำต้องถือว่าคุณโยมชนะด้วยเพราะชนะใจตนเอง ชนะที่ไม่โกรธได้ นึกถึงการชนะแบบนี้แล้ว ใจจะสบายกว่าเถียงทะเลาะเขาแล้วชนะเสียด้วยซ้ำไป โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) …

ชอบทะเลาะกับคนอื่น จะแก้ไขอย่างไรดี Read More »

ความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีมากแค่ไหน

คำถาม: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรามีความรู้ทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ตามที่นำมาสอนสาวก ใช่หรือไม่ ? คำตอบ:  ไม่ใช่หรอก พระพุทธองค์ทรงมีความรู้มากกว่านั้น คำสอนของพระองค์ตามที่ปรากฎในพระไตรปิฎก มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็จริง แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้มีมากกว่านั้นมากนัก เรื่องนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยปรารภให้พระภิกษุสาวกของพระองค์ฟังแล้ว         เรื่องย่อ ๆ มีอยู่ว่า คราวหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงนำบรรดาพระสาวกเข้าไปพำนักในป่าประดู่ลาย ใกล้กรุงโกสัมพี วันหนึ่งทรงหยิบใบประดู่มากำมือหนึ่ง แล้วตรัสถามภิกษุว่า         “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่อยู่บนต้น อย่างไหนจะมีมากกว่ากัน”         แน่นอน พระภิกษุเหล่านั้นต้องตอบว่า ใบที่อยู่บนต้นย่อมมีมากกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ถูกแล้ว ธรรมะที่เราตรัสรู้แล้ว แต่ไม่ได้บอก ก็มีมากเหมือนใบไม้บนต้น แต่ที่เรานำมาสอนให้พวกเธอนั้นเหมือนใบไม้ในกำมือ เหตุที่มิได้นำมาสอนก็เพราะเรื่องนั้นๆ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน” นี่หลักฐานในพระไตรปิฎกได้กล่าวไว้อย่างนี้ โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

ทำไมในพระไตรปิฎกไม่พูดถึงฐานที่ 7

คำถาม: การทำพระกรรมฐานเกี่ยวกับพระธรรมกาย ในบทที่กล่าวถึงฐานที่ ๗ ทำไมในพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวไว้เลย แม้แต่ในการสำเร็จเป็นพระอรหันต์ของพระสาวก แต่ละองค์ก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องธรรมกาย เวลาใครจะนิพพานต้องนิพพานในฐานที่ ๗ ก็ไม่ได้กล่าวไว้เลยเล่าครับ ? คำตอบ: อย่าว่าแต่แค่เรื่องนี้เลย แม้แต่ว่าฝึกสมาธิซึ่งมีอยู่ ๔๐ วิธีในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้เขียนรายละเอียดวิธีปฏิบัติเอาไว้ ทำไมจึงไม่เขียน?         ที่ท่านไม่เขียนกันไว้ก็คงเป็นด้วยเหตุผลคล้ายๆ กับที่เราในปัจจุบันไม่ได้จดบันทุกข้อมูลอะไรตั้งหลายอย่างนั่นแหละ คือเมื่อเริ่มมีการบันทึกพระไตรปิฎกนี่ ขณะนั้นมีพระอรหันต์อยู่มากมายเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะฉะนั้นพอพูดถึงการทำสมาธิ พูดถึงธรรมกายนี่ใครๆ ก็รู้จัก ท่านจึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง เพราะฉะนั้นรายละเอียดวิธีปฏิบัติจึงถูกละกัน ไม่บันทึกไว้ พวกเรารุ่นหลังเลยไม่ได้เห็น         ส่วนวิธีฝึกสมาธิเพื่อเข้าถึงธรรมกาย ที่เราใช้เป็นแม่บทอยู่ขณะนี้ ก็เป็น ๑ ใน ๔๐ วิธี ที่ท่านไม่ได้ให้รายละเอียดไว้นั่นแหละ ตำราที่เราใช้นี้เป็นตำราที่เขียนเมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๐๐ ก่อนหน้านั้นพระอรหันต์มีเต็มเมือง สิ่งเหล่านี้เขารู้กันทั้งนั้น จึงถือว่าเป็นของธรรมดาเลยไม่ได้บันทึกไว้ หรือบันทึกเพียงสั้นๆ         พอผ่านเวลาไปแล้วเป็นร้อย ๆ ปี พระอรหันต์เริ่มหายาก บันทึกสั้น ๆ ที่พอมีอยู่บ้าง คนรุ่นหลังเริ่มอ่านไม่เข้าใจ นึกถึงวิธีปฏิบัติไม่ได้ …

ทำไมในพระไตรปิฎกไม่พูดถึงฐานที่ 7 Read More »

จิตนิ่งตอนเวลาหลับ ถือว่าเป็นสมาธิด้วยหรือไม่

คำถาม: เวลานอนหลับ นอกจากเวลาฝันแล้ว จิตของคนเราอยู่นิ่งบ้างไหมครับ ถ้าจิตนิ่งบางขณะเฉพาะเวลาหลับเท่านั้น ถือ ว่าเป็นสมาธิหรือไม่ ? คำตอบ:  ถามว่าจิตของเราอยู่นิ่งบ้างไหม ถ้าจะว่านิ่ง มันก็นิ่งเหมือนกัน แต่มันนิ่งไม่นาน โบราณท่านเปรียบจิตว่าซุกซนเหมือนลิง ฝึกให้อยู่นิ่งๆ ยาก แล้วสภาพที่จิตนิ่งนี้ต้องแยกให้ออกด้วย คนที่จิตนิ่งระหว่างอยู่ในสมาธิกับคนที่จิตนิ่งเพราะเพลีย หรือคนที่หลับสนิท นี่ไม่เหมือนกัน         คนหลับสนิทจิตมันนิ่ง แต่ไม่มีสติกำกับ เลยหลับไม่รู้เรื่องส่วนคนที่อยู่ในสมาธิ นอกจากจิตนิ่งแล้ว เขายังมีสติคุมอยู่ คุมให้จิตจรดอยู่ศูนย์กลางกายพอดี จิตมีสติกำกับ จิตจึงนิ่งเป็นสมาธิ ถ้าจิตนิ่งโดยไม่มีสติกำกับมันก็คือหลับ มันต่างกันตรงความมีสติ         เพราะฉะนั้น “ที่ใดมีสติ ที่นั่นก็มีสมาธิ ที่ใดมีสมาธิ ที่นั่นก็มีสติ”         เมื่อบอกว่านาย ก. กำลังฝึกสติ ก็หมายความว่า นาย ก. กำลังฝึกสมาธิด้วย บอกว่า นาย ข. กำลังฝึกสมาธิ ก็หมายความว่า นาย ข. กำลังฝึกสติด้วย แต่ว่าเมื่อนาย ก. …

จิตนิ่งตอนเวลาหลับ ถือว่าเป็นสมาธิด้วยหรือไม่ Read More »

ทำสมาธิแบบอานาปานสติเหมือนอาโลกกสิณหรือไม่

คำถาม: ทำสมาธิแบบอานาปานสติ เหมือนอาโลกกสิณหรือไม่ ? คำตอบ:   อาสนาปานสติ เป็นเรื่องของการทำสมาธิโดยใช้สติกำหนดลมหายใจเข้าออก เมื่อกำหนดไปถึงจุดหนึ่งเข้า สติตั้งมั่นดีแล้ว ลมจะหยุดนิ่ง แล้วก็เป็นสมาธิ เป็นสมาธิในขั้นปฐมฌาณก่อน แล้วจึงพัฒนาขึ้นเป็นลำดับอย่างช้า ๆ         สำหรับอาโลกกสิณ เป็นวิธีทำสมาธิ โดยกำหนดนิมิตเป็นดวงแก้วใสสว่าง กำหนดทีแรกไม่เหมือนกำหนดลมหายใจ แต่เมื่อกำหนดไปๆ ลมก็จะหยุดเช่นกัน  แล้วจะได้ดวงสว่างแต่ได้เร็วกว่าเพราะมีดวงสว่างเป็นนิมิต เป็นสื่ออยู่แล้ว         ขอให้ทุกคนดูอุปมาอย่างนี้ นิ้วมือของคนเรามีอยู่ ๕ นิ้ว ไม่ว่าเราจะฉีดยาเข้าไปทางปลายนิ้วก้อย ปลายนิ้วนาง นิ้วชี้ หรือนิ้วหัวแม่มือ ฉีดยาเข้าไปเถอะที่นิ้วใดนิ้วหนึ่ง ในที่สุดยาก็จะมารวมที่ข้อมือจากข้อมือก็จะไหลเข้าแขน เข้าไหล่ เข้าหัวใจไปตามลำดับ         เริ่มต้นอยู่ที่ปลายนิ้วคนละนิ้ว แต่สุดท้ายก็มาถึงที่เดียวกัน การฝึกสมาธิจะมีกี่วิธีๆ ก็ตาม การเริ่มต้นอาจจะต่างกันไป แต่เมื่อฝึกไปแล้วในที่สุดจะเหมือนกันคือ เมื่อถึงจุดหนึ่งเข้า จะได้เข้าดวงปฐมมรรคด้วยกันทุกวิธีไป แล้วจากนั้นก็จะเดินทางเส้นเดียวกัน คือเข้าถึงธรรมกายเป็นลำดับๆ ไปเป็นอย่างนี้ โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง …

ทำสมาธิแบบอานาปานสติเหมือนอาโลกกสิณหรือไม่ Read More »

ถ้าเราทำความดีมากๆ และรักษาศีลมากๆ จะเห็นดวงศีล โดยไม่ต้องทำสมาธิได้ไหม?

คำถาม: ถ้าเราทำความดีมากๆ และรักษาศีลมากๆ จะเห็นดวงศีล โดยไม่ต้องทำสมาธิได้ไหมคะ? คำตอบ:    ไม่ได้ การรักษาศีลมากๆ ทำให้กายวาจาใจสงบดีเท่านั้น แต่จะให้เห็น “ดวงศีล” นี่ไม่ได้หรอก ดวงศีลเป็น “ศีลเห็น” ไม่ใช่ “ศีลรู้” เป็นศีลในกัมมัฏฐาน ประเภทสีลานุสติ ถ้าตั้งใจฝึกสมาธิแล้ววางใจให้ถูกส่วนตรงศูนย์กลางกาย ก็จะสามารถเห็นดวงศีลได้ ส่วนใครที่คิดว่าจะทำความดีอย่างอื่น โดยไม่นั่งสมาธิแล้วจะให้เห็นศีลน่ะ ไม่มีทางหรอกนะ         ถ้ามีทาง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคงไม่ต้องบัญญัติ เรื่องการทำสมาธิเอาไว้หรอก ขยันๆ นั่งสมาธิเถอะนะ แล้วจะเห็นว่าสมาธิมีคุณค่ามหาศาลอย่างที่เรานึกไม่ถึงทีเดียว โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

จะเข้าถึงธรรมกาย หรือดวงปฐมมรรคได้ จะต้องมีอะไรบ้าง

คำถาม: จะเข้าถึงธรรมกาย หรือดวงปฐมมรรคได้ ต้องมีอะไรพร้อมครับและดวงปฐมมรรคเอามาทำอะไรครับ ? คำตอบ:    การที่จะเข้าถึงธรรมกายในตัวของเราได้ จะต้องมีใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายให้พร้อม ทั้งเห็น จำ คิด รู้         ส่วนดวงปฐมมรรคเอามากรองใจให้ใส อย่างน้ำในโอ่งที่ขุ่น ๆ น่ะ เวลาเราจะกรองให้ใสเราทำอย่างไรล่ะ? ก็อาจจะใส่ผ้ากรองหรือใส่ที่กรองน้ำ วิธีกรองน้ำเขาก็ให้ผ่านอิฐหัก ผ่านกรวด ผ่านทราย ผ่านถ่าน พอผ่านไปดี แล้วน้ำก็จะใส         คนเราก็เหมือนกันฝึกสมาธิให้ได้ดวงปฐมมรรคเอาไปทำอะไร ก็เพื่อเอาดวงปฐมมรรคแทนเครื่องกรอง กรองใจเราที่เมื่อก่อนเคยวิ่งวุ่นขุ่นคลัก ให้รวมนิ่งให้ใสขึ้นมาขั้นหนึ่ง และพอเราฝึกมาเข้าๆ ใจจรดนิ่งเข้าไปตรงศูนย์กลางกาย จากดวงปฐมมรรคก็ถึงดวงศีล ก็เอาดวงศีลกรองใจอีกขั้นหนึ่ง ใจผ่านดวงศีลก็นิ่งก็ใสขึ้นมาอีกระดับหนึ่งถึงดวงสมาธิ ผ่านดวงสมาธิ ดวงปัญญาไล่เรื่อยไป         เราเอาดวงธรรมเหล่านั้นมากรองใจเราเป็นลำดับๆ ให้ใสเหมือนกับน้ำผ่านเครื่องกรอง ถ้ายิ่งผ่านเข้าถึงธรรมกาย ก็เอาดวงธรรมกายนี่แหละกรองใจเราให้ใสขึ้นไปอีก นี่คือคำตอบว่าฝึกเอาดวงปฐมมรรคไปทำไม เพื่อให้ได้เครื่องกรองใจที่มีคุณภาพสิหนูเอ๊ย โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

ผู้ที่เห็นธรรมกายนั้น เห็นทุกวันหรือไม่ หรือว่าเห็นเป็นบางครั้งบางคราวครับ ?

คำถาม: ผู้ที่เห็นธรรมกายนั้น เห็นทุกวันหรือเปล่า หรือว่าเห็นเป็นบางครั้งบางคราวครับ ? คำตอบ:    ถ้าเราฝึกใหม่ บางวันประคองใจถูกส่วนปุ๊ป ได้ปั๊ป บางวันประคองใจไม่ถูกส่วน เพราะเหนื่อยไป เพลียไป อิ่มไป หิวไป หรือเนื่องจากความไม่ชำนาญ ประคองใจไม่ถูกส่วน วันนั้นบางทีก็ไม่เห็นหรอก         แต่ “ไม่เห็น” นั่นน่ะ ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มี” นะ มีอยู่ในตัวนั่นแหละ แต่ว่ายังไม่เห็น เพราะใจไม่สงบ ใจไม่ใส ยังวางใจไม่ถูกส่วน ก็ค่อยๆ ฝึกให้ชำนาญไป อีกหน่อยถ้าทำใจให้หยุดนิ่งได้นาน ๆ ก็จะเห็นชัดทั้งวันทั้งคืนเอง โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

นอกจากฐานที่ ๑ ถึงฐานที่ ๗ แล้ว มีฐานอื่นอีกหรือไม่

คำถาม: หลวงพ่อคะ นอกจากฐานที่ ๑ ถึงฐานที่ ๗ แล้ว มีฐานอื่นอีกหรือไม่คะ ? คำตอบ:    มีเยอะแยะ แต่ใช้ได้ไม่ดี มีบางคนเวลาฝึกสมาธิกำหนดเอากล้ามเนื้อหัวใจเป็นฐาน ถามว่าได้ไหม  ได้ แต่ไม่ดี บางคนโดยเฉพาะทางญี่ปุ่น หรือทางจีน ได้กำหนดสมาธิมีฐานที่ ๘ คือ ต่ำกว่าสะดือลงไป ๒ นิ้ว แล้วเขาก็ลงมือปฏิบัติกัน แล้วมันก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควร เอาแค่ ๗ ฐาน ก็พอแล้วนะลูกนะ โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

เด็กที่นั่งสมาธิบ่อยทำให้เรียนเก่งจริงหรือ

คำถาม: เด็กที่นั่งสมาธิกำหนดดวงนิมิตได้แล้ว จะมีผลดีต่อเด็กอย่างไร และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนหนังสือประจำวันได้หรือไม่อย่างไรครับ ? คำตอบ:   ได้หลายอย่าง ทุกคืนให้เด็กนั่งสมาธิของเขาไปเรื่อยๆ ถ้าเห็นองค์พระหรือดวงแก้วในกลางตัวชัดจะเป็นผลดี คือ         ๑. เด็กจะไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ เป็นคนมีเหตุผล ตัวเป็นเด็กแต่ใจเป็นผู้ใหญ่         ๒. เด็กพวกนี้ความจำจะดี เพราะจะไม่มีเรื่องประเภทไม่เข้าเรื่องมารบกวน โดยเฉพาะเรื่องบี้มด ตบยุง ฆ่าสัตว์ ลักขโมย เกะกะเกเร ชอบพูดปด สิ่งเหล่านี้จะหลุดไปจากใจ เขาจะเป็นเด็กที่อยู่ในโอวาท และตั้งใจเรียนอย่างดี คุณพ่อคุณแม่ควรจะคอยให้กำลังใจ ให้เขาหมั่นนึกถึงองค์พระหรือดวงแก้วให้ชัดเป็นประจำ ให้ชัดที่สุดเท่าที่จะชัดใด้ ให้ใสที่สุดเท่าที่จะใสได้ สว่างที่สุดเท่าที่จะสว่างได้ ให้ฝึกอย่างนี้จนเป็นนิสัย ในที่สุดจะเกิดผลดีในแง่ที่ว่า ถ้าเขาต้องการจะจำอะไรก็ตาม เขาจะสามารถจำฝังใจไปได้ทันทีเลย         แต่ขอฝากไว้อย่างหนึ่งว่า ถ้าเด็กเห็นองค์พระ แล้วอย่าไปให้เด็กกำหนดนึกไปดูหวยดูอะไรต่ออะไร เดี๋ยวจะไขว้เขวไปผิดทาง พาตกนรก เอาง่ายๆ เพราะว่าการไปดูเรื่องพวกนั้น จะต้องเอาใจออกนอกตัวซึ่งทำให้ดูอะไรก็พลาดเพี้ยนไปหมด การฝึกให้เด็กกำหนดองค์พระหรือดวงแก้วโดยให้กำหนดอยู่ข้างในตัวที่ศูนย์กลางกาย เด็กจะเห็นแต่ความชัด ความสว่าง ความใส แล้วเวลาเขาไปทำผิดอะไร ก็ไม่ต้องรอให้พ่อแม่ว่ากล่าวตักเตือน เขาจะเห็นของเขาเอง เพราะเขาจะมีปัญญาเข้าใจเรื่องโลกและชีวิตอย่างถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริงติดมาด้วย โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) …

เด็กที่นั่งสมาธิบ่อยทำให้เรียนเก่งจริงหรือ Read More »

ตาเหมือนตาไม้ หูเหมือนหูกระทะ กายเหมือนผ้าเช็ดเท้า หมายความว่าอย่างไร

คำถาม: ขอรบกวนหลวงพ่อได้โปรดอธิบายความหมายของคำต่อไปนี้ให้ด้วยค่ะ ?         ๑. ตาเหมือนตาไม้         ๒. หูเหมือนหูกระทะ         ๓. กายเหมือนผ้าเช็ดเท้า         ๔. ใจประดุจแผ่นดิน คำตอบ: ที่ว่าตาเหมือนตาไม้ ความจริงเขาใช้เต็มๆ ว่า ตาเหมือนตาไม้ไผ่ ตาไม้ไผ่ถ้าเราไม่ริดเสีย ปล่อยให้ติดลำไว้เป็นแขนงยาวประมาณสักคืบกว่าๆ เหลือไว้อย่างนี้ตลอดลำไม้ไผ่ ก็สามารถเอาไม้ไผ่ลำนั้นไปทำประโยชน์ได้ ชาวบ้านเขาเอาไว้ใช้ทำพะอง รู้จักพะองไหม ?         พะอง คือ บันไดสำหรับขึ้นต้นตาลสูงๆ ไม้ไผ่มันจะมีกิ่งมีแขนงแตกออกจากตา เป็น ๒ ข้างสลับกัน เราตัดแขนงให้เหลือสักประมาณคืบ ก็ใช้สำหรับเป็นที่เหยียบขึ้นแทนบันไดได้สบายๆ         ตาเหมือนตาไม้ไผ่ อุปมาข้อนี้หมายถึงว่า นัยน์ตาของเรานี่นะ อะไรที่ไม่ควรดูก็อย่าไปดูมันเลย เหมือนอย่างตาไม้ไผ่ซึ่งสักแต่ว่าเป็นตา แต่ใช้ตาดูไม่เป็นหรอก ท่านใช้อุปมาเช่นนี้ก็เพื่อจะบอกว่าอะไรที่ไม่ควรดูก็อย่าไปดู มันไม่ควรมองก็อย่าไปมองมัน อย่าเที่ยวไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านเขามากนัก เดี๋ยวใจจะฟุ้ง เดี๋ยวจะมีเรื่องทำเหมือนตาไม้ไผ่ โดนเหยียบขึ้นไปๆ มันก็เฉย ไม่เอาเรื่องกับใคร         หูเหมือนกระทะ หูกระทะนี่น่ะเอาไว้ทำอะไร เอไว้ฟังหรือเปล่า เปล่านะ เขาเอาไว้เป็นที่สำหรับแขวนตัวกระทะอุปมานี้หมายถึงว่าเรื่องอะไรไม่สมควรไปฟัง ก็อย่าไปฟัง …

ตาเหมือนตาไม้ หูเหมือนหูกระทะ กายเหมือนผ้าเช็ดเท้า หมายความว่าอย่างไร Read More »

ชวนเพื่อนมาวัดพระธรรมกายหลายครั้งแล้วแต่เขาก็ไม่ยอมมา

คำถาม: ผมเคยบอกให้คนแถวบ้านผมมาวัดพระธรรมกาย แต่เขากลับตอบว่าไปแล้วมันได้อะไรขึ้นมา มิหนำซ้ำยังขอเงินผมไปเล่นไพ่อยู่ตลอดเวลา เตือนเป็นครั้งที่ ๑๗ แล้วก็ยังไม่เชื่อ ผมควรทำอย่างไร ? คำตอบ:   เตือนมาตั้ง ๑๗ ครั้งแล้ว (แหม…ช่างจำช่างนับจังเลย) เขายังไม่เชื่อ มันน่าจะได้คำตอบอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ตักน้ำรดหัวตอน่ะตอมันไม่งอก เพราะตอมันตายแล้ว อืม…แต่ไม่แน่นะ รดน้ำลงบนตอไม้ผุบ่อยๆ เราอาจได้เห็ดหูหนู หรือเห็ดตามธรรมชาติมากินกัน         เราไปชวนเขามาวัดพระธรรมกาย เขาไม่มา แล้วเคยเห็นเขาไปทำบุญวัดอื่นบ้างหรือเปล่า ก็คงไม่ได้ไป เพราะมัวแต่ไปเล่นไพ่         เขาถามคุณว่าไปวัดพระธรรมกายแล้วได้อะไรขึ้นมา แสดงว่าคุณไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากตอนก่อนเข้าวัดเลย เพราะฉะนั้น คุณต้องเร่งปฏิบัติธรรม ปรับปรุงตัวเองให้สมภูมินักปฏิบัติธรรมมากๆ ถ้าคุณดูดีขึ้นกว่าเดิม คนแถวบ้านจะอยากรู้เองว่า วัดที่คุณไปมีดีอะไร จึงเปลี่ยนแปลงคุณให้ดีขึ้นได้         อย่ามัวแต่เคี่ยวเข็ญคนอื่นเลย เคี่ยวเข็ญตัวเองให้มากๆ อย่างน้อยคนที่มาขอเงินคุณไปเล่นไพ่บ่อยๆ อาจจะไม่กล้ามาขอเงินคุณอีกก็ได้ ซึ่งเป็นธรรมดาของคนชั่วคนพาลที่มักแสลงต่อความดี ไม่อยากเข้าใกล้คนดี ส่วนคนดีๆ เขาก็อยากได้เพื่อนคนดีๆ ถ้าคุณดีจริงเขาก็ตามคุณมาวัดเองนั่นแหละ อย่าเบื่อที่จะชวนคนมาวัดเลย โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา …

ชวนเพื่อนมาวัดพระธรรมกายหลายครั้งแล้วแต่เขาก็ไม่ยอมมา Read More »

ฝึกสมาธิแล้วตัวแข็งเหมือนก้อนหินจะแก้ได้อย่างไร

คำถาม: ฝึกสมาธิแล้วตัวแข็งเหมือนก้อนหิน จะแก้อย่างไรครับ?  คำตอบ:   กรณีอย่างนี้เคยพบมาหลายท่าน วิธีแก้ไม่ยาก ก่อนจะนั่งให้กำหนดใจไว้ที่หน้าท้อง แล้วเลื่อนไปตั้งไว้ในกลางท้องเลย กำหนดนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นปลดความกังวล วางใจเบาๆ อาการตัวแข็งจะค่อยๆ หายไป กลับมีอาการชุ่มชื่นเบิกบานใจเข้ามาแทนที่ แล้วความสว่างจะเข้ามาในกลางห้อง อาการเกร็ง อาการเครียดจะหายหมด         ทำง่ายๆ อย่างนี้แหละ คือเลื่อนฐานที่ตั้งจิต จากหน้าท้องเข้าไปในกลางท้อง หรือสมมุติเรามีเส้นด้าย ๒ เส้นขึงให้ตึง เส้นที่ ๑ ขึงจากสะดือทะลุหลัง เส้นที่ ๒ ขึงจากเอวซ้ายทะลุเอวขวา เส้นด้ายทั้ง ๒ เส้นนี้ตัดกันตรงไหน เหนือจุดตัดนั้นขึ้นมา ๒ นิ้วมือ (นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกัน) ให้เอาใจไปวางไว้ตรงนั้น แล้วทำอารมณ์สบาย ๆ อาการแข็งดังกล่าวจะหายไปหมด ลองทำดูนะ โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

ทำไมบางคำถาม ครูบาอาจารย์ไม่ยอมตอบ

คำถาม: คำถามบางคำถามครูบาอาจารย์ไม่ยอมตอบ เพราะอะไรจึงไม่ตอบครับ ? คำตอบ:   คำถามบางคำถาม ถ้าครูบาอาจารย์ท่านพิจารณาแล้วเห็นว่าพื้นฐาน หรือประสบการณ์ทั่วไปของคนถามไม่พอ ท่านอาจไม่ตอบก็ได้หรือถึงตอบก็มักตอบสั้นๆ ว่า ไปนั่งสมาธิ(Meditation)ให้มากๆ แล้วไปดูเอาเอง คำถามบางคำถามท่านก็ให้รอไปฟังคำตอบต่อหน้าครูบาอาจารย์ของท่าน อย่างเช่นสมัยพุทธกาลคราวหนึ่ง ขณะที่พระโมคคัลลาน์ กำลังเดินบิณฑบาตไปกับพระลูกศิษย์ของท่าน อยู่ดีๆ ท่านก็หยุดเดิน แล้วมองไปในอากาศครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินต่อไป         พระลูกศิษย์เห็นผิดปรกติจึงถามท่านว่า “ท่านเห็นอะไรหรือขอรับ” พระโมคคัลลาน์ ไม่ตอบว่าเห็นอะไร แต่ผัดว่าจะไปตอบคำถามนี้ต่อหน้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่วัดเวฬุวัน         ครั้นถึงวัด ก็พาพระลูกศิษย์ไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วตอบข้อสงสัยของลูกศิษย์โดยเท้าความขึ้นใหม่ แล้วตอบว่าเห็นเปรตตนหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงกล่าวเสริมคำของพระโมคคัลลาน์ว่าเคยมีคนถามพระองค์ว่าเปรตมีจริงหรือไม่ แต่พระองค์ยังไม่เคยตอบคำถามนี้แก่ใครเลย เพราะเห็นว่าตอบไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะคนที่มาถามไม่เคยเห็นเปรต แต่วันนี้มีคนเห็นเปรตแล้ว         เปรตที่พระโมคคัลาน์เห็นตนนั้น แต่เดิมมีอาชีพเป็นโจรวันหนึ่งไปนอนอยู่ในศาลาแห่งหนึ่ง ใกล้ประตูพระนคร ถูกเศรษฐีท่านหนึ่งกล่าวตำหนิเปรยๆ เพียงเท่านั้น ถึงกับผูกอาฆาตมาดร้าย ได้เผานาข้าวเศรษฐีถึง ๗ ครั้ง ตัดเท่าโคในคอก ๗ ครั้ง และเผาบ้านเศรษฐีอีก ๗ ครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่หายแค้น         ต่อมาทราบว่าเศรษฐีได้สร้างพระคันธกุฎีถวายแด่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า …

ทำไมบางคำถาม ครูบาอาจารย์ไม่ยอมตอบ Read More »