krirk

ทำอย่างไรจึงจะชวนคนที่ไม่นับถือพระพุทธศาสนาให้หันมานับถือได้

คำถาม: ทำอย่างไรจึงจะชักชวนให้คนที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ให้เขามานับถือคะ? คำตอบ: การที่เราจะชักชวนให้ใครมานับถือพระพุทธศาสนานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศน์เอาไว้ตั้งแต่ตอนที่พระองค์เพิ่งตรัสรู้ใหม่ๆ ในวันเพ็ญเดือน 3 คือวันมาฆบูชา เทศน์บทนั้นก็คือบทที่เราเราเรียกว่า “โอวาทปาฏิโมกข์”         พระองค์ทรงบอกว่า การที่จะไปชักชวนให้ใครมานับถือพระพุทธศาสนาตามอย่างเรานั้น ผู้ไปชวนจะต้องสามารถปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีก่อน เพื่อเอาชนะใจคนที่จะเข้ารับการสอนเสียตั้งแต่ต้นมือ ซึ่งจะทำให้ได้ผลดี และไม่หนักแรงจนเกินไป คำสอนของพระองค์ประกอบด้วยหลัก 6 ประการ คือ         1. อนูปวาโท ไม่ว่าร้ายกันด้วย ต้องไม่สอนศาสนาด้วยวิธีพูดกระทบกระเทียบ โจมตี แดกดัน ค่อนขอด เยาะเย้ย เหยียดหยามผู้อื่น         2. อนูปฆาโต ไม่ทำร้ายกันด้วย ต้องไม่สอนศาสนาโดยวิธีใช้กำลัง ใช้อาวุธ เข้าข่มขู่ บังคับ ทำร้ายหรือรังแก ข่มเหงให้เขาเชื่อ         3. ปาฏิโมกเข จ  สํวโร สำรวมในพระปาฏิโมกข์ด้วย ต้องสำรวมระวังความประพฤติของตนให้ดีงามเหนือกว่าเขา คือมีศีลธรรม มีวินัย มีมารยาท มีวัฒธรรมสูงกว่าเขา เพื่อให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธาตั้งแต่ต้น         4. มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมึ เป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหารด้วย ต้องเป็นคนไม่เห็นแก่กิน …

ทำอย่างไรจึงจะชวนคนที่ไม่นับถือพระพุทธศาสนาให้หันมานับถือได้ Read More »

วิธีการสร้างวัดพระธรรมกายและการบอกบุญต่างๆทำกันอย่างไร

คำถาม: หากไม่เป็นการรบกวน ใคร่ของความกรุณาให้ท่านเล่าถึงวิธีการสร้างวัดพระธรรมกายโดยสังเขป และวิธีการบอกบุญในการสร้างวัดด้วย ทุนในการดำเนินงานในระยะเริ่มแรกมีเท่าไร ได้โดยศรัทธาจากการแสดงธรรมอย่างไร (พระที่เข้าอบรมธุดงค์มาฆบูชา 2529 เรียนถาม) คำตอบ: ทุนเริ่มต้นมีเท่าไหร่ ตอบว่า จำได้ติดหูติดตาติดใจว่ามีอยู่ 3,200 บาท เป็นเงินเริ่มต้น พร้อมกับคณะดำเนินการ ฝ่ายชายก็มีอยู่ 10 กว่าท่าน ฝ่ายหญิงก็อีก 10 กว่าท่าน รวมแล้วไม่ถึง 30 คน แม้เงินจะน้อย แต่ว่าเราใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ยอมให้ตกให้หล่น         ที่สำคัญที่สุดเมื่อรับบริจาคเพิ่มมาแล้ว ก็ทำตามสัญญาที่บอกกับประชาชนโดยเร็วพลัน ไม่เอาไปแช่เย็นไว้ จนกระทั่งเขาสงสัยว่า เอ…เจ้าอาวาสท่านกักเงินเอาไว้ทำไม เมื่อไรจะสร้างสักที สงสัยจะเตรียมเก็บไว้สึกกระมัง เรื่องจะสึกหรือไม่สึก กลายเป็นข้อสงสัยเราเสียแล้ว เพราะฉะนั้นได้เงินมาแล้วจึงต้องรีบทำ แต่เราก็ไม่ทำอย่างมีหนี้ บอกบุญเขามา พอได้ส่วนที่เป็นเสาเป็นหลังคาก็ลงมือสร้าง แต่ว่าเขายังไม่ได้บริจาคให้พอทำพื้น         เพราะฉะนั้นขั้นต้นเราก็เอาดินเอาทรายลงไว้ก่อน สร้างหลังคาแล้วก็ใช้งานไปได้พักหนึ่ง พอมีเงินบริจาคมาอีก ก็เอาหินเกร็ดลงใช้กันได้อีกพักครึ่ง ต่อมาเขาบริจาคพื้นมาบ้างแล้ว แต่ยังได้ไม่ครบ พื้นปูนซีเมนต์แผ่นหนึ่งราคา 10 บาท 80 สตางค์ ถ้าปูเต็มพื้นที่จะต้องใช้งบประมาณเกือบล้านบาท …

วิธีการสร้างวัดพระธรรมกายและการบอกบุญต่างๆทำกันอย่างไร Read More »

ที่สร้างวัดพระธรรมกายมานี่ มีทุนเท่าไร หาเงินมาได้อย่างไร จึงสร้างวัดได้ใหญ่โตอย่างนี้

คำถาม: ที่สร้างวัดพระธรรมกายมานี่ มีทุนเท่าไร หาเงินมาได้อย่างไร จึงสร้างวัดได้ใหญ่โตอย่างนี้ (พระเรียนถามมา) คำตอบ: เรื่องนี้ถูกถามมามาก คือเมื่อเริ่มสร้างวัด เราเริ่มขุดดินก้อนแรกเมื่อวันมาฆบูชา ปี พ.ศ. 2513 ขณะนั้นเรามีเงินก้นถุงอยู่ 3,200 บาทเท่านั้น แต่เมื่อตอนจะลงมือสร้าง คุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านไม่ได้มองที่เงิน แต่ท่านมองที่คนที่จะมาช่วยกันสร้างวัด         ขอฝากข้อคิดไว้กับพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาด้วยว่า การมองที่เงินของคนบางคนได้ก่อให้เกิดปัญหาน่ารำคาญแก่วัดพระธรรมกายมาก มีคนพูดว่าวัดนี้รวยแล้วบ้าง พูดว่าวัดนี้ได้เงินจากคอมมิวนิสต์ จึงมีทุนสร้างวัดได้ใหญ่โต สาธุชนก็พากันมาวัดมากมายผิดปกติ สงสัยจะส้องสุมผู้คน เป็นเรื่องแปลกนะครับ เมื่อมีอะไรที่มันผิดหูผิดตาเกิดขึ้น หรือผิดความเคยชินสักหน่อย เรื่องเหล่านั้นจะกลายเป็นผิดปกติไปหมด         คุณยายอาจารย์เมื่อจะเริ่มลงมือสร้างวัด ก่อนหน้านั้นท่านคัดคนฝึกคนอย่างเคร่งครัด ฝึกเอาจากผู้ที่มาวัดนั่นแหละ ผมเองก็ไม่รู้ตัวว่าถูกคัด ภายหลังจึงทราบว่าท่านดูจากความตั้งใจในการปฏิบัติธรรม ดูศีลตั้งแต่เป็นฆราวาส ดูความประพฤติต่างๆ ท่านดูของท่านเงียบๆ ท่านดูและคัดมาเรื่อยๆ ว่าพอที่จะเป็นกำลังในการสร้างวัดได้หรือไม่         จากลูกศิษย์ของท่านที่มีมากมาย ท่านคัดเลือกมาเพียง 30 คนเท่านั้น ขณะนั้นที่บวชแล้วมีอยู่องค์เดียว คือ พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาส ผมเองก็ยังไม่ได้บวช         ท่านเรียกพวกเราเข้ามาบอกว่า …

ที่สร้างวัดพระธรรมกายมานี่ มีทุนเท่าไร หาเงินมาได้อย่างไร จึงสร้างวัดได้ใหญ่โตอย่างนี้ Read More »

วัดพระธรรมกายนำอาหารมาเลี้ยงคนที่มาวัด เอามาจากไหนมากมาย?

คำถาม: วัดพระธรรมกายนำอาหารมาเลี้ยงคนที่มาวัด เอามาจากไหนมากมาย? คำตอบ: ข้าวปลาอาหารที่จัดเลี้ยงญาติโยมนี่ ส่วนใหญ่เขาก็ขนมาทำบุญ โยมบางท่านก็ขนข้าวมาเลย 6 กระสอบ น่าอนุโมทนาไหมล่ะ บางท่านขนน้ำมันพืชที่ใช้ทำกับข้าว ขนมาให้คราวละ 7-8 ปีบ วุ้นเส้นก็มี ผักเป็นคันรถ ไข่ไก่เป็นคันรถ บางคนมีกำลังน้อยก็ทำตามน้อย ตามกำลัง ก็ขนมาถือมาเท่าที่พอจะเอามาทำบุญได้         ถ้ามาก่อนวันงาน มาอยู่ธุดงค์ก่อน ก็เอาไปส่งไว้ที่โรงทานที่ครัวของวัด บางคนมาในวันงานเลย เขาก็อาจจะทำอาหารมามากเป็นพิเศษ นำมาถวายพระ แล้วแบ่งส่วนหนึ่งไว้รับประทาน ก็ตามแต่จะคิดจะทำกัน อาหารจึงมีพอเผื่อแผ่สำหรับทุกคนที่มาทำบุญ แม้ว่าบางคนจะไม่ได้เตรียมอาหารอะไรมาเลยก็ตาม         บางท่านไม่ค่อยถนัดด้านอาหาร เลยขนไม้กวาดทางมะพร้าวมาให้ 2,000 อัน ไม้กวาดอ่อนส่งมาให้ 500 อัน ก็มาเป็นของอย่างนั้น แต่พอคำนวณเป็นเงินแล้วก็มากมาย แต่ว่าจะมาในรูปไหนก็ตาม เราพยายามรักษา ถนอมใช้อย่างดีที่สุด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ญาติโยมได้บุญกันเต็มที่         เรื่องอาหารนี้ เราคำนึงถึงทั้งอาหารใหม่และอาหารเก่าของคน คือให้เขากินอิ่มแล้วต้องให้ถ่ายออกด้วย งวดนี้จึงสร้างห้องน้ำเพิ่มขึ้นอีก เมื่องานกฐิน (พ.ศ.2528) มีห้องน้ำอยู่ 600 ห้อง งวดนี้สร้างเพิ่มอีก …

วัดพระธรรมกายนำอาหารมาเลี้ยงคนที่มาวัด เอามาจากไหนมากมาย? Read More »

วัดพระธรรมกายรับอบรมธรรมทายาท ทำไมจึงไม่รับผู้มีความรู้น้อย เห็นรับแต่นิสิต นักศึกษาของมหาวิทยาลัย?

คำถาม: วัดพระธรรมกายรับอบรมธรรมทายาท ทำไมจึงไม่รับผู้มีความรู้น้อย เห็นรับแต่นิสิต นักศึกษาของมหาวิทยาลัย? คำตอบ: ที่เราทำกันอยู่ขณะนี้ ธรรมทายาทจะต้องมีอายุอย่างน้อย 15 ปี เด็กอายุ 15 ปี ความรู้ชั้นไหน? ประมาณ ม.3 นะ ถามว่า ทำไมผู้ที่มีความรู้น้อยกว่านั้น เช่น ป.3 ป.4 ป.6 จึงไม่ค่อยรับ ไม่ใช่ไม่รับ เขาไม่มากันเอง         พวกที่เข้าอบรมธรรมทายาทของที่นี่ เรามีหลักสูตรสอนให้เวลาหลวงพ่อสอนก็ต้องตีประเด็นว่า คนที่เข้าอบรมส่วนมากมีความรู้โดยเฉลี่ยอยู่ระดับไหน ก็ต้องเริ่มจากตรงนั้น ผู้ที่มีความรู้ชั้นประถมแล้วก็อายุน้อยด้วย มาดูลาดเลาแล้วเห็นว่า มาเข้าอบรมแล้วคงไม่ค่อยจะเข้าใจ หรือตามเขาไม่ทัน ก็เลยไม่มาอบรม ถ้าเข้ามาอบรม คนสอน ก็คงจะเหนื่อยจัดทีเดียว แต่ก็มีที่อายุมากสักหน่อย จบ ป.4 นี่ละ แต่ว่าได้ทำงานทำการมาบ้าง ผ่านโลกมาแล้ว         เพราะฉะนั้นถึงแม้เรียนมาน้อยไม่ได้จบชั้นมัธยมกับเขา แต่ว่าก็ผ่านโลกมาพอสมควร สามารถที่จะฟังเทศน์แล้วตามทัน รับการอบรมได้ทันก็มี ประเภทนี้ก็มีมาร่วมบวชด้วยทุกปีนะ ก็ไม่ได้กีดกันใครเลย ขอยืนยัน เพราะว่าวัดเป็นของกลาง ของสาธุชน ของขาวพุทธทุกคนนะครับ โอวาท …

วัดพระธรรมกายรับอบรมธรรมทายาท ทำไมจึงไม่รับผู้มีความรู้น้อย เห็นรับแต่นิสิต นักศึกษาของมหาวิทยาลัย? Read More »

ทำไมวัดพระธรรมกายจึงมีคนศรัทธามาก

คำถาม: ที่วัดพระธรรมกายมีแรงศรัทธาอย่างแรงกล้าจากญาติโยมทุกสารทิศ ใช้วิธีอย่างไรครับ? (พระเรียนถามมา) คำตอบ: วิธีทำให้วัดมีเสน่ห์น่าเข้า คนมีเสน่ห์ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ อยากไปหา เสน่ห์ คือเครื่องดึงดูดใจ เสน่ห์ของวัด คือเครื่องดึงดูดใจให้คนอยากมาเข้าวัด เสน่ห์ที่แรงที่สุด คือความสะอาด ถ้าเกี่ยวกับสถานที่ ถามว่าจุดไหนของวัดที่คนมุ่งไปหามากที่สุด ก้าวแรกที่ญาติโยมลงมาจากรถ เขาถามหาอะไรก่อน? คำแรกเลย คือส้วมอยู่ที่ไหน? หรือห้องน้ำอยู่ที่ไหน? เขาไม่ถามหรอกว่า เจ้าอาวาสอยู่ที่ไหน หรือหลวงพ่อ หลวงพี่ที่สอนบาลีรูปนั้นรูปนี้ที่เทศน์เก่งๆ อยู่ที่ไหน เขายังไม่ถาม แต่เขาถามว่า ห้องน้ำห้องส้วมอยู่ที่ไหน?         เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่จะต้องทำ และต้องทำให้มีเสน่ห์ให้ได้ คือความสะอาดของห้องน้ำ และของบริเวณสถานที่ ถ้าความสะอาดภายนอกอย่างนี้ยังทำไม่ได้ เรื่องอื่นอย่าไปพูดถึงเลย ทำไม่ได้หรอกครับพระคุณเจ้า เมื่อเรารักษาความสะอาดสถานที่ได้แล้ว หน้าที่ของพระมีอยู่ 2 อย่าง คือ         1) ศึกษาและฝึกตนเองตามพระวินัย         2) รู้พระธรรมวินัยแล้วสอนคนอื่นให้รู้ตาม         ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายครับ ถ้าอยากจะให้วัดของเราเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนละก็ ศีลของเราต้องดี สมาธิ(Meditation)ของเราต้องดี แล้วความรู้ทางด้านปริยัติของเราก็ต้องดี ต้องให้ครบเครื่อง ยิ่งกว่านั้น ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเราต้องขยันเทศน์ …

ทำไมวัดพระธรรมกายจึงมีคนศรัทธามาก Read More »

มีวิธีอย่างไรที่จะทำให้มีความตื่นตัวรักความก้าวหน้าในการพัฒนาวัด

คำถาม: คือที่วัดของผมมีโยมอยู่ 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากจะพัฒนา อีกฝ่ายไม่อยากจะพัฒนาทำอย่างไรดีครับ? (พระเรียนถามมา) คำตอบ: สำหรับเรื่องนี้  ถ้าหลวงพ่อหรือเจ้าอาวาสของวัด หรือพระอุปัชฌาย์ของเรา ท่านไม่ค่อยจะตื่นตัว เราไปทำอะไรท่านไม่ได้หรอกครับ แต่มีวิธีอยู่อย่างหนึ่ง ที่จะทำให้วัดของเรา ตัวของเราก้าวหน้า คือ         1) กุฏิที่เราอยู่เองต้องทำให้ดี ให้สะอาดเรียบร้อย         2) ตัวเราเองต้องตั้งใจศึกษาหาความรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยไป         ทำอย่างนี้ รอเวลาไว้ แล้วระหว่างนั้นก็อบรมญาติโยม อบรมสามเณร อบรมเด็กวัด ทำอะไรได้ก็ทำกันไป เอาให้เต็มที่อย่าไปท้อ ที่ท่านถามมานี่ ผมขอถามท่านคำเดียวว่า ถ้าเขาให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสวันนี้ ท่าจะสามารถพัฒนาวัดได้จริงหรือเปล่า ไม่ง่ายนะครับ เพราะพอลงมือทำงานเมื่อไร คนของเราเองนั่นแหละ จะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่เห็นด้วย ไม่ต้องมาก ลองให้สามเณรที่มีอยู่แล้วไปทำความสะอาดวัด ทำง่ายๆ ให้ไปกวาดใบไม้ ท่านจะพบว่าสามเณรฝ่ายหนึ่งก็คงจะเห็นด้วยว่าดี แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็อาจจะนึกว่า แหม…หลอกใช้งานเราอีกแล้ว         ยกตัวอย่างนะ ทำอะไรขึ้นมาแล้ว ที่จะได้รับคำชมอย่างเดียวไม่มี ถูกด่าอย่างเดียวก็ไม่มี ขนาดโจรยังมีคนชมเลย ใครชม? …

มีวิธีอย่างไรที่จะทำให้มีความตื่นตัวรักความก้าวหน้าในการพัฒนาวัด Read More »

ทำอย่างไรจึงจะฝึกตนให้เป็นคนมีเหตุผล

คำถาม: ทำอย่างไรจึงจะฝึกตนให้เป็นคนมีเหตุผล คำตอบ:       คนมีเหตุผล คือผู้ที่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ เนื่องจากมีความเห็นถูกตามมาตรฐานของผู้รู้จริง คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เองความเห็นถูก ภาษาพระเรียกว่า สัมมาทิฐิ หมายถึง ความเห็นถูกหรือความเข้าใจถูกในเรื่องของกรรม      หลักเหตุและผลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ที่มีผลบังคับต่อทุกสรรพชีวิตในโลก ไม่ว่าใครจะรู้หรือไม่รู้กฎนี้ก็ตามพระพุทธองค์ทรงค้นพบกฎนี้ที่มีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อรู้แล้วก็นำมาเปิดเผยให้ชาวโลกทราบความจริงเรื่องนี้ เพราะทรงมีมหากรุณาจะช่วยชาวโลก แม้ว่ายังต้องอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมก็ต ามแต่ทรงต้องการให้รู้เท่าทันจะได้เลือกดำเนินชีวิตแต่ในส่วนที่เป็นกรรมดี เวลาที่กฏแห่งกรรมส่งผล ก็จะได้ส่งผลในทางที่ดี ที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต      พระพุทธองค์ทรงสอนให้ชาวโลกเป็นผู้มองการณ์ไกล เพราะชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปอีกยาวนาน จากชาตินี้ภพนี้สู่ชาติหน้าภพหน้า สู่ชาติต่อ ๆ ไป จนกว่าจะกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้สำเร็จ      ดังนั้น ทุกจังหวะของชีวิต จะตัดสินใจทำอะไร ไม่ทำอะไร จะดำเนินชีวิตไปสู่จุดไหน จำเป็นต้องคิดและชั่วน้ำหนักให้ดีถึงผลดีผลเสียของการกระทำ      ในคราวใดที่ได้รับผลร้ายของการกระทำที่ทำผิดพลาดไว้ในอดีต จะต้องไม่มัวแต่หาคนผิดเพราะเรานั่นเองคือผู้รับผิดชอบการกระทำของตัวเรา สิ่งที่ควรจะทำคือยอมรับและแก้ไข คือทำใหม่ให้ดีกว่าเดิม อย่าให้ผิดพลาดอีก เราจึงจะเป็นผู้ที่ลิขิตชีวิตที่ดีให้แก่ตนเองได้      สิ่งสำคัญของผู้ที่จะเข้าใจกฎแห่งกรรมได้ดีจริงๆ คือ คนๆ นั้นจะต้องได้ทำความดีมาจนคุ้นในระดับหนึ่งเพราะถ้าไม่เคยทำความดีมาก่อน …

ทำอย่างไรจึงจะฝึกตนให้เป็นคนมีเหตุผล Read More »

เราจะใช้ทรัพย์อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คำถาม: เราจะใช้ทรัพย์อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด คำตอบ: พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง ทรงค้นพบว่า      1 ) ชีวิตนี้เป็นทุกข์ การเกิดเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อมีการเกิด ทุกข์นี้เป็นอันพึงหวังได้      2 ) ชีวิตของมนุษย์ดำเนินไปภายใต้กฎแห่งกรรม หากมนุษย์เข้าใจ รู้เท่าทันเรื่องราวของกฎแห่งกรรม ก็จะสามารถดำเนินชีวิตในโลกให้มีทุกข์น้อย และมีโอกาสพ้นทุกข์ได้      เรื่องสำคัญในชีวิตที่จะต้องทำให้สม่ำเสมอ เพื่อทำให้ชีวิตเราสามารถเป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้สามารถนำพาชีวิตของตนให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเกิดมาได้ นั่นคือ การศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยจะต้องศึกษาให้เข้าใจจนแจ่มชัด แล้วสามารถปฏิบัติตามธรรมนั้นได้ ชีวิตถึงจะเป็นสุข สามารถพึ่งตัวเองได้      เมื่อเราจะศึกษาธรรมะ เราก็ต้องแบ่งเวลาเพื่อศึกษาให้เข้าใจในภาคทฤษฎีและแบ่งเวลานั่งสมาธิ(Meditation)ปฏิบัติธรรมควบคู่กันไป มิฉะนั้นการศึกษาและปฏิบัติธรรมก็จะไม่ก้าวหน้า       พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า ความก้าวหน้าในการศึกษาและประพฤติธรรมนั้น ผู้ศึกษาจะจัดลำดับความสำคัญไว้ 4 เวลา หรือ 4 กาล ได้แก่ กาลที่ 1 กาลแห่งการฟังธรรม กาลที่ 2 กาลแห่งการสนทนาธรรม กาลที่ 3 กาลแห่งการแสดงธรรม กาลที่ 4 …

เราจะใช้ทรัพย์อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด Read More »

เหตุใดชาวพุทธแม้มีหลายนิกาย ก็ยังอยู่ร่วมกันได้โดยไม่กระทบกระทั่งกัน

คำถาม: เหตุใดชาวพุทธแม้มีหลายนิกาย ก็ยังอยู่ร่วมกันได้โดยไม่กระทบกระทั่งกัน คำตอบ: คนในโลกนี้มีหลากหลายความเชื่อ บางครั้งก็มีความเห็นไม่ลงรอยกัน แต่..เหตุใดชาวพุทธแม้มีหลายนิกาย ก็ยังอยู่ร่วมกันได้โดยไม่กระทบกระทั่งกัน?      ศาสนิกต่างศาสนาท่านหนึ่งได้พบกับหลวงพ่อ ได้สนทนากัน เขาเอ่ยความในใจขึ้นมาว่าทุกคนในโลกต่างก็อยากเห็นชาวโลกเป็นสุขด้วยกันทั้งนั้น แต่ในข้อปฏิบัติต่าง ๆ หรือวิธีตัดสินใจต่าง ๆ โดยรายละเอียดมักจะมีข้อขัดแย้งกันอยู่เป็นประจำ แม้แต่ในศาสนาเดียวกันก็ยังไม่วายมีข้อขัดแย้งกัน      เขารู้อีกว่า ในพระพุทธศาสนาของเราก็มีหลายนิกายเหมือนกัน แต่ทว่าในพระพุทธศาสนาแม้มีหลายนิกายก็ไม่ได้ทะเลาะกัน ไม่ถึงกับยกพวกมาลุยกันหรืออะไรอย่างนั้น ตรงนี้เขาเห็นแล้วก็ชื่นชม แล้วก็เลยถามมา ซึ่งเป็นคำถามที่หลวงพ่อประทับใจว่าเขาเข้าใจถาม มีประโยชน์ แล้วคำตอบก็น่าจะได้รู้ทั่วกันทั้งชาวพุทธและชาวโลกเขาถามว่าชาวพุทธแม้ต่างนิกาย ทำไมจึงไม่มีการกระทบกระทั่งกัน เห็นมาร่วมกันทำบุญหลวงจีนก็นุ่งห่มแบบหลวงจีน หลวงเกาหลีคล้ายหลวงจีน แต่ก็มีส่วนที่แตกต่างอยู่บ้าง หลวงลามะจากทิเบตก็อีกอย่างหนึ่ง ในความแตกต่างอย่างนี้ มีวิธีที่จะทำความเข้าใจและก่อให้เกิดความสมัครสมานกันขึ้นมาได้อย่างไร ที่เขาถามอย่างนี้ก็เพื่อว่า เมื่อรู้แล้วจะได้ใช้หลักเดียวกันนี้ในกลุ่มศาสนาเดียวกันกับของเขา เพราะเขาก็ไม่อยากเห็นผู้ที่นับถือศาสนาเดียวกันกับเขาขัดแย้งกัน แล้วก็อยากจะเห็นทั้งศาสนาที่เขานับถือกับศาสนาพุทธของเราอยู่ร่วมกันด้วยดี แต่จะมีวิธีจัดการอย่างไรในส่วนที่ไม่ตรงกัน ซึ่งหลวงพ่อให้ข้อคิดกับเขาไปตั้งแต่เริ่มต้นว่า      1. คนเหมือนกัน เกิดเป็นคนต่างก็มีคุณค่าคนเราไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหน เป็นชนชาติเผ่าพันธุ์อะไรก็ช่างเถิด เขาก็เป็นคน เราก็เป็นคน แล้วก็มีองค์ประกอบเหมือน ๆ กัน คือ               …

เหตุใดชาวพุทธแม้มีหลายนิกาย ก็ยังอยู่ร่วมกันได้โดยไม่กระทบกระทั่งกัน Read More »

การรู้จักตนเองตามคำสอนของพระพุทธศาสนาหมายถึงอย่างไร

คำถาม: การรู้จักตนเองตามคำสอนของพระพุทธศาสนาหมายถึงอย่างไร คำตอบ:      คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล้วนเกี่ยวกับกายที่ยาววาหนาคืบกว้างศอกของเรานี้เอง หากเราต้องการรู้จักตัวเราเอง ต้องมาศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์ว่าท่านทรงสอนให้เรารู้จักตนเองอย่างไร และควรทำอย่างไรต่อไป ถึงจะเป็นการรักตัวเองอย่างแท้จริง การทำความรู้จักตนเองขั้นพื้นฐานนั้น มีอยู่ 4 เรื่อง      1) กายมนุษย์ประกอบจากธาตุไม่บริสุทธิ์      กายของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุสี่ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ ซึ่งธาตุสี่ที่ประกอบเป็นเซลล์ในร่างกายมนุษย์เป็นธาตุไม่บริสุทธิ์ จึงทำให้เซลล์ในร่างกายของเราเสื่อมสลายและตายไปสามร้อยล้านเซลล์ต่อนาทีโดยประมาณ      สิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นเนื่องจากเซลล์ที่ตายไป คือ อาการหนาวที่เกิดขึ้นของร่างกาย และหากปล่อยให้เซลล์ตายลงไปเรื่อย ๆ เราก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ จะถึงซึ่งความตายในที่สุด       ดังนั้น จึงต้องหาธาตุสี่จากภายนอกมาเติมให้ร่างกายอบอุ่น แต่ธาตุสี่ที่หามาได้จากภายนอกนั้นก็เป็นธาตุสี่ที่ไม่บริสุทธิ์ เซลล์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่า เนื่องจากได้มาจากธาตุสี่ที่ไม่บริสุทธิ์ แม้ได้มาเพิ่มใหม่ มันก็ต้องตายต่อไป ฉะนั้นเราก็ต้องหาธาตุสี่มาเติมให้ร่างกายต่อไปตลอดชีวิต วันใดที่ร่างกายไม่สามารถรับธาตุสี่เพิ่มได้อีกต่อไปก็เป็นวันสิ้นสุดชีวิตนี้       เมื่อเติมธาตุสี่เข้าไป ร่างกายสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาพร้อมกับได้พลังงานด้วย ความร้อนก็เกิดขึ้นในร่างกาย      ความหนาว ความร้อน ที่มีอยู่ในตัวเรา เป็นตัวฟ้องว่า ในกายเรานี้ ทุกนาทีมีตายมีเกิดและมีเกิดมีตายอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรยืนยงคงที่เลย …

การรู้จักตนเองตามคำสอนของพระพุทธศาสนาหมายถึงอย่างไร Read More »

แนวทางการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จของชาวพุทธเป็นอย่างไร?

คำถาม: แนวทางการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จของชาวพุทธเป็นอย่างไร? คำตอบ:      มนุษย์ทุกคนต่างก็หวังที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยกันทั้งนั้น แต่การจะดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จได้ มีหลักปฏิบัติเบื้องต้น ๒ ประการ คือ      ประการแรก ต้องแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง      ประการสอง ดำเนินชีวิตไปตามเส้นทางที่ถูกต้องที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ      การจะแก้ไขตนเองต้องเริ่มแก้ไขที่ใจ ใจบกพร่องเพราะมักทำไปตามอำนาจกิเลส คือถูกชักจูงให้ทำผิดด้วยอำนาจของโลภ โกรธ หลง มีผลทำให้ชีวิตพบกับความทุกข์และอุปสรรค ต่าง ๆ      การแก้ไขที่ใจจึงต้องวางเป้าหมายไว้ที่การนำใจกลับมาอยู่กับธรรมะ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์มีอยู่ภายในตัวมนุษย์ทุกคน      ธรรมะภายในจะเข้าถึงได้เมื่อใจหยุดใจนิ่ง เมื่อเข้าถึงธรรมแล้ว ก็อาศัยอานุภาพของธรรมะขจัดกิเลสออกไปจากใจ       ใจที่สว่างไสวด้วยแสงแห่งธรรม จึงจะรู้เห็น คิด พูด ทำ ไปในทางที่ถูกต้อง เหมาะสมดีงาม ก่อให้เกิดความสำเร็จในชีวิตทุกช่วงตอน ทำอย่างไรใจจะเข้าถึงธรรม?      ใจ ของพุทธศาสนิกชนต้องมี ศรัทธา คือ เชื่อพระปัญญาการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธ-เจ้า เพราะพระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย …

แนวทางการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จของชาวพุทธเป็นอย่างไร? Read More »

ค้าขายอย่างไรให้สำเร็จสมความตั้งใจ ?

คำถาม: ผมเป็นเจ้าของกิจการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งใจดำเนินกิจการอยู่บนความถูกต้อง ผมจะทำอย่างไรให้สำเร็จสมความตั้งใจ? คำตอบ: “ความถูกต้อง” ที่คุณยึดเป็นหลักในการทำงานของคุณนั้น มาจากคำว่า “สัจจะ” ซึ่งแปลว่าความซื่อตรง ซื่อสัตย์ นั่นก็หมายความว่า ต้องทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง     เมื่อครั้งพุทธกาล เคยมีหัวหน้ายักษ์เป็นผู้ตั้งคำถามถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ทำอย่างไรให้มีชีวิตอยู่ก็เป็นสุข ตายแล้วก็ไปสวรรค์” พระองค์ตรัสตอบว่า “ผู้มีศรัทธา เชื่อในคำสอนของพระอริยเจ้า แล้วมีความประพฤติ ๔ ข้อ คือ ๑. มีสัจจะ ๒. มีทมะ ๓. มีขันติ ๔. มีจาคะ ผู้มีศรัทธาและมีธรรมครบ ๔ อย่างนี้ มีชีวิตอยู่ในโลกก็มีความสุข ตายไปก็ไปสวรรค์”      ธรรมเรื่องที่ ๑ สัจจะ เป็นธรรมที่ต้องลงมือประพฤติปฏิบัติ ถ้ารู้ความหมายเพียงแค่ “ความถูกต้อง” ยังไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจมากพอจะนำไปปฏิบัติได้ ถ้าแปลในลักษณะที่เอาไปฝึกด้วย ใช้งานด้วย สัจจะนั้นแปลว่า ความรับผิดชอบ เมื่อทำอะไรขึ้นมาแล้ว ถ้าผิดก็ต้องรับผิดถ้าถูกก็รับความดีความชอบไปบูรพาจารย์ของเราท่านแยกออกมาให้ดูว่า ความถูกต้องที่คุณจะต้องรับผิดชอบทำนั้นมีอยู่ ๕ เรื่อง …

ค้าขายอย่างไรให้สำเร็จสมความตั้งใจ ? Read More »

ของจริงต้องคู่กับคนจริงนั้นเป็นอย่างไร

คำถาม:     ข้อความที่ว่า “ของจริงต้องคู่กับคนจริง” นั้นเป็นอย่างไร? ทำไมบางคนเข้าวัดปฏิบัติธรรม สวดมนต์นั่งสมาธิ(Meditation)ไม่เคยขาด แต่ยังไม่เข้าถึงพระธรรมกายบางคนกว่าจะชวนเข้าวัดได้ก็แสนยาก แต่พอมานั่งสมาธิกลับเข้าถึงพระธรรมกายได้ง่าย ๆ คำตอบ: เรามาทบทวนกันก่อนว่า เราปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร ระดับแรกคือเพื่อฝึกให้ใจหยุดนิ่งระดับที่สองคือเพื่อเข้าถึงพระธรรมกายในตัว และระดับที่สามคือด้วยธรรมจักขุของพระธรรมกายจึงเห็นอริยสัจ ๔ นั่นคือเห็นและกำจัดกิเลสได้     จากเส้นทางการปฏิบัตินี้ จึงทำให้เรามองออกว่า อริยสัจ ๔ ไม่ใช่เรื่องห่างไกลจากตัวเราเลย    เพราะเป้าหมายชีวิตจริง ๆ ของพวกเรา คือการปฏิบัติธรรมเพื่อจะเข้าถึงธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว เข้าถึงแล้ว ไปเห็นมาแล้ว ซึ่งก็คือการตรัสรู้อริยสัจ ๔    อริยสัจ ๔ เป็นความประเสริฐอันแสนวิเศษ เพราะใครที่ได้รู้เรื่องความจริงนี้ แม้เพียงรู้จักจากคำบอกเล่าของพระพุทธองค์ ก็จะเริ่มค้นหาทางออกจากทุกข์ที่วนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร เมื่อหาทางออกเจอแล้ว ก็จะพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารได้ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ สรุปได้ว่า          ๑. ชีวิตนี้เป็นทุกข์          ๒. …

ของจริงต้องคู่กับคนจริงนั้นเป็นอย่างไร Read More »

วิธีสร้างสรรค์สังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข

คำถาม: วิธีสร้างสรรค์สังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข คำตอบ:       สมเด็จพระบรมศาสดาทรงให้หลักที่พระพุทธศาสนาจะอยู่ได้มั่นคงเอาไว้ และหลักนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องเอามาใช้ในการสร้างสรรค์สังคมให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเราร่มเย็นเป็นสุขด้วยแต่ก่อนจะสร้างสรรค์สังคม เราต้องเข้าใจหลักการสำคัญก่อนว่า ใจของคนเป็นอย่างไร สังคมก็เป็นอย่างนั้น ใจขุ่นมัว สังคมก็ขุ่นมัว ใจใสสะอาด สังคมก็ร่มเย็น      พิษร้ายของความสกปรกขุ่นมัว มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อน้ำขุ่นมัว ไม่ใส บุคคลย่อมไม่แลเห็นหอยกาบ หอยโข่ง ก้อนกรวด ก้อนทราย ฝูงปลา ฉันใดเมื่อจิตใจของคนเราขุ่นมัว บุคคลก็ย่อมไม่เห็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ฉันนั้น      อานุภาพของความใสสะอาดก็มีกล่าวไว้เช่นกัน ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อน้ำ  ไม่ขุ่นมัว ใสบริสุทธิ์ บุคคลย่อมแลเห็นหอยกาบ หอยโข่ง ก้อนกรวด ก้อนทราย และฝูงปลาฉันใด เมื่อจิตใจไม่ขุ่นมัว บุคคลก็ย่อมเห็นประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านชัดเจน ฉันนั้น      ถ้าแต่ละคนในบ้านในเมืองใจใส ก็จะเห็นประโยชน์ของตัวเอง เห็นประโยชน์ของหมู่คณะเห็นประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ว่ากี่ฝ่ายก็จะเห็นตรงกันว่า ประเทศชาติบ้านเมืองจะก้าวหน้า วัดวาอาราม พระศาสนาจะก้าวหน้า จะต้องทำอย่างไรบ้าง      พอใจใสแล้วจะเห็นตรงกัน เหมือนกับในยามเที่ยงวันที่ดวงอาทิตย์สว่างไสวอยู่กลางท้องฟ้าอะไรต่อมิอะไรก็จะปรากฏชัดเจนเห็นตรงกัน ถ้าใจของคนเราใสแล้ว ดี-ชั่ว ผิด-ถูก …

วิธีสร้างสรรค์สังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข Read More »