ธรรมะเพื่อประชาชน

แสดงตนเมื่อถึงกาลอันควร (ม้าอาชาไนยอดีตชาติพระสารีบุตร)

แสดงตนเมื่อถึงกาลอันควร (ม้าอาชาไนยอดีตชาติพระสารีบุตร) ผู้คนส่วนใหญ่ มักปรารถนาที่จะเป็นคนสำคัญ อยากเป็นคนที่มีคุณค่าในสายตาของผู้อื่น และอยากเป็นที่รู้จักของมหาชน ด้วยความปรารถนานี้เอง บางคนถึงกับยอมเป็นคนป่วยคนพิการ เพื่อจะได้รับความเมตตาสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ และเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น แต่บางทีความปรารถนานี้ก็เป็นแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้บุคคลธรรมดา กลายมาเป็นบุคคลสำคัญของโลกได้ ความใฝ่ฝันดังกล่าว ทำให้มนุษย์มีวิริยะอุตสาหะ สามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังได้ รวมไปถึงทำให้เกิดความภาคภูมิใจอีกด้วย ตราบใดที่ยังมีความหวังอยู่ เมื่อนั้นความสำเร็จในการงาน รวมถึงงานทางใจ ที่ต้องทำด้วยการเจริญสมาธิภาวนา ย่อมจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน มีธรรมภาษิตใน ปัญจบัณฑิตชาดก ความว่า “คุยฺหสฺส หิ คุยฺหเมว สาธุ น หิ คุยฺหสฺส ปสตฺถมาวิกมฺมํ อนิปฺผนฺนตาย สเหยฺย ธีโร นิปฺผนฺนตฺโถว ยถาสุขํ ภเณยฺย การปกปิดความลับเอาไว้นั่นแหละ เป็นความดี การเปิดเผยความลับ บัณฑิตไม่สรรเสริญเลย นักปราชญ์พึงอดกลั้นไว้ ในเมื่อประโยชน์ยังไม่สำเร็จ เมื่อประโยชน์สำเร็จแล้ว พึงกล่าวตามสบาย” การรู้จักความเหมาะควรและไม่ควรนี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญ บางเรื่องเราสามารถแสดงชี้แจงบอกกล่าวได้ แต่บางเรื่องแม้ไม่ใช่ความลับ แต่ต้องรอจังหวะ บางครั้งจำเป็นต้องปกปิดไว้ก่อน จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร จึงค่อยเปิดเผย …

แสดงตนเมื่อถึงกาลอันควร (ม้าอาชาไนยอดีตชาติพระสารีบุตร) Read More »

ความโกรธทำให้เสียประโยชน์ (พระดาบสโพธิสัตว์โปรด นายเรือจ้างชื่ออาวาริยปิตาผู้มักโกรธ)

ความโกรธทำให้เสียประโยชน์ (พระดาบสโพธิสัตว์โปรด นายเรือจ้างชื่ออาวาริยปิตาผู้มักโกรธ) การเอาชนะใจผู้อื่นด้วยความดี เป็นสิ่งที่บัณฑิตนักปราชญ์ประพฤติกัน เช่นเดียวกับการเอาชนะคนมักโกรธด้วยความไม่โกรธตอบ ซึ่งต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความละมุนละม่อม รู้จักประนีประนอมเพื่อให้เกิดสันติ เมื่อสันติสุขเกิดขึ้นในใจของทุกฝ่าย ก็จะมีการขยายแบ่งปันความสุขซึ่งกันและกัน สันติภาพย่อมบังเกิดขึ้น สันติภาพโลกจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อมนุษย์ทุกคนเข้าถึงสันติสุขภายใน ซึ่งสันติสุขภายในที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นเมื่อใจหยุดนิ่ง หยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ดังนั้น การเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้เข้าถึงสันติสุขภายใน เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งสำหรับพวกเราและชาวโลกด้วย มีวาระแห่งพุทธภาษิตใน โกธนาสูตร ความว่า “คนผู้โกรธย่อมประพฤติในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ย่อมไม่รู้จักความเจริญ ย่อมมีภัยที่เกิดขึ้นแล้วในภายใน แต่คนผู้โกรธนั้นย่อมไม่รู้สึก เพราะคนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ ไม่เห็นธรรม และย่อมขาดสติ จึงพลั้งพลาดไปก่อกรรมทำเข็ญ ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้” ความโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นประดุจไฟที่คอยเผาลนตนเอง ยิ่งถ้าตอนเกิดความโกรธแล้วระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ก็จะทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท อาจถึงเข่นฆ่ากัน หรือทำลายข้าวของเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน และหากอาฆาตพยาบาทกัน ก็จะเป็นการผูกเวรกันต่อไปอีก ถ้าเราไม่รู้เท่าทันอารมณ์โกรธ ผลร้ายมักจะเกิดขึ้นเสมอไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ดังเช่นเรื่องของชายผู้มักโกรธคนหนึ่ง ที่ต้องเสียประโยชน์ที่จะพึงได้ไป และยังมีทุกข์ตามมาอีก พระบรมศาสดาทรงยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่ออบรมสั่งสอนพระภิกษุให้พึงสังวร จะได้สำรวมระวัง และเห็นโทษภัยในความเป็นผู้มักโกรธ * ครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นมาณพหนุ่มผู้มีปัญญา …

ความโกรธทำให้เสียประโยชน์ (พระดาบสโพธิสัตว์โปรด นายเรือจ้างชื่ออาวาริยปิตาผู้มักโกรธ) Read More »

แก้วมณีไม่มีหมอง (สุกรช่วยกันทำให้แก้วมณีเศร้าหมอง เพื่อจะได้ไม่เห็นภาพราชสีห์ที่พวกตนกลัว)

แก้วมณีไม่มีหมอง (สุกรช่วยกันทำให้แก้วมณีเศร้าหมอง เพื่อจะได้ไม่เห็นภาพราชสีห์ที่พวกตนกลัว) ในยุคที่คนมีคุณธรรมน้อยลง ทำให้สิ่งแวดล้อมที่ดีต้องเสื่อมลงตามไปด้วย แต่ถึงแม้เราจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี คนส่วนใหญ่ไม่มีศีล ใช่ว่าเราจะต้องไม่มีศีลตามไปด้วย ธรรมดาของอ้อยแม้ถูกหีบย่อมไม่ทิ้งรสหวาน บัณฑิตแม้ถูกบีบคั้นกดดัน ย่อมยังคงรักษาคุณความดีไว้ได้เสมอ เพราะบัณฑิตมีเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้อง มีมโนปณิธานที่แน่วแน่ มีอุดมการณ์ที่มั่นคง ไม่แปรเปลี่ยนไปตามลมปากใคร ใครจะมาสั่นคลอนคุณธรรมไม่ได้ ไม่ว่าจะถูกด่าว่า กลั่นแกล้ง รังแก ใส่ร้ายป้ายสีอย่างไร้คุณธรรมก็ตาม ยังคงประกอบด้วยเมตตาและขันติธรรม ไม่สู้ ไม่หนี ทำแต่ความดีเรื่อยไป นี่คือจุดยืนของบัณฑิตที่ฝึกใจมาแล้ว การฝึกใจให้หยุดนิ่ง จะทำให้เราเป็นคนหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมที่ผันผวน เพราะฉะนั้น ให้หมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่งกันทุกคน มีวาระแห่งพุทโธวาทใน พรหมชาลสูตร ความว่า “มมํ วา ภิกฺขเว ปเร อวณฺณํ ภาเสยฺยุ ํ ธมฺมสฺส วา อวณฺณํ ภาเสยฺยุ ํ สงฺฆสฺส วา อวณฺณํ ภาเสยฺยฺ ํ ตตฺร ตุมฺเหหิ น อาฆาโต น …

แก้วมณีไม่มีหมอง (สุกรช่วยกันทำให้แก้วมณีเศร้าหมอง เพื่อจะได้ไม่เห็นภาพราชสีห์ที่พวกตนกลัว) Read More »

คนมักโกรธย่อมไม่เป็นที่รัก (มหาทัทรนาคพี่ชายสอนน้องจุลลทัททรนาคให้ฝึกหัดข่มใจข่มความโกรธ)

คนมักโกรธย่อมไม่เป็นที่รัก (มหาทัทรนาคพี่ชายสอนน้องจุลลทัททรนาคให้ฝึกหัดข่มใจข่มความโกรธ) การอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกและอบอุ่นใจ ถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง เมื่ออยู่ร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จะมีการสื่อสารกันเกิดขึ้น วิธีการสื่อสารที่ดีนั้น จะต้องออกมาในเชิงบวก เปิดเผย ตรงไปตรงมา เต็มไปด้วยความจริงใจ อีกทั้งยังต้องแฝงด้วยความรักและปรารถนาดี และเพื่อบรรยากาศอันดีด้วย ควรมีรอยยิ้มให้แก่กัน ความอบอุ่นใจจะได้บังเกิดขึ้น รอยยิ้มและมิตรภาพจะเป็นกาวใจชั้นดี เชื่อมกันและกัน ทำให้สามารถขจัดปัญหาการกระทบกระทั่ง ความไม่เข้าใจกัน ถ้ามีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ต่อกัน ให้การสนับสนุนกันในการทำความดี ก็จะยิ่งผูกพันแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้น เพราะสายใยแห่งบุญจะเป็นตัวเชื่อมประสานที่เหนียวแน่นมั่นคงถาวรยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ฉะนั้น ให้หมั่นสั่งสมบุญให้มากๆ ทำทั้งทาน ศีล ภาวนา ให้ถึงพร้อม มีวาระแห่งพุทธภาษิตใน ฆัตวาสูตร ความว่า “โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ โกธํ ฆตฺวา น โสจติ โกธสฺส วิสมูลสฺส มธุรคฺคสฺส เทวเต วธํ อริยา ปสํสนฺติ ตญฺหิ ฆตฺวา น โสจติ บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข เมื่อฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก แน่ะเทวดา พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญ …

คนมักโกรธย่อมไม่เป็นที่รัก (มหาทัทรนาคพี่ชายสอนน้องจุลลทัททรนาคให้ฝึกหัดข่มใจข่มความโกรธ) Read More »

สังเกตคนดีที่ความประพฤติ (เสตเกตุมาณพผู้มากด้วยทิฐิมานะ)

สังเกตคนดีที่ความประพฤติ (เสตเกตุมาณพผู้มากด้วยทิฐิมานะ) ในสังสารวัฏอันหาเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายไม่ได้นี้ สรรพสัตว์ที่เกิดมาแล้ว ล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความตาย แต่มวลมนุษยชาติทั้งหลายต่างยังตกอยู่ในความประมาท มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันเป็นบ่วงที่ร้อยรัดสรรพสัตว์ทั้งหลายเอาไว้ ทำให้ลืมเลือนเป้าหมายดั้งเดิม ที่เกิดมาเพื่อแสวงหาหนทางของพระนิพพาน เมื่อถูกความไม่รู้ คือ อวิชชาเข้าครอบงำจิตใจ จึงไม่ได้คิดถึงความเป็นจริงของชีวิตว่า เราทุกๆ คนเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายทั้งนั้น สังขารร่างกายนี้เป็นเพียงเครื่องอาศัยชั่วคราว เอาไว้สำหรับใช้สร้างบารมี เมื่อเวลาในมนุษยโลกหมดลง ก็ต้องย้ายภพภูมิไปเกิดที่ใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่ยังไม่หมดอาสวกิเลส ก็ยังต้องเกิดกันร่ำไป หากผู้ใดตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม โดยหมั่นตรึกระลึกนึกถึงศูนย์กลางกายอยู่ตลอดเวลา ใจจะถูกกลั่นให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ชีวิตจะมุ่งเข้าสู่หนทางแห่งความบริสุทธิ์ภายใน ซึ่งเป็นเส้นทางของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เสด็จไปสู่อายตนนิพพาน ชีวิตของผู้นั้นย่อมเป็นชีวิตที่มีคุณค่าและน่าสรรเสริญที่สุด มีวาระพระบาลีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ใน เตลปัตตชาดก ว่า “สมติตฺติกํ อนวเสส กํ เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข ปตฺถยาโน ทิสํ อคตปุพฺพํ บุคคลผู้ประสงค์จะไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป (คือ อายตนนิพพาน) …

สังเกตคนดีที่ความประพฤติ (เสตเกตุมาณพผู้มากด้วยทิฐิมานะ) Read More »

วิธีตัดเหตุแห่งทุกข์ (พญานกยูงทองโพธิสัตว์เผลอสติติดบ่วงพราน)

วิธีตัดเหตุแห่งทุกข์ (พญานกยูงทองโพธิสัตว์เผลอสติติดบ่วงพราน) เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพื่อเพิ่มเติมความบริสุทธิ์ให้กับตนเองให้ได้มากที่สุด บริสุทธิ์จนกระทั่งไปพบกับตัวตนที่แท้จริง ที่มั่นคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงและมีความสุขอย่างแท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ท่านได้พบว่าพระรัตนตรัยเป็นสิ่งประเสริฐสุด และมีอยู่แล้วในตัวของพวกเราทุกคน เป็นธรรมที่สงบ ละเอียด ประณีต ซึ่งจะนึกคิดหรือคาดคะเนเองไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องปฏิบัติให้เข้าถึงด้วยตนเอง โดยปรับใจให้ละเอียด ให้หยุดนิ่งไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าไปถึงแหล่งแห่งความสุข ความบริสุทธิ์แหล่งของสติของปัญญา แล้วเราจะรู้เห็นทุกสิ่งไปตามความเป็นจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ความว่า “ตณฺหา ชเนติ ปุริสํ จิตฺตมสฺส วิธาวติ สตฺโต สํสารมาปาทิ ทุกฺขมสฺส มหพฺภยํ ตัณหาทำให้คนเกิดบ่อยๆ จิตของผู้มีตัณหาย่อมซัดส่ายไปมา เพราะหมู่สัตว์มัวท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ จึงประสบทุกข์มากมาย” ตัณหา คือความทะยานอยาก ประกอบด้วยความเพลิดเพลิน ยินดีในอารมณ์ต่างๆ เป็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในส่วนลึกของสรรพสัตว์ เป็นทุกข์สมุทัยสัจจ์ คือเหตุให้เกิดความทุกข์ การที่มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิด และมีความทุกข์กายทุกข์ใจอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะมีตัณหาเป็นต้นเหตุ ความทุกข์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นทุกข์ประจำหรือทุกข์จร ตั้งแต่ทุกข์จากการเกิดแก่เจ็บตาย ทุกข์เพราะการพลัดพรากจากบุคคลผู้เป็นที่รัก ความเศร้าโศก พร่ำพิไรรำพันต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเกิดมาจากความทะยานอยากทั้งสิ้น เมื่อความทะยานอยากเกิดขึ้นก็ต้องมีการแสวงหา การแสวงหาทำให้เกิดการกระทำที่ภาษาพระท่านเรียกว่ากรรม …

วิธีตัดเหตุแห่งทุกข์ (พญานกยูงทองโพธิสัตว์เผลอสติติดบ่วงพราน) Read More »

ศึกชิงภพ (สัตว์นรกนึกถึงบุญได้ มีช่วงจิตเป็นกุศลนิดเดียว หลุดพ้นจากอบายภูมิขึ้นมาได้)

ศึกชิงภพ (สัตว์นรกนึกถึงบุญได้ มีช่วงจิตเป็นกุศลนิดเดียว หลุดพ้นจากอบายภูมิขึ้นมาได้) มนุษย์ส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับกายมนุษย์นี้เพียงผิวเผิน แม้จะเอาใจใส่กับร่างกายด้วยการหมั่นดูแลทำความสะอาดหรือปกป้องไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย แต่หารู้ไม่ว่า นั่นยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องสมบูรณ์ในการรักษาปกป้องกายมนุษย์นี้ เพราะยังไม่สะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง แต่หากได้ทำความสะอาดใจด้วยการรักษาศีลและเจริญภาวนา จึงจะเข้าถึงแก่นแท้ของกายของตัวเองอย่างแท้จริง สังขารร่างกายที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกหลายกายซ้อนกันอยู่ภายใน และเป็นกายที่สวยสดงดงามยิ่งกว่า เป็นชีวิตในระดับลึกที่มีความละเอียดประณีตดีกว่ากายภายนอกมาก เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อทำสมาธิภาวนา หมั่นทำใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นต้นแหล่งแห่งความสุขและความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน เทวทูตสูตร ว่า “สัตว์ที่เกิดมาย่อมมีภัยโดยความตายเป็นนิตย์ เหมือนผลไม้ที่สุกแล้วย่อมมีภัยโดยการหล่นไปในเวลาเช้าฉะนั้น ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิดมีความแตกสลายไปในที่สุด ชีวิตมนุษย์ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งโง่เขลา ทั้งเฉลียวฉลาด ย่อมไปสู่อำนาจแห่งมฤตยู มีมัจจุราชสกัดอยู่ข้างหน้า เมื่อมนุษย์เหล่านั้น ถูกมัจจุราชสกัดอยู่ข้างหน้าแล้ว ถูกมัจจุครอบงำแล้ว บิดาก็ต้านทานไว้ไม่ได้ หรือพวกญาติก็ต้านทานไม่ได้ มนุษย์ทั้งหลายย่อมรำพันกันอยู่เป็นอันมากนั่นเอง” มัจจุ คือ ความตาย หากมาปรากฏต่อหน้าของเราก่อนจะละโลกนี้เพื่อเดินทางไปสู่ปรโลก เมื่อถึงยามนั้นไม่มีใครเลยที่จะมาช่วยเหลือเราได้ เราต้องช่วยตัวเอง ธรรมะและบุญกุศลที่เราได้ทำเอาไว้จะเป็นที่พึ่งแก่เราในยามนั้น ความตายที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่มีอยู่ ๒ สาเหตุด้วยกัน คือ ตายปัจจุบันทันด่วน เป็นการตายก่อนถึงเวลาสมควร เช่น อุบัติเหตุ รถชนตาย จมน้ำตาย ตายอย่างที่สอง …

ศึกชิงภพ (สัตว์นรกนึกถึงบุญได้ มีช่วงจิตเป็นกุศลนิดเดียว หลุดพ้นจากอบายภูมิขึ้นมาได้) Read More »

มหารถเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว)

มหารถเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว) เรามีเวลาสร้างบารมีอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด จึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต บัณฑิตทั้งหลายจะรีบขวนขวายสั่งสมบุญ เพื่อเป็นเหตุให้เข้าถึงความสุขภายในที่แท้จริง ความสุขจากใจหยุดนิ่งนี้ ไม่อาจแลกได้ด้วยสมบัติใดๆ หากต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง เพราะผู้ใดทำใจหยุดนิ่งได้ ผู้นั้นจะเข้าถึงความสุขที่แท้จริง เป็นสุขที่ตรงกันข้ามกับสุขที่เกิดจากเบญจกามคุณทั้งหลายในโลกนี้ เป็นสุขที่เที่ยงแท้ เป็นอมตะ ดังนั้นหากเราตั้งใจลงมือทำในวันนี้ ก็จะได้วันนี้ หรือแม้วันนี้ยังไม่ได้ผล ย่อมเป็นอุปนิสัยติดตัวไปให้ได้เข้าถึงธรรมในวันข้างหน้า มีธรรมภาษิตที่กล่าวไว้ใน มหารถวิมาน ว่า “ข้าแต่ท่านผู้เป็นมุนี เมื่อใครๆ หวังอยากเป็นผู้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และรูปอันประณีต อย่าพึงมีใจข้องอยู่ในสิ่งอื่น พึงยังข้าวและน้ำอันตนตบแต่งดีแล้วเป็นอันมาก ให้ตั้งไว้ในพระพุทธเจ้า เพราะใครๆ ในโลกนี้หรือโลกอื่น จะเป็นผู้ประเสริฐกว่า หรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า มิได้มี พระตถาคตเจ้านั้น ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่งกว่าบุคคลผู้ควรบูชาทั้งหลาย ของชนผู้มีความต้องการบุญ แสวงหาผลอันไพบูลย์” นี่คือถ้อยคำของเทพบุตรองค์หนึ่ง ที่สามารถทำให้จิตใจของท้าวสักกะจอมเทพหวั่นไหวได้ ในยุคเริ่มต้นของการประกาศศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา ตอนนั้นพระอินทร์ยังประมาทในการเสวยทิพยสมบัติอยู่ ยังไม่ได้โอกาสบำเพ็ญบุญกับพระอริยเจ้า ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลอันเลิศ บุญกุศลที่เคยทำเอาไว้ในอดีต ซึ่งส่งผลให้ได้มาเป็นท้าวสักกะจอมเทพนั้น ก็ไม่ได้ทำถูกเนื้อนาบุญ แม้จะได้รับการยอมรับให้เป็นจอมเทพผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่เมื่อเทียบรัศมีกาย อายุขัย เทพบริวาร หรือทิพยปราสาทกับเทพบุตรผู้มีบุญอื่นๆ แล้ว …

มหารถเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว) Read More »

อเนกวรรณเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว)

อเนกวรรณเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว) เวลาที่มีคุณค่ามากที่สุด คือ เวลาแห่งใจหยุดนิ่ง เป็นเวลามีคุณค่ายิ่งกว่าเวลาที่เราได้เพชรได้พลอย หรือได้อัญมณีอันล้ำค่าทั้งหลายในโลกนี้ เพราะเราได้ไปเอารัตนะภายใน เมื่อเราประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัจธรรมนำพาชีวิตให้เข้าถึงความสุข หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล เราย่อมจะได้พบกับพระรัตนตรัยภายใน คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ อันเป็นที่พึ่งที่ระลึกทั้งในภพนี้และภพหน้า ปัจจุบันนี้มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า ควรจะแสวงหารัตนะภายนอกหรือรัตนะภายใน เมื่อไม่รู้ก็ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องในตัว มัวส่งใจไปกับเรื่องนอกตัว ชีวิตจึงต้องวนเวียนอยู่ในกระแสแห่งความทุกข์ระทม แต่เมื่อได้ลงมือปฏิบัติธรรม จึงจะเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต แล้วมุ่งแสวงหาสาระอันแท้จริง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือ พระรัตนตรัยภายใน จะได้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย มีถ้อยคำธรรมภาษิตที่ปรากฏอยู่ใน อเนกวัณณวิมาน ว่า “ข้าพเจ้าได้ชักชวนคนอื่นๆ ให้ทำบุญว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชาเถิด เมื่อท่านทั้งหลายละอัตภาพนี้แล้ว จักได้ไปเสวยสุขในสุคติสวรรค์ ข้าพเจ้าได้กระทำกุศลกรรมอย่างนั้นแล้ว จึงได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ด้วยตน และบันเทิงอยู่ในท่ามกลางหมู่ทวยเทพ” ผลแห่งการทำจิตให้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย และบุญที่เกิดจากการชักชวนมหาชน ให้มาตามระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย มีผลที่ยิ่งใหญ่ไพศาลอย่างน่าอัศจรรย์ หากมีจิตเลื่อมใสอย่างเต็มที่ อานิสงส์ที่ไม่มีประมาณก็จะบังเกิดขึ้น จะทำให้เราสมบูรณ์ด้วยสมบัติอันเลิศ ทั้งมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ มีความสุขความสำเร็จไปทุกภพทุกชาติ ใจจะเกาะเกี่ยวอยู่กับบุญกับพระรัตนตรัย ทำให้ชีวิตรอดพ้นจากอบายภูมิแน่นอน …

อเนกวรรณเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว) Read More »

จูฬรถเทพบุตร (เทพบุตรที่ทำให้พระอินทร์ลงมาจากเทวโลกถวายบิณฑบาตกับพระมหากัสสปเถระ)

จูฬรถเทพบุตร (เทพบุตรที่ทำให้พระอินทร์ลงมาจากเทวโลกถวายบิณฑบาตกับพระมหากัสสปเถระ) ในสังสารวัฏที่เต็มไปด้วยภัยนานัปการ ภัยที่น่าหวาดกลัวที่สุด คือ ภัยในอบายภูมิ เพราะภพของอบายนั้น เป็นภพที่เสวยวิบาก มีความทุกข์ทรมานแสนสาหัส เมื่อพลัดตกไปในอบายแล้ว กว่าจะกลับมาสู่สุคติภูมิได้ ต้องใช้เวลายาวนานมาก ดังนั้นควรที่เราจะต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยการตั้งใจทำคุณงามความดี เพราะสิ่งนี้จะเป็นเครื่องยืนยันว่า เราจะได้ไปสู่สุคติภูมิอย่างเดียว ถ้าหากเกิดมาแล้ว เป็นอยู่เพียงสักแต่ว่ามีลมหายใจเข้าออก ไม่ได้สั่งสมบุญเพิ่มเติมให้กับตัวเอง ชีวิตก็ว่างเปล่าจากสิ่งที่มีคุณค่า เกิดมาใช้ชีวิตไม่คุ้ม ดังนั้น เราเกิดมาควรแสวงหาสาระแก่นสารของชีวิต ด้วยการสั่งสมบุญให้เต็มที่ และตั้งใจประพฤติธรรม มีใจมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกคน มีสุภาษิตบทหนึ่งปรากฏอยู่ใน สัตติคุมพชาดก ความว่า “ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน โย นโร อุปนยฺหติ กุสาปิ ปูตี วายนฺติ เอวํ พาลูปเสวนา ตคร ญฺจ ปลาเสน โย นโร อุปนยฺหติ ปตฺตาปิ สุรภี วายนฺติ เอวํ ธีรูปเสวนา ตสฺมา ปตฺตปุฏสฺเสว ญตฺวา สมฺปากมตฺตโน อสนฺเต นูปเสเวยฺย …

จูฬรถเทพบุตร (เทพบุตรที่ทำให้พระอินทร์ลงมาจากเทวโลกถวายบิณฑบาตกับพระมหากัสสปเถระ) Read More »

กระแสแห่งกรรม (๑) กรรมของมิตตพินทุกะ

กระแสแห่งกรรม (๑) กรรมของมิตตพินทุกะ เส้นทางอันยาวไกลในสังสารวัฏ เป็นเส้นทางที่จะต้องสั่งสมบุญบารมีอย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราจะมองข้าม คิดว่าจะทำเมื่อไรก็ได้ เพราะกว่าที่เราจะได้บรรลุเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต คือ ปราบอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไปได้นี้ ไม่ใช่เรื่องพอดีพอร้าย ที่จะทำเมื่อไรก็ได้ หากเรายังเป็นผู้ที่ประมาท ไม่เร่งสั่งสมบุญและความเพียรควบคู่กันไป เส้นทางนั้นก็ยิ่งยาวไกลออกไป ดังนั้นการสั่งสมบุญ หมั่นประพฤติปฏิบัติธรรม จึงเป็นกิจหลักที่ต้องทำให้เป็นประจำสม่ำเสมอ มีวาระแห่งพระภาษิตที่ปรากฏอยู่ใน อรรถกถโลสกชาดก ความว่า “ผู้ใดเมื่อถูกกล่าวสอนอยู่ ไม่ทำตามคำสอนของผู้ปรารถนาประโยชน์ ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ผู้นั้นย่อมเศร้าโศก เหมือนมิตตพินทุกะจับเท้าแพะเศร้าโศกอยู่ฉะนั้น” ในการอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องมีกฎมีเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกัน ใครทำผิดกฎหมายก็มีกระบวนการยุติธรรมเข้ามา นี้เป็นจุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้สังคมมีความสงบสุข แม้ถึงกระนั้นก็มิได้หมายความว่า แต่ละประเทศจะมีบรรทัดฐานที่เหมือนๆกัน เพราะในแต่ละพื้นที่ก็มีขนบธรรมเนียมประเพณีแตกต่างกัน กฎเกณฑ์ของสังคมในแต่ละประเทศชาติ ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม แต่การเกิดมาในสังสารวัฏมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวคือกฎแห่งกรรม ใครก็ตามที่พลาดพลั้งทำบาปอกุศล แม้ในภพปัจจุบันจะเป็นผู้ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงกฎแห่งกรรมไปได้ * เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ในครั้งนั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในอาวาสประจำหมู่บ้าน เป็นผู้เรียบร้อย มีศีล หมั่นบำเพ็ญภาวนาโดยมีกุฎุมพีท่านหนึ่งเป็นอุปัฏฐาก สมัยนั้นมีพระขีณาสพองค์หนึ่งอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ต้องการที่จะเปลี่ยนบรรยากาศการบำเพ็ญเพียร จึงออกจากป่า ได้จาริกมาถึงบ้านที่อยู่ของกุฎุมพีผู้เป็นอุปัฏฐากภิกษุรูปนั้น ฝ่ายกุฎุมพีครั้นเห็นพระเถระที่มีผิวพรรณวรรณะผ่องใสก็เกิดความเลื่อมใส จึงรับบาตร นิมนต์เข้าไปในบ้าน …

กระแสแห่งกรรม (๑) กรรมของมิตตพินทุกะ Read More »

กระแสแห่งกรรม (๒) กรรมของมิตตพินทุกะ

กระแสแห่งกรรม (๒) กรรมของมิตตพินทุกะ เวลาในโลกมนุษย์นี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประเดี๋ยววันประเดี๋ยวคืน เวลาที่ผ่านไปไม่ผ่านไปเปล่า ได้นำเอาความแก่ชรา ความเสื่อมแห่งสังขารให้เกิดขึ้นกับตัวของเรา ชีวิตของนักสร้างบารมีนั้นรู้ความจริงในข้อนี้ ย่อมไม่ปล่อยให้สังขารเสื่อมไปเปล่า แต่จะเก็บเกี่ยวเอาบุญไปพร้อมๆ กับเวลาที่ผ่านไป ยิ่งแก่ก็ยิ่งแก่บุญแก่บารมี บุญในตัวก็เพิ่มขึ้นทุกๆวัน การใช้ชีวิตให้ผ่านไปอย่างนี้ ได้ชื่อว่าเป็นชีวิตของผู้ที่ไม่ประมาท มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน อรรถกถา โลสกชาดก ความว่า “ภิกษุทั้งหลาย โลสกติสสะผู้นี้ ได้ประกอบกรรมคือ ความเป็นผู้มีลาภน้อย และความเป็นผู้ได้อริยธรรมของตนด้วยตนเอง เนื่องด้วยครั้งก่อนเธอกระทำอันตรายลาภของผู้อื่น จึงเป็นผู้มีลาภน้อย แต่เป็นผู้บรรลุอริยธรรมได้ด้วยผลที่บำเพ็ญวิปัสสนา คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” กรรมไม่เพียงแต่ทำตนเองให้เดือดร้อนเท่านั้น ยังทำให้ญาติสนิทมิตรสหายที่อยู่ใกล้เคียงต้องได้รับผลกระทบแห่งกระแสกรรมนั้นไปด้วย ในวันนี้หลวงพ่อขอเล่าต่อจากคราวที่แล้ว ภายหลังที่มิตตพินทุกะอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านชายแดน ทำให้หมู่บ้านนั้นถูกราชทัณฑ์ถึง ๗ ครั้ง ไฟไหม้ ๗ หน บ่อน้ำที่อาศัยดื่มกันทั้งหมู่บ้านพังทลายอีกถึง ๗ ครั้ง ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว * พวกชาวบ้านทั้งหลายจึงปรึกษากันว่า เมื่อก่อนไม่มีนายมิตตพินทุกะ พวกเราไม่เคยมีเรื่องเดือดร้อนอย่างนี้เลย จึงตกลงช่วยกันรุมตีขับไล่เขาออกจากหมู่บ้าน มิตตพินทุกะจึงหอบหิ้วลูก ๒ คนและภรรยาไปอยู่ที่อื่น เดินผ่านเข้าไปสู่ดงที่อมนุษย์อาศัยอยู่ …

กระแสแห่งกรรม (๒) กรรมของมิตตพินทุกะ Read More »

วิธีเตรียมตัวตาย (ผู้ใหญ่บ้านอสิพันธกบุตร ทูลถามถึงปัญหาพระพุทธเจ้า)

วิธีเตรียมตัวตาย (ผู้ใหญ่บ้านอสิพันธกบุตร ทูลถามถึงปัญหาพระพุทธเจ้า) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านเป็นต้นบุญต้นแบบ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งอมตมหานิพพานแล้ว ท่านได้เสวยเอกันตบรมสุข สุขล้วนๆ ไม่มีทุกข์มาเจือปนเลย เพราะท่านได้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตแล้ว ไม่ต้องย้อนกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป พวกเราทั้งหลายก็ควรดำเนินตามรอยบาทพระศาสดาและท่านผู้รู้เหล่านั้น จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในสังสารวัฏอีก การฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งเป็นหนทางลัดที่สุดสู่อายตนนิพพาน เป็นการเพิ่มเติมความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ขัดเกลากิเลสอาสวะให้เบาบางจนกระทั่งหมดสิ้นไปในที่สุด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหา สีหนาทสูตร ว่า “ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ ด้วยใจอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกจักบังเกิดในหมู่มนุษย์ โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกบังเกิดแล้วในหมู่มนุษย์ เสวยสุขเวทนาเป็นอันมาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนต้นไม้เกิดในพื้นที่อันเสมอ มีใบอ่อนและใบแก่อันหนา มีเงาหนาทึบ ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา ครอบงำ เหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวกระหาย มุ่งมาสู่ต้นไม้นั้นแหละ โดยมรรคาสายเดียว บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนี้ จักมาถึงต้นไม้นี้ทีเดียว โดยสมัยต่อมา …

วิธีเตรียมตัวตาย (ผู้ใหญ่บ้านอสิพันธกบุตร ทูลถามถึงปัญหาพระพุทธเจ้า) Read More »

เทพบุตรมาร (๑) กำเนิดท้าววสวัตดีมาร-โพธิอำมาตย์

เทพบุตรมาร (๑) กำเนิดท้าววสวัตดีมาร – โพธิอำมาตย์ ทุกชีวิตที่เกิดมา ไม่มีใครแม้แต่คนเดียว ที่ไม่ปรารถนาให้ตนเองมีความสุขและปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลาย ทุกชีวิตอยากมีอายุยืนยาว และได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยความผาสุก แต่ใช่ว่าความปรารถนาของทุกคนจะสมหวังหมด มีไม่น้อยที่ปรารถนาให้ตนเองมีความสุข แต่กลับทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์ เป็นอยู่ด้วยความประมาท ความสุขที่ตนปรารถนาจึงเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝัน คล้ายกับพยับแดดที่หาตัวตนแท้จริงไม่ได้ สุดท้ายเมื่อผลแห่งความประมาทมาถึง ชีวิตของคนเหล่านั้นจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงจากความทุกข์ไปได้ ยิ่งถ้าไม่มีการเตรียมพร้อม มัวเพลิดเพลินในการใช้ชีวิตไปกับสิ่งไร้สาระ เมื่อถึงคราวละโลกไป ใครก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราควรเตรียมตัวอย่างชาญฉลาด เป็นผู้ไม่ประมาทในการดำรงชีวิต ด้วยการหมั่นสั่งสมความดี และต้องหมั่นนั่งธรรมะฝึกฝนใจให้ใสบริสุทธิ์อยู่เสมอ มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน สังคีติสูตร ความว่า “บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมถวายข้าว น้ำ เสื้อผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ที่อาศัย และสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป ให้เป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป โดยได้ศึกษามาว่า “พวกทวยเทพผู้สถิตอยู่ที่สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เป็นเทพที่มีอายุยืน มีวรรณะงดงามมาก เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข” ดังนี้แล้ว จึงตั้งจิตปรารถนาอย่างนี้ว่า “โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งทวยเทพเหล่าปรนิมมิตวสวัตดีเถิด” เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตไว้มั่น …

เทพบุตรมาร (๑) กำเนิดท้าววสวัตดีมาร-โพธิอำมาตย์ Read More »

เทพบุตรมาร (๒) (ท้าววสวัตดีมารผู้เคยปรารถนาพุทธภูมิ แต่ชาตินี้ถูกอกุศลเข้าสิงจิต)

เทพบุตรมาร (๒) (ท้าววสวัตดีมารผู้เคยปรารถนาพุทธภูมิ แต่ชาตินี้ถูกอกุศลเข้าสิงจิต) ชีวิตของทุกๆ คนที่เกิดมาในสังสารวัฏ ต่างเคยผ่านการเกิดในภพภูมิต่างๆ มาแล้วทั้งนั้น ทั้งชีวิตในระดับสูง ระดับกลาง และระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หรือยาจกเข็ญใจ เพราะชีวิตมีการขึ้นลงไปตามอำนาจแห่งบุญและบาปที่ได้ก่อขึ้นในภพชาตินั้นๆ ถ้าทำบุญไว้มากก็จะได้รับผลที่ดี เสวยสุขในสุคติภูมิ ชีวิตก็จะประสบแต่สิ่งที่ดีงาม ถ้าทำบาปอกุศลไว้มาก ก็ต้องไปเสวยวิบากแห่งกรรมในอบายภูมิ ไม่ว่าใครก็ตามจะหลีกหนีกฎแห่งกรรมไปไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเราเกิดมาแล้ว ต้องสร้างแต่ความดีอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อเพิ่มพูนความบริสุทธิ์บริบูรณ์ให้แก่ตนเอง วิธีที่จะทำความบริสุทธิ์ได้อย่างดีที่สุด คือการหมั่นปฏิบัติให้เข้าถึงธรรม ทำใจให้หยุด ทำใจให้นิ่งบ่อยๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ชีวิตของเราก็จะสมหวัง และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเสมอ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทุติยมารปาสสูตร ว่า “รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น สัมผัสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่ารักน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ หากภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่สรรเสริญ ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพันอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและธรรมารมณ์ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ไม่ไปสู่ที่อยู่ของมาร ไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร …

เทพบุตรมาร (๒) (ท้าววสวัตดีมารผู้เคยปรารถนาพุทธภูมิ แต่ชาตินี้ถูกอกุศลเข้าสิงจิต) Read More »