หนังสือ คำสอนคุณครูไม่ใหญ่

๕๖. อย่าให้หาย

อย่าให้หาย ภาพที่เราเห็นตอนหลับตานั่งสมาธิ พอเราได้แล้ว อย่าให้เลือนหายไป แม้ต้องทำกิจวัตรกิจกรรมอย่างอื่นในชีวิตประจำวัน เราก็แปะภาพนี้ติดไว้ ต้องหมั่นประคับประคองในทุกอิริยาบถ ฝึกให้ชำนาญในทุกกิจวัตรกิจกรรม เหมือนเราเอาภาพแปะติดเอาไว้ด้วยกาวอย่างดี ให้เราสมมติอย่างนั้น ฝึกหลับตา ลืมตา ให้เห็นชัดเท่ากัน ลืมตาก็ชัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หลับตาก็ชัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นั่งนอนยืนเดินก็ยังชัดเท่ากัน ทำจนกระทั่งกิจวัตรกิจกรรม หลับตาลืมตาไม่เป็นอุปสรรคต่อการตรึงภาพด้วยใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ต้องฝึกฝนให้ชำนาญ เพราะจะมีเรื่องที่ทำให้ใจเราหยาบเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเลย ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งเข้านอน เรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง เรื่องสิ่งแวดล้อมสารพัด จากภายในตัวเราเองบ้าง ภายในบ้านบ้าง นอกบ้านบ้าง ตามถนนหนทาง ที่ทำงาน สถานที่ต่างๆ ที่เราไป หรือสถานการณ์ของสังคมบ้านเมือง โลก ดินอากาศฟ้า อะไรต่างๆ จะชวนให้ใจเราหลุดออกไป และก็หยาบ ถ้าเราประมาท ไม่ตรึกเอาไว้ ไม่แปะภาพติดไว้ก็จะหลุดไป มันจะหลุดไปทีละน้อยอย่างที่เราไม่รู้ตัว ถ้าชะล่าใจ ไม่ฝึกซ้ำๆ จะหลุดไปเยอะขึ้น ในที่สุดจะหลุดไปเลย ภาพที่เราเคยเห็นก็จะหายไปเอง จิตก็จะเข้าสู่สภาวะหยาบ …

๕๖. อย่าให้หาย Read More »

๔๑. ทำให้ถูกหลักวิชชา

ทำให้ถูกหลักวิชชา ตั้งใจปฏิบัติธรรมกันให้ดี ทำให้ถูกหลักวิชชา อย่าให้ตึงเกินไป อย่าให้หย่อนเกินไป อย่าอยากได้เกินไปจนกระทั่งทำให้เกิดความตึงเครียดที่ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ พลอยทำให้ท้อใจ เพราะว่านั่งแล้วไม่ได้ผล หรือง่วงนอนบ้าง ปล่อยให้เลื่อนลอย อย่างนี้ไม่เกิดประโยชน์ ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา ปรับใจให้หยุด ให้นิ่งๆ ให้ใจใสๆ อยู่กับองค์พระ พอใจจะฟุ้งไป ก็ให้ดึงกลับมาใหม่ ที่จริงเรื่องราวที่เราฟุ้งไปไม่ได้เกิดประโยชน์สาระแก่นสารอะไรของชีวิตเลย นึกไปในเรื่องคนบ้าง สัตว์บ้าง สิ่งของบ้าง ธุรกิจการงาน อะไรต่างๆ เหล่านี้มีวันแต่จะแตกดับกันไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายไป มันไหลไปสู่จุดสลายตลอด ไม่คงที่ นึกถึงสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร ไม่เกิดประโยชน์อันใด เราควรจะปลด ปล่อย วาง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวก็ทำได้เอง เดี๋ยวเราก็จะคุ้นเคยกับการตัดใจ ปลดปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นแก่นสาร ไม่เป็นประโยชน์เลย นึกแล้วกลุ้ม มาอยู่กับองค์พระ ให้ใจใสๆ ดีกว่า ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่) …

๔๑. ทำให้ถูกหลักวิชชา Read More »

๕๗. อานิสงส์การแปะภาพไว้กลางกาย

อานิสงส์การแปะภาพไว้กลางกาย ถ้าเราแปะภาพติดกลางกายได้ จะช่วยบรรเทาความหยาบที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน จากกิจวัตรกิจกรรมต่างๆ ได้ เพราะยังมีที่ยึดแบ่งไว้ข้างใน คือที่ภาพที่เราตรึงไว้ครึ่งหนึ่ง ออกไปข้างนอกครึ่งหนึ่ง จากครึ่งหนึ่ง ข้างใน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นี้จะเกื้อกูลให้ชีวิตประจำวันเราสมบูรณ์ขึ้นอย่างที่เรานึกไม่ถึงเลยจะช่วยปรับระบบความคิด คำพูด และการกระทำของเราให้มีประสิทธิภาพ มีพลังที่จะนำไปสู่ความสุขและความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงานได้ง่ายกว่าที่ปล่อยให้มันหลุดออกไปเลย อย่างที่เราเคยเป็นมาก่อนที่เราจะฝึกเจริญสมาธิภาวนา จะมีบุญละเอียดที่เรายังมองไม่เห็นส่งกระแสไปขจัดอุปสรรคของชีวิต หนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ร้ายกลายเป็นดี ดีเป็นดีเลิศเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ พอถึงเวลาที่เรามาหลับตาเจริญสมาธิ การเข้าไปสู่ภายในก็จะง่ายขึ้น คือจะใช้เวลาน้อยลงในการเข้าไปสู่ภายใน โดยมีจุดเริ่มต้นจากภาพภายใน ดวงใสองค์พระใสๆ ที่เราตรึงเอาไว้ แปะติดเอาไว้ มันจะดูดเข้าไปเลยและก็สงบนิ่ง นุ่ม นาน ชัดในชัด ใสในใส สว่างในสว่างเพิ่มขึ้น ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่) ที่มา https://www.dhamma01.com/book/91 ต้นฉบับ หนังสือ เล่ม 2 สิ่งที่ต้องแสวงหา คือ พระรัตนตรัยภายใน กลับสู่ …

๕๗. อานิสงส์การแปะภาพไว้กลางกาย Read More »

๔๒. ๔ ส. สำเร็จ

๔ ส. สำเร็จ หยุดแรก จะยากสักนิด ไม่ใช่ยากมาก ยากนิดหน่อย แต่ต้องอาศัยการฝึกฝน ทำความเพียรให้สมํ่าเสมอ ต้องมีสติ สบาย สมํ่าเสมอ สังเกต ๔ ส. นี้ ต้องจำให้ดี สติ คือ การดึงใจกลับมาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้ตลอดเวลา สบาย คือ ทำอย่างสบายๆ คล้ายๆ กับเรานึกถึงเรื่องราวที่เราชอบ นึกแล้วไม่มึน ไม่ซึม ไม่ตึง ระบบประสาทกล้ามเนื้อต้องไม่เกร็ง ไม่เครียด ต้องผ่อนคลาย แต่ที่ไม่สบายเพราะเราเอาลูกนัยน์ตากดลงไปดู เพราะเราคุ้นเคยและชินว่า การที่จะมองภายในนั้นต้องกดลูกนัยน์ตา ต้องเหลือบตาลงไป ถ้าเหลือบเฉยๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าตั้งใจเกินไป มันก็จะแรง กดลงไปโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เราก็นึกว่าเรามองธรรมดา แต่จริงๆ แล้วเรากำลังกดลูกนัยน์ตา สมํ่าเสมอ คือทำให้ได้ทุกวัน ทุกอิริยาบถ ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน สังเกต เวลาเลิกนั่งสมาธิแล้วให้หมั่นสังเกตว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหม …

๔๒. ๔ ส. สำเร็จ Read More »

๕๘. ต้องนั่งธรรมะทุกวัน

ต้องนั่งธรรมะทุกวัน ต้องฝึกหยุดนิ่งให้ได้นะ อย่าท้อ ต้องไม่ท้อ เราเกิดมาสร้างบารมี หาพระรัตนตรัยในตัว นั่งไปทุกวัน อย่าเว้นเลยแม้แต่เพียงวันเดียว เขาว่า ห่างดนตรี (นารี) ๓ วันเป็นอื่น แต่ขาดนั่งธรรมะเพียงวันเดียวก็เป็นอื่นแล้วห่างไม่ได้ เดี๋ยวเรื่องอื่นเข้ามาแทรกเยอะ ยิ่งยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เขายกกันมาเป็นกองทัพเลย ลองไปฟังดูเถิด ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดึงใจเราออกจากศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทั้งนั้น ถ้าเราไปให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้นมาก เราก็ไม่พบพระรัตนตรัยในตัว เพราะฉะนั้น แม้แต่เพียงวันเดียวก็อย่าขาดการปฏิบัติธรรม อดทน อดกลั้นเอาไว้ให้ดี กัดฟันสู้ จะเจ็บ จะป่วย จะไข้ จะลำบาก จะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็แล้วแต่ เราก็ทำ ถ้านั่งไม่ไหวก็นอนทำ แต่นอนให้เป็นอิริยาบถสุดท้ายนะ ห้ามตีกิน เดี๋ยวเห็นว่า หลวงพ่อพูดอย่างนี้ ก็เลยนอนทุกวัน ไม่ใช่นะ นั่งนะลูกนะ นั่งทุกวัน ต้องสมหวังอย่างแน่นอน ให้ขยันเท่านั้น แล้วหมั่นสังเกตว่า มันตึงไปไหม หย่อนไปไหม มีอยู่แค่นี้ ตึงกับหย่อน ตั้งใจมากไปหรือเปล่า หรือว่าวันนี้ไม่ค่อยตั้งใจเท่าไร ปรับให้พอดี ทำเฉยๆ นิ่งๆ …

๕๘. ต้องนั่งธรรมะทุกวัน Read More »

๔๓. ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง เราเป็นมนุษย์ธรรมดาก็ต้องทำแบบคนธรรมดา เราไม่ใช่เทวดาที่จะเนรมิตอะไรก็ได้ เวลานั่งธรรมะก็อย่าไปฮึดฮัดว่า ทำไมเราอยู่ทางโลกจะทำอะไรก็สำเร็จทุกอย่าง ทำไมทำอย่างนี้ไม่ได้ ก็เลยฮึดฮัด เราอย่าไปเอาวิธีทางโลกมาใช้กับวิธีการปฏิบัติธรรม ทางโลกแสวงหาโลกียทรัพย์ เราต้องวิ่งเต้น ต้องต่อสู้ ต้องเจอแรงกดดัน เจอปัญหา ต้องเอาจริงเอาจังกันสารพัด วิธีการนั้นเอามาใช้กับการแสวงหาอริยทรัพย์ภายในไม่ได้ ภายในต้องเยือกเย็น สุขุม ละมุนละไม ค่อยๆ ประคับประคองใจไป เดี๋ยวมันก็หยุดเอง เดี๋ยวก็ถึงที่หมายเอง ต้องนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม สบายๆ ทำเหมือนกับรถไฟที่แล่นอยู่บนราง เวลามันแล่นไป จะมีเสียงหนึ่งที่เราคุ้นเคย คือ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง นั่งไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงสถานี ถึงจุดหมายปลายทาง ปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกันนะลูกนะ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ทำใจเย็นๆ อย่าไปฮึดฮัด อย่าไปตั้งใจเกินไป ทำใจหลวมๆ เหมือนสวมเสื้อผ้าที่ไม่คับ มันสบายเนื้อสบายตัว ใจหลวมๆ ก็สบายอกสบายใจ เราเป็นผู้มีบุญที่สั่งสมกันมายาวนาน จึงได้มีกุศลศรัทธาอยากปฏิบัติธรรม และเราก็ได้มาปฏิบัติธรรมแล้ว กำลังบุญเราถึงแล้ว เราถึงมาได้ เหลือแต่วิธีการกับความเพียรเท่านั้น เราทำถูกต้องไหม สม่ำเสมอไหม …

๔๓. ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง Read More »

๕๙. อย่าขี้เกียจนั่งธรรมะ

อย่าขี้เกียจนั่งธรรมะ ชาตินี้เรามีข้อสังเกตอยู่ว่า ทำไมชีวิตเราลุ่มๆ ดอนๆ ทำไมปฏิบัติธรรมไม่ค่อยหยุดนิ่ง นั่นก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้เห็นเงาของชีวิตที่ผ่านมาในอดีตว่า เราขี้เกียจฝึกหยุดฝึกนิ่งมาก่อน เราเคยเจอกันมาแล้วบ้าง หรือพวกเราเคยไปเจอผู้รู้มาบ้าง เขาแนะนำ เราก็ยังขี้เกียจอยู่ ชาตินี้ก็มีอานิสงส์ของความขี้เกียจ คือ มันก็มืดมากบ้าง มืดมัวบ้าง ก็จะเจอกันอย่างนี้ เมื่อเราเห็นสิ่งที่สะท้อนถึงเงาในอดีตแล้ว ปัจจุบัน เราก็จะต้องสั่งสมการปฏิบัติให้เยอะๆ นะลูกนะ ฝึกกันไปทุกวัน ล้มลุกคลุกคลานกันไป เหมือนเด็กหัดเดินอย่างนั้น เดี๋ยวล้ม เดี๋ยวยืนได้ เดี๋ยวเดินเตาะแตะ เดี๋ยวก็เดินได้แข็งแรง เดี๋ยวก็วิ่งได้ ถ้าเท้าข้างใดข้างหนึ่งยืนได้อย่างมั่นคง อีกข้างหนึ่งก็จะก้าวไปได้อย่างมั่นคง จะไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย แล้วก็มีชัยชนะ ฝึกใจกันไปทุกๆ วัน เดี๋ยวก็หยุด เดี๋ยวก็นิ่ง เดี๋ยวก็มั่นคงจนได้ เมื่อข้างในหยุดนิ่ง ข้างนอกเคลื่อนไหว สองประสาน งานสร้างบารมีก็จะสำเร็จจนได้ ต้องขยันนะลูกนะ หมั่นฝึกฝนอบรมใจกันไปทุกวันเลย สักวันหนึ่งเราจะต้องเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวให้ได้ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่) ที่มา https://www.dhamma01.com/book/91 ต้นฉบับ …

๕๙. อย่าขี้เกียจนั่งธรรมะ Read More »

๔๔. ทำใจหลวมๆ

ทำใจหลวมๆ ทำใจหลวมๆ เหมือนสวมเสื้อผ้าที่ไม่คับเกินไปทำให้รู้สึกสบายกาย ใจหลวมๆ ก็จะทำให้รู้สึกสบายใจ ความสบาย เป็นต้นทางของการเข้าถึงธรรม ต้องหมั่นฝึกฝนอบรมไป หมั่นสังเกต แล้วก็ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง อย่ามัวโทษนั่นโทษนี่ อย่าเอาตัวของเราไปเปรียบกับคนอื่น ใครนั่งดี เราก็อนุโมทนา ถ้าเรานั่ง วันไหนนั่งดี เห็นความสว่าง เห็นดวงใสๆ ก็อย่าลิงโลดใจจนเกินไป ให้ทำใจเป็นปกติ อย่าไปคิดว่า วันนี้จะต้องนั่งให้ดีกว่าเมื่อวาน อย่าไปคิดอย่างนั้น แล้วอย่าไปนั่งแข่งกับใคร แม้กระทั่งแข่งกับตัวของตัวเอง ไม่แข่งกับใครทั้งสิ้น ฝึกใจให้หยุดให้นิ่งอย่างเดียว อย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่) ที่มา https://www.dhamma01.com/book/91 ต้นฉบับ หนังสือ เล่ม 2 สิ่งที่ต้องแสวงหา คือ พระรัตนตรัยภายใน กลับสู่ สารบัญ หนังสือคำสอนครูไม่ใหญ่

๖๐. การปรารภความเพียรของพระพุทธเจ้า

การปรารภความเพียรของพระพุทธเจ้า หลังจากเปลี่ยนอิริยาบถนั่งเป็นยืน เป็นเดิน หรือนอน เราก็หมั่นตรึก หมั่นนึก หมั่นนึกเบาๆ บ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่เรียกว่า ภาวิตา พหุลีกตา ทำบ่อยๆ ทำเนืองๆ ทำทั้งวันทั้งคืน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ท่านทำความเพียรอย่างนี้ บางครั้งก็เห็นแสงสว่าง บางครั้งก็ไม่เห็น แต่ท่านก็ไม่ลดละความเพียร บางครั้งเห็นตลอดกลางวัน แต่กลางคืนไม่เห็น บางครั้งเห็นตลอดทั้งคืน แต่กลางวันไม่เห็น ท่านก็ฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ บางครั้งก็เห็นทั้งกลางวัน เห็นทั้งกลางคืน บางครั้งเห็นชั่วแวบเดียว บางครั้งเห็นได้นาน ท่านหมั่นฝึกฝนอบรมจิตใจของท่านไปเรื่อยๆ โดยมีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสาร เป็นเป้าหมาย หวังที่จะพ้นทุกข์ ให้เข้าถึงสุขอันเป็นอมตะให้ได้ ท่านจึงให้ความสำคัญต่อการฝึกฝนอบรมใจอย่างนี้ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่) ที่มา https://www.dhamma01.com/book/91 ต้นฉบับ หนังสือ เล่ม 2 สิ่งที่ต้องแสวงหา คือ พระรัตนตรัยภายใน กลับสู่ สารบัญ หนังสือคำสอนครูไม่ใหญ่

๔๕. ง่ายตลอดเส้นทาง

ง่ายตลอดเส้นทาง จำไว้ว่า ตลอดเส้นทางสายกลางภายใน เป็นเส้นทางที่ไม่ทุรกันดาร เป็นเส้นทางของผู้มีบุญ เพราะฉะนั้นมันจะง่าย คำว่า ยากไม่มีเลย ง่ายมาก จนกระทั่งไปถึงง่ายแสนง่าย ตลอดเส้นทางตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ถ้าเริ่มยาก เริ่มตื้อๆ ตันๆ เกร็งหรือตึง ก็แปลว่า เราทำไม่ถูกหลักวิชชาแล้ว เรื่องยากมีเฉพาะตอนเราลืมตาทำกิจกรรม ทำมาหากิน ทำมาค้าขาย มีปัญหา มีแรงกดดัน นั่นแหละเรื่องยาก แต่เมื่อเราหลับตาทำภาวนา มีแต่เรื่องง่ายๆ โลกภายนอกกับโลกภายในมันกลับตาลปัตรกันอย่างนี้ มันเหมือนเส้นผมบังภูเขา ต้องศึกษาให้เข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ถ้าเราเริ่มหลับตาแล้วเริ่มยาก ไปควานหาองค์พระ แปลว่า เราทำไม่ถูกหลักวิชชา เริ่มทุรกันดารแล้ว เริ่มยากเข็ญแล้ว ไม่ใช่เส้นทางผู้มีบุญ หลวงพ่อขอยืนยันว่า มันง่าย และก็ไม่เชื่อว่า ใครจะทำไม่ได้ นอกจากคนขาดสติ คนบ้า คนเมา คนตายแล้ว เป็นต้น ลูกทุกคนสามารถทำได้อย่างง่ายๆ แต่ต้องเอาใจใส่ ต้องขวนขวาย ต้องมีฉันทะ สมัครใจที่จะเข้าถึง ที่จะมีความสุข ที่จะมีความบริสุทธิ์ ที่จะมีจิตใจสูงส่ง ที่ปรารถนาอยากจะได้ความรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ปรารถนาอยากจะดับทุกข์ หลุดพ้นจากทุกข์อย่างแท้จริงนั่นแหละจึงจะได้ …

๔๕. ง่ายตลอดเส้นทาง Read More »

๔๖. เฉยในทุกประสบการณ์

เฉยในทุกประสบการณ์ ถ้ามืด ก็ช่างมัน เราก็เฉยๆ สว่างก็อย่าดีใจเกินไป หรือตื่นเต้นตกใจก็ช่างมัน เราก็ยังเฉยๆ ถ้าอดตื่นเต้นไม่ได้ ก็ช่างมันอีกเหมือนกัน เมื่อจำเป็นต้องตื่นเต้นก็ช่างมัน ตามใจไปก่อน ให้มันตื่นเต้น เมื่อเห็นแสงสว่างภายในครั้งแรก บางคนตื่นเต้นจนกลายเป็นสงสัย เอ๊ะ! แสงส่องมาจากข้างนอกหรือเปล่านะ ถึงได้สว่างทั่วไปหมดเลย แสงอะไรจะสว่างเข้ามาในท้องได้ เวลาเราหลับตา ไม่มีหรอก บางทีสงสัยเลยลืมตาขึ้นมาดู อ้าว ข้างนอกมืดสนิท เอ๊ะ! แต่ข้างในสว่าง พอจะให้สว่างเหมือนเดิม อ้าว หายไปเสียแล้ว เสียใจอีก เอาใจยากจังเลยคนเรา เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวสงสัย ก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่ถ้าอดเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ชอบเป็นอย่างนี้ เราก็ปล่อยมันไป ช่างมันนะลูก ถ้าเราอดตื่นเต้นไม่ได้ ก็ช่างมัน ตามใจไปก่อน พอเห็นบ่อยๆ เข้า จะค่อยๆ คุ้นไปเอง พอคุ้นหนักเข้า วันหลังเราก็จะเฉยๆ หายตื่นเต้น เป็นปกติ เหมือนได้ของรางวัลมาใหม่ๆ ก็ตื่นเต้น พอนานๆ ไปก็เฉยๆ แล้วก็วางทิ้งไว้ไม่ดูแลรักษา ปล่อยให้ฝุ่นละอองเกาะจับด้วยซ้ำ …

๔๖. เฉยในทุกประสบการณ์ Read More »

๔๗. หยุดนิ่งจึงเห็นภาพ

หยุดนิ่งจึงเห็นภาพ ไม่มีวิธีอื่นเลย ที่จะทำให้เห็นภาพภายในที่มีอยู่ในตัวของเรา นอกจากเอาใจมาหยุดนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น จะเอากล้องเอกซเรย์ส่องเข้าไปดู ก็ไม่เห็น ต้องนำใจที่ซัดส่ายวิ่งไปในอารมณ์ต่างๆ มาหยุดนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น ถึงจะเห็นภาพ เพราะแสงสว่างจะเกิด ความสุขเกิด ความบริสุทธิ์เกิด ภาพเกิด ความรู้เกิด จะเป็นขั้นตอนอย่างนี้ พอใจนิ่ง ความสุขก็มาติด แสงสว่างก็มาติดอีก พอแสงสว่างเกิดก็เห็นภาพ เหมือนเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า ความมืดหมดไป เราก็เห็นภาพคนสัตว์สิ่งของ แต่นี่เห็นภาพภายในเป็นดวงธรรมใสๆ เป็นกายละเอียดที่อยู่ข้างในเป็นชั้นๆ แสงสว่างเกิด ภาพเกิด เหมือนเราดึงของที่อยู่ในที่มืดมาสู่ที่แจ้ง ก็เห็นแจ้งขึ้น ความรู้แจ้งก็เกิดว่าสิ่งที่เห็นในนั้นคืออะไร อย่างไร ถ้าภาษาธรรมะ เรียกว่า จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง จะมาพร้อมๆ กัน เมื่อใจหยุดนิ่ง ไม่มีวิธีอื่นที่จะไปเห็นอย่างนี้ นี่คือพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระมหาเถรานุเถระ สืบทอดมากระทั่งถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย นำมาถ่ายทอดให้เราฟัง บอกวิธีการอย่างนี้ และทำให้เราได้เข้าถึงแบบท่าน มีความสุข ความบริสุทธิ์แบบท่าน มีความเห็นแจ้ง รู้แจ้ง แจ่มแจ้งเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตแบบเดียวกับท่าน เราจึงเทิดทูนท่านเหนือเศียรเกล้า …

๔๗. หยุดนิ่งจึงเห็นภาพ Read More »

๔๘. เป็นผู้ดูที่ดี

เป็นผู้ดูที่ดี ไม่ต้องใช้กำลังไปบังคับใจ ไม่วิเคราะห์ วิจารณ์ประสบการณ์ภายใน ทำหน้าที่เป็นผู้ดูที่ดี ดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยใจที่เบิกบาน แช่มชื่น เป็นปกติ โดยไม่ให้มีความคิดใดๆ เกิดขึ้น ดูไปเฉยๆ เรื่อยๆ มีอะไรให้ดู เราก็ดูไป ดูไปอย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่วางใจหยุดนิ่งๆ ทำเพียงแค่นี้เท่านั้น ไม่ช้าใจจะหยุดนิ่งเอง จะถูกส่วนเอง ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่) ที่มา https://www.dhamma01.com/book/91 ต้นฉบับ หนังสือ เล่ม 2 สิ่งที่ต้องแสวงหา คือ พระรัตนตรัยภายใน กลับสู่ สารบัญ หนังสือคำสอนครูไม่ใหญ่

๔๙. เห็น ไม่เห็น ก็ไม่เห็นจะเป็นไร

เห็น ไม่เห็น ก็ไม่เห็นจะเป็นไร วันนี้เรานั่งยังไม่เห็นอะไร ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างไรเราก็จะต้องเห็นอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่เห็นมันมีอยู่ แต่เป็นสิ่งที่ละเอียด หน้าที่ของเราคือ ทำใจให้ละเอียดเท่ากับสิ่งที่มีอยู่เพียงแค่นี้เท่านั้น เมื่อละเอียดเท่ากันก็จะดึงดูดเข้าหากัน ความเห็นก็จะเกิดขึ้นมาพร้อมความสว่าง ภาพก็จะเกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้น เวลาเรานั่งให้มุ่งทำความละเอียดของใจ คือ มุ่งฝึกใจให้หยุดให้นิ่ง ให้วางพอดีๆ ส่วนการเห็นนั้นให้เป็นผลพลอยได้ เพราะอย่างไรเราก็จะต้องเห็นอยู่แล้วถ้าใจละเอียด รักษาใจอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าสามารถนึกภาพได้ ก็ให้นึกอย่างสบาย อย่าไปเค้นภาพ ให้นึกสบายๆ ค่อยๆ วางใจหยุดนิ่งๆ เห็นรัวๆ รางๆ เราก็ค่อยๆ ประคองใจไปเรื่อยๆ อย่าทำด้วยความใจร้อน อย่าฮึดฮัด หงุดหงิด รำคาญ เมื่อเรามองยังไม่เห็นภาพ หรือภาพที่เห็นไม่ชัดเจนตามใจปรารถนา ให้ทำใจให้ใส ให้เยือกเย็น ทำเพียงแค่นี้ ไม่ช้า ก็จะสมหวังดังใจ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่) ที่มา https://www.dhamma01.com/book/91 ต้นฉบับ หนังสือ เล่ม …

๔๙. เห็น ไม่เห็น ก็ไม่เห็นจะเป็นไร Read More »

๕๐. ดูไปด้วยใจสบาย

ดูไปด้วยใจสบาย ดูไปอย่างสบายๆ เท่าที่มีให้เราดู มีความชัดให้เราดู ๕ เปอร์เซ็นต์ เราก็ดูไป ๕ เปอร์เซ็นต์ ด้วยความพึงพอใจ ดูไปอย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น มีมาให้ดู ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นชัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ หรือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็ดูไปเรื่อยๆ ใจจะได้หยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ การดูเฉยๆ ด้วยใจที่สบาย จะทำให้ใจของเราหยุดนิ่งนุ่มได้สมบูรณ์ขึ้น จนกระทั่งได้ภาพในใจ จะเป็นดวงหรือองค์พระ ชัดเจน ๖๐ หรือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบเท่าลืมตาเห็นภาพภายนอก เราก็ดูไปเรื่อยๆ เฉยๆ อย่างเดิมอย่างเดียวอย่างนี้ตลอดไป ด้วยอารมณ์ดี อารมณ์สบายอารมณ์เดียว เดี๋ยวภาพก็จะชัดเหมือนลืมตาเห็นเอง วัตถุภายนอกเห็นได้ชัดแค่ไหน ดวงหรือองค์พระที่อยู่ภายในก็จะชัดเท่ากัน มันจะเห็นชัดภายใน ในสภาวะที่ร่างกายปลอดโปร่ง โล่ง เบา สบาย ตัวขยาย และก็หายไป กลมกลืนไปกับบรรยากาศ เหมือนดวงหรือองค์พระลอยอยู่ในกลางอวกาศโล่งๆ …

๕๐. ดูไปด้วยใจสบาย Read More »