หนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหา

DMC.TV ที่นี่

ขอนับถือแค่พระพุทธกับพระธรรม เลิกนับถือพระสงฆ์ได้หรือไม่

คำถาม:  พระเดี๋ยวนี้ทำตัวไม่น่ากราบ ไม่น่าไหว้ ไม่น่าเลื่อมใส ผมจะขอนับถือแค่พระพุทธกับพระธรรม เลิกนับถือพระสงฆ์จะได้ไหมครับ? คำตอบ:  การที่คนใดคนหนึ่งจะสามารถนับถือพระธรรมได้ มีข้อแม้สำคัญอยู่อย่างหนึ่งว่า ผู้นั้นจะต้องเป็นบุคคลประเภทที่ว่า ไม่ชอบจับผิดคนอื่น แต่พยายามแสวงหาความดีที่มีอยู่ในตัวของบุคคลอื่นให้พบตามความเป็นจริง         คำถามของคุณที่ถามว่า จะเลิกนับถือพระสงฆ์ จะเคารพแต่พระพุทธกับพระธรรมเท่านั้นจะได้ไหม ตอบว่าไม่ได้ เพราะที่คุณบอกว่าพระสงฆ์ไม่ค่อยจะดีอย่างนั้นอย่างนี้มันฟ้องว่า คุณเองมีนิสัยชอบจับผิดคนอื่น ขาดความสังเกตที่ดี และสรุปอะไรง่ายเกินไป พระสงฆ์ทั่วเมืองไทยมีตั้ง 2-3 แสนรูป คุณเองรู้จักพระสงฆ์สักกี่รูปเชียว อย่างมากหลวงพ่อให้คุณสัก 1000 รูป ถ้าคุณเห็นพระสงฆ์ที่ไม่ดีมา 1000 รูป แล้วอีกตั้ง 3 แสนที่ดีๆ จะว่าอย่างไร?         คุณมีนิสัยจับผิดอย่างนี้ ชาตินี้หาพระดีๆ ไม่พบหรอก คุณปิดใจจนใจบอดไปเอง หลวงพ่อว่าคุณควรฝึกการมองเสียใหม่ มองเข้าไปในวัด แล้วทำใจให้เหมือนมองเข้าไปในสถาบันการศึกษาทางโลก คุณจะพบว่าในสถาบันการศึกษาทางโลกมีคนอยู่ 2 ประเภท ได้แก่         ประเภทที่ 1 คือ นักเรียน ซึ่งเข้ามาศึกษาหาความรู้         ประเภทที่ …

ขอนับถือแค่พระพุทธกับพระธรรม เลิกนับถือพระสงฆ์ได้หรือไม่ Read More »

ทำไมสภาธรรมกาย ถึงมีแต่เสาข้างๆ ไม่มีเสาตรงกลาง

คำถาม:  การสร้างศาลาสภาธรรมกายใช้เสาเพียงแต่ต้นข้างๆ ทำไมไม่มีเสากลางแล้วจะแข็งแรง 100% หรือเปล่า มันจะไม่ยุบลงมาทับพวกเราหรือนี่ (พระเรียนถามมา) คำตอบ:  สำหรับเสาหลังคาแบบนี้ ความที่เราไม่ต้องการให้มีเสากลางให้เกะกะ ลักษณะทรงหลังคา จึงสร้างให้มีแรงถีบไปที่เสา 2 ข้าง คือเราแก้ปัญหาโดยที่มีลวดสลิงดึงรั้งอยู่         เราได้คำนวณการับแรงกดของมันไว้ และยังเผื่อไว้อีกหนึ่งเท่าด้วย เรื่องยุบลงมาไม่ต้องห่วง นอกจากนี้แล้วส่วนโครงข้างบนระหว่างห้องเรายังมีการผลัก ที่เขาเรียกว่าเบสซิ่ง ไม่ให้มีการเคลื่อนตัวหรือบิดตัว เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องยุบเรื่องพังก็จะไม่เกิดขึ้น         ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเสาทั้ง 2 ข้าง แต่ละต้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แล้วที่ข้างบนยังมีลวดเหล็กเรียกว่า เหล็กถัก (เหล็กถัก = Tuss) ถักกันไปถักกันมาอย่างนี้รับแรงกดได้ดี         คราวนี้แรงที่เหล็กมันกดลงมานี้จะลงไปที่ไหน ตอบว่าน้ำหนักเหล็กที่กดลงมามันก็ถีบเสานี่ถ่างออกไป แบะออกไป แต่เราวางเหล็กอันนี้ไว้บนหัวเสา แล้วก็มีสลิงดึงหัวเสาเอาไว้อีกด้วย ไม่ให้ถูกถีบจนแบะสลิงที่ดึงก็ที่แขวนหลอดไฟฟ้าเอาไว้ด้วยนั่นแหละ สายไฟก็พันตามสายสลิง เพราะฉะนั้นการมีสลิงนี่ก็เผื่อเอาไว้สำหรับใช้ติดอุปกรณ์แสงเสียงด้วย และขึงเอาไว้ไม่ให้เหล็กถักข้างบนมันถีบเสาถ่างออกไปด้วย คำนวณกันเรียบร้อยแล้ว ปลอดภัยแน่นอน ไม่ต้องกลัวนะครับ         หลวงพ่อ หลวงพี่ อยู่ตามจังหวัดต่างๆ หรือแม้ในชนบทขณะนี้มีพวกวิทยาลัยเกี่ยวกับการก่อสร้างมากมาย วิทยาเหล่านี้มีครูอาจารย์ที่จบวิศวะฯ จบก่อสร้าง เหมือนหลวงพี่ที่ก่อสร้างอาคารหลังนี้นั่นแหละ …

ทำไมสภาธรรมกาย ถึงมีแต่เสาข้างๆ ไม่มีเสาตรงกลาง Read More »

การเกิดเป็นคนนั้นยากจริงหรือ

คำถาม:  หลวงพ่อเคยเทศน์ว่าการได้เกิดเป็นคนนั้นยากแสนยาก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงมีการรณรงค์เพื่อให้มีการคุมกำเนิดกันเกือบทุกมุมโลก? คำตอบ:  ยิ่งรณรงค์กันก็ยิ่งเกิดยาก ก็ถูกแล้วนี่ ก็เป็นการยืนยันว่ามันยากไงล่ะ ถูกไหม ยิ่งเราส่งเสริมให้คุมกำเนิด คนยิ่งเกิดยากหนักขึ้นจะบอกว่า “ทำไมไม่มาเกิดกับฉันล่ะ ฉันไม่ได้คุมกำเนิด แล้วฉันก็ทำบุญทำทานมาก รวยนะ” แหม..มาเกิดด้วยไม่ได้หรอก ยังบุญไม่พอขอทำความดีให้มากๆ ก่อน รอให้สร้างบุญให้มากกว่านี้อีกนิด แล้วจะมาเกิดด้วยตอนโน้น…         ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาคนอื่น ไปเกิดกับคนอื่นให้รู้แล้วรู้รอดไปฉันจะได้ไม่ต้องมาเลี้ยงคุณ…ตกลงต้องไปเกิดแถวทวีปที่เขาไม่ได้คุมกำเนิด ไปเกิดตามป่าตามเขา จะมีโอกาสสร้างบุญเพิ่มหรือเปล่าก็ไม่รู้         เกิดยากแล้วยังประคองชีวิตให้อยู่ในศีลในธรรมก็ยากอีก ถ้าพลั้งพลาดไปทำความผิดความชั่ว แล้วอีกกี่ชาติล่ะจะได้เกิดเป็นคนมีชีวิตในสังสารวัฏฏ์ ยังไม่หมดกิเลส ภพชาติในเบื้องหน้าอาจได้เกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉาน หรือสัตว์นรกก็ได้ ถ้ามีบุญมากติดตัวไป อาจได้เกิดเป็นเทวดา พรหม ฯลฯ         การที่จะได้เกิดเป็นอะไรขึ้นอยู่กับกำลังบุญ กำลังบาปที่นำไปเกิด ถ้ากำลังบุญมากพอที่จะเป็นมนุษย์ ก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่คนเราส่วนมากไม่รู้ความจริงเรื่องโลกและชีวิต จึงดูเบาว่าการทำบาปของตนนั้นเล็กน้อย คงไม่มีผลถึงภพชาติเบื้องหน้า จึงพลาดพลั้งทำบาป คือผิดศีล 5 กันเป็นปกติ และมักผลัดวันประกันพรุ่งไม่ยอมทำบุญ เป็นเหตุให้เมื่อตายแล้ว ต้องไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์เสียมากต่อมาก หลวงพ่อจึงเทศน์ว่า การเกิดเป็นคนนั้นแสนยาก คุณฟังเทศน์แบบฟังบางประโยคก็เลยเข้าใจผิดอย่างนี้แหละ …

การเกิดเป็นคนนั้นยากจริงหรือ Read More »

ทำไมคำนำหน้าที่ใช้เรียกเจ้าอาวาสแต่ละวัดจึงไม่เหมือนกัน

คำถาม:  ทำไมเจ้าอาวาสบางวัดจึงใช้คำนำหน้าว่าพระอธิการ ทำไมจึงไม่ใช้ว่าเจ้าคุณ หรือสมเด็จเหมือนบางวัด? คำตอบ:  พระภิกษุโดยทั่วไปที่ไม่มีสมณศักดิ์ ถ้าเป็นเจ้าอาวาสท่านให้เรียกว่าพระอธิการ ทุกวัด ถ้ามีสมณศักดิ์ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานสมณศักดิ์ให้แล้วจึงจะมีคำนำหน้า เช่น เป็นพระครู เป็นพระปลัด จนกระทั่งเป็นพระราชาคณะ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ท่านเจ้าคุณ         พระราชาคณะหรือเจ้าคุณก็มีระดับอีก เริ่มตั้งแต่เจ้าคุณชั้นต้นหรือ พระราชาคณะชั้นสามัญ ซึ่งท่านเหล่านี้เมื่อตั้งใจทำงานเกี่ยวกับคณะสงฆ์มากขึ้นๆ ก็ได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะระดับสูงขึ้นไปอีก ท่านเรียกเจ้าคุณชั้นราช หรือพระราชาคณะชั้นราช เช่น พระราชวรมุนี ทั้งประโยคนี่เป็นชื่อตำแหน่งแบบสมณศักดิ์นะ ฉายาจริงของท่านมักเขียนต่อท้ายใส่วงเล็บไว้         เจ้าคุณชั้นราช องค์ไหนที่ตั้งใจทำงาน มีผลงานในการช่วยกิจการสงฆ์มากเป็นพิเศษ จากชั้นราชก็เลื่อนเป้นพระราชาคณะชั้นเทพ เช่น พระเทพโมลี ยกตำแหน่งเดิมให้องค์อื่นเลื่อนขึ้นมาแทน ถ้าเจ้าคุณชั้นเทพตั้งใจช่วยงานของสงฆ์มาอย่างดีเยี่ยมเลย ก็จะได้เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม เช่นพระธรรมกิตติวงศ์ จากชั้นธรรมนี่ ถ้ามีความรู้ความสามารถทำงานของคณะสงฆ์มาอย่างดีตลอดก็ได้เป็น พระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ หรือเรียกอีกอย่างว่า รองสมเด็จฯ และจากชั้นรองสมเด็จฯ ในที่สุดก็จะได้เลื่อนเป็นสมเด็จ พระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ หรือสมเด็จพระราชาคณะพระที่ดำรงสมณศักดิ์ถึงชั้นสมเด็จฯ นี้ ในปัจจุบันเหลือไม่กี่องค์แล้ว จากสมเด็จพระราชาคณะ ถ้าองค์ไหนมีความรู้ความสามารถมากที่สุด ก็ได้รับเลือกขึ้นมาสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช         …

ทำไมคำนำหน้าที่ใช้เรียกเจ้าอาวาสแต่ละวัดจึงไม่เหมือนกัน Read More »

ถ้าเราถูกนินทาโดยไม่มีมูลความจริงควรทำอย่างไร

คำถาม:  หลวงพ่อครับ ถ้าเราถูกนินทาว่าร้ายโดยไม่มีมูลความจริงจะทำอย่างไรดีครับ? คำตอบ:  ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น จำไว้ว่ามีความจริงประจำโลกอยู่ข้อหนึ่ง คือว่า คนเราที่จะไม่ถูกนินทาว่าร้ายเลยไม่มี นะ แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณธรรมความดีพร้อมบริบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังมีคนกล่าวร้าย บางครั้งถึงกับมีคนมาเดินตามด่าตลอดทางที่พระองค์เสด็จออกบิณฑบาต         แต่พระองค์ก็ทรงเฉยเสีย ไม่ได้โต้ตอบอะไร เพราะถือว่าทองคำแท้ย่อมไม่กลัวไฟ ยิ่งถูกไฟเผามากเท่าไรก็ยิ่งสุกเหลืองอร่ามมากขึ้นเท่านั้น ถึงใครจะนินทาว่าร้ายพระองค์อย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้พระองค์เลวไปตามคำว่าร้ายเหล่านั้น         เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่คุณถูกกล่าวร้าย ก็ไม่ควรเดือดร้อนอะไร ทำตามอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำให้ดูเป็นแบบแผน คือก้มหน้าก้มตาทำความดีต่อไป ไม่สนใจต่อคำนินทาว่าร้ายนั้น เพราะยิ่งเรามัวห่วงกังวลอยู่ ก็ยิ่งทำให้สุขภาพจิตเสีย และเสียเวลาเปล่า         เมื่อเราตั้งใจทำความดีไม่หยุดยั้งเช่นนี้ วันหนึ่งคนทั้งโลกก็จะทราบความจริง เห็นความดีของเราเอง หรือแม้จะไม่มีใครเห็นตัวเราเองก็เห็นความดีของตัวเราเอง และเราก็ไม่มีอะไรจะตำหนิให้แหนงใจตนเอง มีแต่ความปีติยินดีทุกครั้งที่นึกถึงความดีที่เราเคยทำเอาไว้ โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

ฝึกควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธ

คำถาม:  จะฝึกตัวอย่างไร จึงจะสามารถควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธได้ล่ะครับ? คำตอบ:  คนส่วนใหญ่มักจะเป็นโรคที่เหมือนกันอยู่โรคหนึ่ง คือโรคขาดกำลังใจ ทำให้ใจไม่หนักแน่นมั่นคง พอมีอะไรไม่สบอารมณ์เข้าสักหน่อย ก็ควบคุมตัวเองไม่ค่อยจะได้ หน้าเขียวหน้าเหลืองขึ้นมาทีเดียว คนโกรธแล้วลุกขึ้นมาต่อยกันหรือด่าว่ากันนั้นไม่ยาก ใครก็ทำได้ แต่โกรธแล้วข่มใจไม่ให้โกรธ ไม่ให้ด่าได้ นี่สิยาก         ทีนี้ถ้าถามว่าวิธีฝึกกำลังใจวิธีที่ดีที่สุด ได้ผลที่สุดควรจะทำอย่างไร หลวงพ่อก็ขอตอบว่า ศีล 5 นั่นแหละ เป็นบทฝึกกำลังใจชั้นเยี่ยมทีเดียว สมัยที่หลวงพ่อเป็นนักเรียน ก็ใฝ่ฝันอยากจะเป็นที่มีกำลังใจสูง พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็อยากจะเล่นกีฬาชนิดที่จะสร้างกำลังใจให้สูงขึ้นไปอีก ลองเลือกประเภทกีฬาอยู่หลายอย่าง ในที่สุดก็หันมา เล่นมวยไทย มีดสั้น ดาบ 2 มือ ทั้งง้าวทั้งทวน พร้อมหมด         แต่ก็พบว่าแม้ฝึกจนชำนาญแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยให้กำลังใจสูงขึ้นเลย ตรงกันข้ามพอขัดใจขึ้นมาแล้วกลับยั้งตัวเองไม่ได้ ท่าง้าวท่าทวนที่ฝึกไว้ มันขยับเตรียมจะเล่นงานชาวบ้านเสียอีก แต่พอเข้าวัดลงมือรักษาศีลเท่านั้น รู้ได้ทันทีเลยว่ากำลังใจเกิดจากการรักษาศีลนี่เอง         เพราะฉะนั้น ใครที่ต้องการจะควบคุมตัวเองให้ได้ และเป็นคนที่มีกำลังใจดีด้วยละก็ ถือศีล 5 เสียนะ บทฝึกง่ายๆ สำหรับควบคุมตัวเองอยู่ตรงนี้ แต่เรามักมองกันไม่ค่อยจะออก โอวาท …

ฝึกควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธ Read More »

บารมี 10 ทัศ คืออะไร

คำถาม:  บารมี 10 ทัศ คืออะไรคะ? คำตอบ:  บารมี 10 ทัศ ก็คือความดี 10 ประการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยที่ยังทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงคัดเลือกไว้เป็นข้อปฏิบัติอย่างยิ่งยวด เพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพานเร็วขึ้น ได้แก่ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี         สำหรับพวกเราชาวพุทธ แม้ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างยิ่งยวด ชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันเท่าพระองค์ แต่ก็ควรต้องทำอย่างจริงจังสม่ำเสมอให้ครบทุกข้อ ในระดับที่สามารถทำได้คือ         1. ทานบารมี คือตั้งใจตักบาตรทำบุญ ให้ได้ทุกวัน         2. ศีลบารมี อย่างน้อยศีล 5 ต้องตั้งใจรักษาให้ได้ทุกวัน ถ้ามั่นคงขนาดยอมเสียอวัยวะ ยอมเสียทรัพย์ ยอมเสียชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อรักษาศีลไว้ ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็จะได้ชื่อว่าเจริญรอยตามพระบรมครูอย่างแท้จริง         3. เนกขัมมะบารมี คือการยั้งใจไม่ให้เกี่ยวข้องกันในเรื่องเพศ ถ้าอยู่ทางโลกก็เป็นคนโสดไปตลอดชีวิต หรือบางคนแต่งงานแล้วก็แบ่งเวลาถือศีล 8 ทุกวันพระ ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติเนกขัมมะบารมีอย่างอ่อนๆ เหมือนกัน …

บารมี 10 ทัศ คืออะไร Read More »

ธรรมะบทที่ควรนำไปสอนประชาชนเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด

คำถาม:  ท่านคิดว่าธรรมะบทไหน ในหนังสือนวโกวาทที่เหมาะสมสำหรับนำไปสอนประชาชนให้นำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้มากที่สุด? (พระเรียนถามมา) คำตอบ:  ในหนังสือนวโกวาท ความจริงได้รวบรวมหลักธรรมต่างๆ ไว้ดีมาก แต่ว่าคนโดยทั่วไป รวมทั้งพระภิกษุสามเณรส่วนมากยังไม่ได้มีโอกาสค้นคว้ากันอย่างจริงจัง หรือบางทีก็ไปทึกทักว่าจนเองเข้าใจดีจริงๆ แล้วที่นั่งกันอยู่นี้กล้าพูดได้เลยว่า เราไม่ได้เข้าใจอะไรนักหนา ไม่ใช่ดูถูก ผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ยังไม่เข้าใจดีนัก แต่ความเข้าใจ พื้นๆ พอมี         ผมจะยกตัวอย่าง เมื่อผมบวชได้ประมาณพรรษาที่ 6 ที่ 7 ตลอดเวลาผมก็คิดว่าผลเข้าใจธรรมะเรื่อง หิริโอตตัปปะ มาอย่างดี แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงในวันหนึ่ง เมื่อรู้ตัวเองว่าเรายังไม่รู้เรื่องหิริโอตตัปปะ ครับไม่รู้ คือรู้เหมือนกัน แต่มันตื้นเกิดไป เจาะไม่ถึงแก่น         พอพรรษาที่ 6 ที่ 7 เจอเรื่องเข้าจึงสะดุ้งตกใจ ตายจริง เราไม่รู้ว่าเรายังไม่รู้ ระวังคำนี้ให้ดี คนส่วนมากในโลกไม่รู้ว่า เรายังไม่รู้ คิดว่าไอ้นั่นก็รู้แล้ว ไอ้นี่ก็รู้แล้ว ไม่มีที่ไม่รู้ พอเจอเรื่องนั้นเข้าถึงได้ ร้องอ๋อ.. ตอนนี้รู้แล้ว รู้ว่ายังไม่รู้ครับ ไม่ใช่ว่ารู้หมดโลก         เพราะฉะนั้นท่านที่ได้นักธรรม ได้บาลี …

ธรรมะบทที่ควรนำไปสอนประชาชนเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด Read More »

คนที่ทำมาหากินไม่ขึ้นเกิดจากกรรมใด

คำถาม:  ผู้ที่ทำมาหากินไม่ขึ้น นอกจากจะเกิดจากกรรมในปัจจุบันชาติแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่กรรมในอดีตชาติส่งผลหนุนมาด้วย? คำตอบ:  เป็นไปได้ แต่ก่อนอื่น อย่าเพิ่งไปห่วงว่ากรรมในอดีตชาติเป็นอย่างไร เพราะยังไงก็ต้องทำมาหากิน ไม่ใช่คิดว่า เรามันทำอะไรไม่ค่อยมีโชค ชาติที่แล้วเราคงทำไม่ดีไว้ เพราะฉะนั้นพ่อนอนดีกว่า ว่าแล้ววันๆ พ่อก็ไม่ทำอะไรเลย รอให้ชาวบ้านเขาแจกให้กิน อย่างนี้มันก็ไม่ใช่วิสัยของคนนะ         เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ถ้าทำมาหากินไม่ค่อยขึ้น ก็ยิ่งต้องขยันให้มากเป็น 5 เท่า 10 เท่า แล้วก็มีความสังเกต มีความรอบคอบให้มากยิ่งขึ้น ส่วนในอดีตชาติจะทำมายังไง ถ้าเราไม่เข้าถึงธรรมะจริงๆ เราก็ไม่ทราบ         เพราะฉะนั้นให้ขยันทำมาหากินเรื่อยไป แล้วระหว่างที่ทำมาหากินก็ตั้งใจให้ทานไป ทำทานไว้ให้เป็นบุญ เป็นทุนของเรา แม้จะยังไม่ออกดอกออกผลในชาตินี้ ก็ยังชื่นอกชื่นใจ เหมือนได้ร่มเงา อย่ารอให้รวยเสียก่อนค่อยทำบุญ มันจะสายเกินไป ทำไปเถอะลูก โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

ทำไมคนที่เล่นการพนัน ถึงแม้จะได้เงินมากแต่ไม่เคยรวยจริงๆ สักที?

คำถาม: หลวงพ่อครับ ทำไมคนที่เล่นการพนัน ถึงแม้จะได้เงินมากแต่ไม่เคยรวยจริงๆ สักที? คำตอบ: คนเล่นการพนันไม่เคยรวยจริง เพราะว่า ก่อนที่เขาจะได้เงินจากการพนัน เขาได้ผลาญสิ่งที่มีค่าเกินกว่าที่เงินทั้งโลกจะซื้อได้ไปแล้ว คือ 1. ผลาญความเป็นคนของตัวเอง ความเป็นคนจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความซื่อตรง ทันทีที่เราเล่นการพนัน ความมีเหลี่ยมมีคูมันจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ความซื่อสัตย์สุจริตจะหายไป เพราะเมื่อมีการพนันเกิดขึ้นที่ไหน การคดโกงจะเกิดขึ้นที่นั่น ถ้าครั้งใดในวงพนันไม่มีการโกงก็ขอให้เข้าใจว่า ไม่ใช่ว่าไม่คิดโกง แต่เป็นเพราะยังไม่มีโอกาสจะโกงต่างหาก 2. ผลาญปัญญา นักพนันเมื่อตอนที่เงินขาดมือ เขาจะมองเงินเหมือนเทพเจ้าที่สามารถบันดาลอะไรๆ ให้เขาได้ เขาลืมไปว่ายังมีอีกหลายๆ สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ ครั้นพอเขาได้เงินมาแล้ว เนื่องจากเขารู้ดีว่าเงินเหล่านี้คงจะอยู่กับเขาไม่นาน อาจจะเสียการพนันหมดเนื้อหมดตัวไปเมื่อไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเสียไปเขาจึงต้องรีบกินรีบใช้ รีบจ่ายเสียก่อนที่มันจะไปอยู่กับคนอื่น ของบางอย่างไม่ควรใช้ก็ใช้ ไม่ควรจ่ายก็จ่าย กลายเป็นคนฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักค่าของเงินตามความเป็นจริง ตอนนั้นเขาเห็นเงินเหมือนเศษกระดาษ ครั้นเงินหมดเขาก็หิวเงินอีกต่อไป กลายเป็นว่าเขาต้องหิวเงินทั้งชาติ ปัญญาที่มีอยู่แทนที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ก็เอาไปคิดคดโกงเขา 3. ผลาญเวลา นักพนันเมื่อลงมือเล่น เขาจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แม้เวลาเขาก็ลืม ถึงคราวเสียก็จะยิ่งทุ่มเท หาทางเอากลับคืนมาให้ได้ ถ้ายังไม่ได้ก็ไม่เลิก หรือกว่าจะเลิกก็ต้องรอให้เงินหมดเสียก่อน ถึงได้ก็ไม่รู้จักพอ วันเวลาก็ผ่านไปๆ เรื่อยๆ เสียงานเสียการอย่างอื่นโดยเขาไม่รู้ตัว …

ทำไมคนที่เล่นการพนัน ถึงแม้จะได้เงินมากแต่ไม่เคยรวยจริงๆ สักที? Read More »

ทำไมคนเล่นการพนันถึงไม่เคยรวยสักที

คำถาม:  ทำไมคนส่วนใหญ่จึงชอบทำผิดทั้งๆ ที่รู้คะ? คำตอบ:  การทำผิดทั้งๆ รู้มีอยู่ 3 ลักษณะด้วยกัน คือ         1. ทำผิดเพราะติดนิสัยมักง่ายมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งความผิดประเภทนี้ มักเป็นความผิดเล็กน้อย ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง เช่น เดินลัดสนาม ไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทิ้งขยะไม่เลือกที่ ฯลฯ         2. ทำผิดเพราะหลงคิดว่า คนเราตายแล้วสูญ ชาติหน้าไม่มี เขามีความคิดว่า ความดีความชั่วที่ทำไว้ มีผลเฉพาะชาตินี้เท่านั้นเอง ฉะนั้นถ้าเขามีอำนาจหรือสามารถหลีกเลี่ยงได้ กฎหมายจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เขาก็จะไม่ถูกลงโทษ และไม่มีผลอะไร         คนทำผิดลักษณะนี้ถือว่าเป็นความผิดเนื่องจากขาด หิริโอตตัปปะ คือ ขาดความละอาย ขาดความเกรงกลัวต่อผลของบาป คนพวกนี้เขาจะรู้สึกว่าตัวเองเก่ง เมื่อสามารถคดโกงเอาเปรียบคนอื่นได้ คนบางคนของในบ้านทั้งหมด ทั้งของกินของใช้ ล้วนแต่เป็นของที่โกงเขามาทั้งนั้น         3. ทำผิดเพราะขาดกำลังใจที่จำทำความดี ความผิดประเภทนี้ทำทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดกฎหมายและรู้ด้วยว่าบาป แต่ก็ทำ เพราะเขาไม่มีกำลังใจที่จะตัดใจไม่ให้ทำชั่ว และขาดกำลังใจที่จะทำความดี ปล่อยให้ความอยากมีอำนาจเหนือจิตใจ การแก้ไขคนทำผิดทั้งรู้ จะต้องปูพื้นฐานให้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ โดย         1). พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ …

ทำไมคนเล่นการพนันถึงไม่เคยรวยสักที Read More »

พอจะมีธรรมะแบบสรุปสั้นๆบ้างหรือไม่

คำถาม:  หลวงพ่อคะ ธรรมะทั้งหลายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งหมดนี้ มากมายเหลือเกิน แต่ที่สรุปลงให้สั้นๆ มีบ้างไหมคะ? คำตอบ:  พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้แล้วว่า ธรรมะทั้งหมดที่พระองค์ตรัสไว้ตลอด 45 พรรษา รวมแล้วได้ 84,000 ข้อ มีปรากฏในพระไตรปิฎก แต่เมื่อสรุปแล้วเหลือเพียง 1 ข้อ คือ ความไม่ประมาท ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในปัจฉิมโอวาท หรือโอวาทครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน มีใจความว่า         “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กิจอันใดที่พระศาสดาแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ซึ่งกระทำเพื่อสาวกทั้งหลาย ด้วยความอนุเคราะห์เอ็นดู กิจทั้งหมดนั้น เราได้ทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขาร ทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอเธอทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวง ให้ถึงพร้อมด้วยความมิประมาทเถิด”         จากคำสอนโดยสรุปของพระองค์ เท่ากับเตือนสติให้พวกเราทุกคนได้รู้ว่า ตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลส และตราบที่เรายังไม่สามารถทำใจให้สงบเข้าถึงธรรมกาย ทำให้หมดกิเลสเข้าถึงพระนิพพานได้แล้ว ตราบนั้นเราก็ยังเป็นผู้ประมาทอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ต่างกันแต่ว่าใครจะประมาทมากน้อยต่างกันอย่างไร         แล้วถ้าจะทำความไม่ประมาทให้เกิดแก่ตัวเอง ก็จะต้องเริ่มตั้งแต่ละชั่ว ทำความดี ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ซึ่งการกระทำทั้ง 3 ประการนี้ ถ้าทำให้สมบูรณ์ โดยเต็มกำลังความสามารถของเราแล้ว …

พอจะมีธรรมะแบบสรุปสั้นๆบ้างหรือไม่ Read More »

คนที่ชอบคิดถึงความตายบ่อยๆจะเป็นอย่างไรบ้าง

คำถาม:  คนที่ชอบคิดถึงความตายบ่อยๆ จะเป็นอย่างไรบ้างคะ? คำตอบ:  การนึกถึงความตายบ่อยๆ ก็มี 2 กรณี         กรณีที่ 1 นึกไม่เป็น นึกว่าไม่ช้าก็ตาย เลยไม่อยากทำอะไร อยู่ไปวันๆ นอนรอความตายอยู่เฉยๆ ไม่อยากทำความดี         กรณีที่ 2 นึกเป็น นึกว่าอย่างไรเสียก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นก่อนตายจะต้องใช้ชีวิต ใช้ร่างกายของเรานี้ให้คุ้มค่า จึงทุ่มชีวิตจิตใจทำความดี ให้มีความดีติดตัวไปมากๆ         ทำดีก็ตาย ทำชั่วก็ตาย ขี้เกียจก็ตาย ขยันก็ตาย ฉลาดก็ตาย โง่ก็ตาย เศรษฐีก็ตาย ขอทานก็ตาย ทุกคนต้องตายหมด แต่ความตายไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของชีวิต ทุกชีวิตเกิดมามีเป้าหมายเพื่อสร้างบุญบารมี เพราะฉะนั้นเมื่อยังไม่หมดกิเลสก็ควรทำดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปจนถึงวันตาย คิดอย่างนี้ และทำอย่างนี้ย่อมดีที่สุด โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

เมื่อต้องเผชิญความทุกข์ไม่คาดฝัน

คำถาม: หลวงพ่อคะ เราควรมีหลักยึดมั่นอย่างไร เพื่อเป็นการเตรียมตัวเผชิญกับความทุกข์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน? คำตอบ: ความทุกข์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมาได้ ก็เนื่องจากตัวของเราเอง คนโดยมากทั้งๆ ที่ตัวเองมีความทุกข์ประจำชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยอยู่ 3 ประการ คือมีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ซึ่งเป็นของธรรมดาอยู่แล้ว ยังไม่พอ ยังตะเกียกตะกายไขว่คว้า แสวงหาสมบัตินอกกายอันได้แก่ทรัพย์สินเงินทอง บุตร ภรรยา สามีเอามาเป็นของตัวอีก เพราะหลงเข้าใจผิดคิดว่าจะทำให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป         แต่เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ในตัวของเราก็มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นธรรมดาเช่นกัน เพราะฉะนั้นทันทีที่ได้สิ่งนั้นมาอย่างหนึ่งเขาก็ได้พบได้เผชิญความทุกข์ที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ของสิ่งที่ตนรักใคร่ผูกพันเพิ่มอีกเท่าตัว และถ้าสิ่งที่หลงยึดมั่นหวงแหนนั้น มีอันต้องถึงความพินาศย่อยยับไป โดยไม่คาดฝัน เขาจึงต้องประสบกับความทุกข์เป็นทับทวี         คนที่จะเผชิญกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันได้ ต้องรู้จักเตรียมตัวเตรียมใจ โดยสร้างคุณสมบัติเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในตน คือ         1) รู้จักเป้าหมายของชีวิต คือรู้ว่าที่เราเกิดมานี้ ไม่ใช่เพื่อมาสนุกสนานเฮฮา แต่เกิดมาเพื่อสั่งสมบุญบารมี แสวงหาหนทางพ้นทุกข์ จึงไม่ควรเสียเวลาไปสะสมสมบัตินอกกาย ที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์ เข้ามาไว้จนเกินความจำเป็น ควรมุ่งสั่งสมความดีให้ถึงที่สุดจะได้หมดกิเลส ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย พ้นจากความทุกข์ในวัฏฏสงสาร ได้เข้านิพพานตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปในที่สุด         …

เมื่อต้องเผชิญความทุกข์ไม่คาดฝัน Read More »

ซื้อของเงินผ่อนดีไหม

คำถาม:  เป็นการสมควรหรือไม่ที่จะซื้อของด้วยเงินผ่อน? คำตอบ:  ความสุขอีกอย่างหนึ่งของคน อยู่ที่การไม่มีหนี้ ถ้ามีหนี้เมื่อไร พอเจอหน้าเจ้าหนี้เท่านั้นแหละเดินหน้าเหี่ยวเลย กลัวถูกทวงหนี้ แม้ที่สุดนอนก็ไม่ค่อยจะหลับ เหมือนหนี้มันมาค้ำตา         การซื้อของเงินผ่อนจึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง แต่อาจจะมีข้อยกเว้นบ้าง ในกรณีที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เช่น ไม่มีบ้านจะอยู่ การเคหะฯ เขามีบ้านให้ซื้อเงินผ่อน เขามีหลักการดี และเป็นองค์กรของรัฐบาล เชื่อว่าไม่โกงเรา แล้วเราก็มีความสามารถพอที่จะผ่อนได้ ก็ผ่อนไป ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวชาตินี้ไม่มีที่อยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าไปผ่อนบ้านที่ใหญ่โตเกินเหตุ ก็ไม่สมควร ควรให้พอสมกับฐานะและรายได้ของตน         ของใช้อย่างอื่นๆ ก็เหมือนกัน โซฟาชุดรับแขกในบ้านของเราไม่มี เพราะเรามันจนก็ใช้เสื่อไปก่อน ใครมาบ้านฉันก็ให้รู้ว่าฉันใช้เสื่อ ถ้าอยากนั่งโซฟาดีๆ ช่วยซื้อมาฝากด้วย ยินดีรับ…อย่างนี้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ไม่ต้องนอนผวา อย่าไปหน้าใหญ่นัก อย่าเพาะต้นหนี้ให้ดอกเบี้ยบานท่วมต้นโดยไม่จำเป็นจริงๆ         โดยธรรมชาติสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตมี 4 อย่างด้วยกัน คือ         1. ข้าวปลาอาหาร ถ้าไม่กินก็ตาย ไม่มีแรงทำงาน ทำให้เจ็บไข้ไม่สบาย ใครจะซื้อผ่อนข้าวกินก็ไม่ว่า         2. เสื้อผ้า ใครจะซื้อผ่อนเสื้อผ้าต้องคิดดูก่อนนะ ถ้าในกรณีเราเข้างานใหม่ๆ …

ซื้อของเงินผ่อนดีไหม Read More »