krirk

ทำไมวัดพระธรรมกายไม่มีอาหารเจ

คำถาม:  อยากทราบว่า ทำไมทางวัดพระธรรมกายไม่จัดอาหารเจไว้ด้วย เห็นอาหารที่นี่มีเนื้อสัตว์ทุกมื้อ ทำไมพระจึงฉันเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ คิดว่าคงมีคนมาวัดจำนวนไม่น้อยที่ต้องการอาหารเจ ซึ่งเป็นอาหารบริสุทธิ์? คำตอบ:  ขอตอบตามพระวินัยนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยตรัสเลยว่า อาหารที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ไม่บริสุทธิ์ สำหรับพระ อาหารที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ก็บริสุทธิ์ ถ้า         1. ภิกษุไม่ได้เห็น เขาฆ่าสัตว์นั้น         2. ภิกษุไม่ได้ยิน เขาฆ่าสัตว์นั้น         3. ภิกษุไม่ได้นึกรังเกียจว่า เขาฆ่าเฉพาะเจาะจงมาเพื่อตน         เพราะฉะนั้นอาหารที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ที่ถวายให้พระฉันอยู่ทุกมื้อนี่ก็บริสุทธิ์ เราไม่ควรกล่าวตู่พุทธพจน์นะ ถามว่าเรื่องอาหารเจเอามาจากไหน มาจากพระเทวทัตใช่ไหม พระเทวทัตก่อเรื่องไว้จนสงฆ์แตกแยก         เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งท่ามกลางสงฆ์ พระเทวทัตลุกขึ้นยืนต่อหน้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดเสียงดังว่า “พระพุทธเจ้าข้า ถึงเวลาแล้วที่พระองค์ควรจะบัญญัติเป็นพระวินัยว่า ห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต” นี่พระเทวทัตว่าอย่างนั้น         พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบเลยว่า “เทวทัต เราไม่บัญญัติถ้าภิกษุ รูปใดจะฉันเนื้อสัตว์ เราไม่ห้าม แต่เราบัญญัติว่า เนื้อสัตว์นั้นถ้าภิกษุ ไม่ได้เห็นเขาฆ่า ไม่ได้ยินเขาฆ่า และไม่ได้รังเกียจว่าเขาสั่งฆ่าเฉพาะเจาะจงมาเพื่อตน ให้ภิกษุฉันได้”         เพราะฉะนั้น ถ้าบอกว่าอาหารเจบริสุทธิ์ แล้วทำไมอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์จะไม่บริสุทธิ์ …

ทำไมวัดพระธรรมกายไม่มีอาหารเจ Read More »

การอาราธนาธรรม

คำถาม:  เคยมีคนถามว่าเวลาหลวงพ่อขึ้นเทศน์ ทำไมไม่อาราธนาธรรมเป็นภาษาบาลีก่อน ลูกอยากทราบว่าก่อนเทศน์จำเป็นต้องมีคนอาราธนาธรรมทุกครั้งหรือไม่คะ? คำตอบ:  การอาราธนาธรรมที่เป็นภาษาบาลี ส่วนมากใช้ในกรณีที่มีพิธีเป็นทางการ พระภิกษุที่ขึ้นธรรมาสน์เทศน์มักถือใบลาน มากางอ่านแต่หลวงพ่อเทศน์ในลักษณะปาฐกถาธรรม คือเทศน์สดๆ ไม่ได้อ่านตามคัมภีร์ใบลาน เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องอาราธนาแบบเป็นภาษาบาลี ที่กล่าวขึ้นต้นว่า “พรหมา จ โลกา..” แต่ถ้าบางแห่งจะให้มีการกล่าวอาราธนาก่อนก็ไม่ผิดแปลกอะไร         โดยทั่วไปถ้านิมนต์พระไปแสดงปาฐกถาธรรมในที่ประชุมต่างๆ พิธีจะกล่าวอาราธนาด้วยคำพูดธรรมดา แบบกล่าวเชิญวิทยากรทั่วๆ ไป ขึ้นบรรยาย และพระภิกษุก็สามารถใช้เทคนิคในการบรรยายได้เหมือนนักพูดทั่วๆ ไป แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบในพระวินัยของพระนะ โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

อานิสงส์ของการสวดมนต์มีอะไรบ้าง

คำถาม:  อานิสงส์ของการสวดมนต์มีอะไรบ้างครับ? คำตอบ:  มนต์ แปลว่าคำศักดิ์สิทธิ์ คำสำหรับสวดพุทธมนต์เป็นคำศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นคำสวดพระโอวาทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ไว้ การที่ชาวพุทธสวดมนต์ก็เพื่อเป็นการทบทวนพระโอวาท ที่เป็นข้อธรรมะ เมื่อใครได้ทบทวนข้อธรรมะของพระองค์ ก็ได้ชื่อว่า         1. เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นต้นกำเนิดของมนต์         2. เคารพในพระธรรม เพราะข้อความที่สวดเป็นธรรมะ         3. เคารพในพระสงฆ์ เพราะบทสวดมนต์ได้ถ่ายทอดมาโดยพระสงฆ์         สิ่งที่เราเคารพ 3 อย่างนี้ รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย การเคารพพระรัตนตรัยมีอานิสงส์ทำให้เรามีโอกาสสร้างบุญได้ต่อไป แม้ขณะที่กำลังสวดมนต์ ผลบุญก็เกิดขึ้นเป็นลำดับๆ แล้ว ตั้งแต่ขณะสวดมนต์ ร่างกายของเราอยู่ในอาการอันสงบ สำรวม ศีลก็ไม่ขาด พอจิตใจสงบ ก็เป็นสมาธิ(Meditation)ได้เร็ว         เมื่อทบทวนธรรมะ ปัญญาก็งอกงามไปตามลำดับๆ ได้ อานิสงส์ทางปัญญา ตกลงได้ครบทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอุปกรณ์เป็นพาหนะนำไปสู่การสร้างบุญ สร้างคุณงามความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ยิ่งกว่านั้นผู้ที่สวดมนต์เป็นประจำ ยังเป็นผู้ที่มีโอกาสพิจารณาตนเองได้มาก ไม่วู่วาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สวดมนต์เป็นประจำ จะมีอานิสงส์ให้พ้นภัยทั้งปวง เนื่องมาจากใจที่สงบของเขา ใจที่เกาะอยู่ในธรรมจะสะอาดและใสมาก เมื่อจะมีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับตัว แม้จะหาเหตุผลไม่ได้ …

อานิสงส์ของการสวดมนต์มีอะไรบ้าง Read More »

กลัวการสร้างวัดตามรูปแบบประเพณีหรือศิลปะสมัยก่อนจะหายไป

คำถาม:  ผมขอกราบเรียนถามว่า การที่วัดพระธรรมกายบอกว่าไม่ได้แหกคอกเรื่องแบบการก่อสร้างวัด และไม่ได้ทำให้พิสดารกว่าวัดอื่นนั้น มันก็ถูกอยู่ครับ แต่ผมอยากทราบว่า ถ้าวัดอื่นเขาเกิดเอาตัวอย่างการก่อสร้างแบบวัดพระธรรมกาย ท่านไม่เกรงว่าประเพณีหรือศิลปะสมัยก่อนจะสูญหายหรือถูกลืมหรือครับ (พระเรียนถามมา) คำตอบ:  เวลาจะสร้างอะไร ควรคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้ให้มาก เคยคิดบ้างไหมว่าศิลปะไทยที่เห็นอยู่นี้ความจริงมันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไร อาจจะเริ่มเมื่อประมาณ 800 ปีก่อนก็ได้ และเคยคิดไหมว่าเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว สถาปัตยกรรมที่มีอยู่ในเมืองไทยมีรูปร่างอย่างไร?         วันหนึ่งมันก็สูญหายไปเป็นธรรมดา เมื่อ พ.ศ. 303 ในเมืองไทยก็มีวัดแล้ว คือวัดพระปฐมเจดีย์ แต่มั่นใจได้เลยว่าสถาปัตยกรรมคงไม่ใช่รูปแบบที่เราเห็นอยู่ขณะนี้ เพราะอะไร?         เพราะวัสดุก่อสร้างเปลี่ยนไปทุกวัน เดี๋ยวนี้หาไม้ได้ง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนไหม? ไม้กำลังจะต้องชั่งขายเป็นกิโลแล้วนะ เข้มงวดรักษาอย่างไรก็ไม่อยู่ ถ้าจะสร้างเพื่อรักษาศิลปวัฒนธรรมของปู่ย่าตายายไว้ ก็เห็นด้วย แต่ควรแบ่งไว้ส่วนหนึ่ง หรือสร้างไม้สักหลังหนึ่ง เพื่อรักษาศิลปะ         นอกนั้นจะสร้างอย่างไรก็ได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยให้มาก อย่างที่รัฐบาลไทยทำอยู่ขณะนี้ ทำถูกต้องแล้ว คือโบสถ์หรือวัดที่ประกอบด้วยศิลปกรรมที่ดีเยี่ยมเลย ก็เก็บรวมไว้แห่งใดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ส่วนวัดอื่นก็ดูตามสภาพ จะใช้แบบเก่าก็ได้ แบบใหม่ก็ดี หรือในวัดทั่วๆ ไป ให้สร้างกุฏิเจ้าอาวาสเป็นทรงไทยสวยๆ ไว้สักหลัง ทำด้วยไม้เนื้อดี …

กลัวการสร้างวัดตามรูปแบบประเพณีหรือศิลปะสมัยก่อนจะหายไป Read More »

ถ้าฮวงซุ้ยดีจะทำให้ลูกหลานมีความเจริญจริงหรือ

คำถาม:  ตามความเชื่อถือของคนจีน เชื่อกันว่าถ้าฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษอยู่ในที่ๆ ดี จะมีบทบาทสำคัญทำให้ลูกหลานมีความเจริญก้าวหน้าร่ำรวย หรือหากฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษอยู่ในที่ที่ไม่ดีหรือไม่เป็นมงคล ลูกหลานจะประสบกับความหายนะ เท่าที่สังเกตดูก็รู้สึกว่ามีความจริงพอที่จะเชื่อถือได้ จึงอยากจะทราบว่าข้อเท็จจริง จริงๆ นั้น มันเกิดจากอะไรกันแน่? คำตอบ:  ตอนเริ่มแรกคนจีนทำฮวงซุ้ย เพื่อเหตุผลบางประการ คือ         ประการแรก เป็นวันนัดพบของหมู่ญาติ เพราะเมื่อพ่อแม่ตายแล้ว ลูกหลานแยกย้ายไปทำมาหากินต่างถิ่น มีโอกาสพบเจอกันยาก เพราะแผ่นดินจีนกว้างใหญ่ไพศาล จึงต้องกำหนดว่าควรจะมีการนัดพบกันสักปีละ 1 ครั้ง โดยคำนึงถึงความเหมาะสม คือ         1. สถานที่เหมาะสม คือ ได้บรรยากาศดี         2. เวลาเหมาะสม คือ เป็นฤดูกาลที่ไม่ใช่ช่วงทำเกษตรกรรมหรือเป็นเวลาที่ว่างงาน ซึ่งมักเป็นต้นฤดูแล้ง         ถามว่าทำไมจึงต้องพบกัน ตอบว่าควรพบกันด้วยสาเหตุใหญ่ คือ         1. ถ้าพี่น้องคนไหนตกทุกข์ได้ยาก ก็จะได้ข่าวในวันนี้ และ จะได้ช่วยเหลือกันต่อไป        2. ได้รู้ว่าความประพฤติของคนในตระกูลแต่ละรุ่น เป็นอย่างไรมีใครนอกลู่นอกทางหรือเปล่า ถ้าพบว่าใครมีความประพฤติไม่ดีจะทำอย่างไร ก็ต้องทบทวนโอวาทของเตี่ยและแม่ ซึ่งท่านสอนไม่ให้ทำชั่ว         ทีนี้ถ้าจะให้ได้บรรยากาศดี จะต้องไปทบทวนโอวาทบรรพบุรุษกันที่ไหน ก็ต้องหน้าหลุมศพเตี่ยและแม่ …

ถ้าฮวงซุ้ยดีจะทำให้ลูกหลานมีความเจริญจริงหรือ Read More »

เตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้เป็นคนแก่ที่น่าเบื่อสำหรับลูกหลาน

คำถาม:  หลวงพ่อคะ เราควรจะเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้ชีวิตในวัยแก่เฒ่าไม่เป็นคนที่น่าเบื่อสำหรับลูกหลานคะ? คำตอบ:  คนแก่มีอยู่ 2 ประเภท         ประเภทที่ 1 เรียกว่า แก่แดด แก่ลม คือเป็นประเภทที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยสร้างความดีให้เป็นชิ้นเป็นอัน ทานก็ไม่ค่อยให้ ศีลก็ไม่ค่อยรักษา การสวดมนต์เจริญภาวนา หาความรู้ทางธรรมก็ไม่สนใจ มีชีวิตผ่านไปวันหนึ่งๆ อย่างไร้คุณค่า คนแก่ประเภทนี้ เป็นคนแก่ที่น่ารำคาญ ลูกหลานไม่อยากเข้าใกล้ และคนแก่ประเภทนี้อีกนั่นแหละ ที่ก่อให้เกิดปัญหาในครอบครัวขึ้นมาก เช่น ปัญหาแตกร้าวระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ เป็นต้น         ประเภทที่ 2 เรียกว่า แก่บุญ แก่บารมี เป็นประเภทที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นอกจากจะตั้งใจทำมาหากิน และสะสมทรัพย์สมบัติเตรียมไว้ใช้จ่ายในบั้นปลายชีวิต เพื่อจะได้ไม่รบกวนคนอื่น แล้วในด้านความประพฤติ กิริยามารยาทก็ปรับปรุงตัวเองตลอดมา โดยคิดว่าวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อเราแก่ จะได้ไม่เป็นที่น่ารำคาญของลูกหลานในทางธรรมก็หมั่นศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ตั้งใจให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนา มาตามลำดับ นอกจากนี้ยังคอยให้โอวาท อบรมสั่งสอนลูกหลานอยู่เป็นประจำ         พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรียก บุคคลประเภทนี้ว่า ปูชนียบุคคลของลูกหลาน คือเป็นที่น่าเคารพน่ากราบไหว้ คนแก่ประเภทนี้มีอยู่ในครอบครัวใด ครอบครัวนั้นก็จะเป็นสุขเสมือนมีพระอยู่ในบ้าน …

เตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้เป็นคนแก่ที่น่าเบื่อสำหรับลูกหลาน Read More »

การเกิดเป็นคนนั้นยากจริงหรือ

คำถาม:  หลวงพ่อเคยเทศน์ว่าการได้เกิดเป็นคนนั้นยากแสนยาก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงมีการรณรงค์เพื่อให้มีการคุมกำเนิดกันเกือบทุกมุมโลก? คำตอบ:  ยิ่งรณรงค์กันก็ยิ่งเกิดยาก ก็ถูกแล้วนี่ ก็เป็นการยืนยันว่ามันยากไงล่ะ ถูกไหม ยิ่งเราส่งเสริมให้คุมกำเนิด คนยิ่งเกิดยากหนักขึ้นจะบอกว่า “ทำไมไม่มาเกิดกับฉันล่ะ ฉันไม่ได้คุมกำเนิด แล้วฉันก็ทำบุญทำทานมาก รวยนะ” แหม..มาเกิดด้วยไม่ได้หรอก ยังบุญไม่พอขอทำความดีให้มากๆ ก่อน รอให้สร้างบุญให้มากกว่านี้อีกนิด แล้วจะมาเกิดด้วยตอนโน้น…         ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาคนอื่น ไปเกิดกับคนอื่นให้รู้แล้วรู้รอดไปฉันจะได้ไม่ต้องมาเลี้ยงคุณ…ตกลงต้องไปเกิดแถวทวีปที่เขาไม่ได้คุมกำเนิด ไปเกิดตามป่าตามเขา จะมีโอกาสสร้างบุญเพิ่มหรือเปล่าก็ไม่รู้         เกิดยากแล้วยังประคองชีวิตให้อยู่ในศีลในธรรมก็ยากอีก ถ้าพลั้งพลาดไปทำความผิดความชั่ว แล้วอีกกี่ชาติล่ะจะได้เกิดเป็นคนมีชีวิตในสังสารวัฏฏ์ ยังไม่หมดกิเลส ภพชาติในเบื้องหน้าอาจได้เกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉาน หรือสัตว์นรกก็ได้ ถ้ามีบุญมากติดตัวไป อาจได้เกิดเป็นเทวดา พรหม ฯลฯ         การที่จะได้เกิดเป็นอะไรขึ้นอยู่กับกำลังบุญ กำลังบาปที่นำไปเกิด ถ้ากำลังบุญมากพอที่จะเป็นมนุษย์ ก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่คนเราส่วนมากไม่รู้ความจริงเรื่องโลกและชีวิต จึงดูเบาว่าการทำบาปของตนนั้นเล็กน้อย คงไม่มีผลถึงภพชาติเบื้องหน้า จึงพลาดพลั้งทำบาป คือผิดศีล 5 กันเป็นปกติ และมักผลัดวันประกันพรุ่งไม่ยอมทำบุญ เป็นเหตุให้เมื่อตายแล้ว ต้องไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์เสียมากต่อมาก หลวงพ่อจึงเทศน์ว่า การเกิดเป็นคนนั้นแสนยาก คุณฟังเทศน์แบบฟังบางประโยคก็เลยเข้าใจผิดอย่างนี้แหละ …

การเกิดเป็นคนนั้นยากจริงหรือ Read More »

ขอนับถือแค่พระพุทธกับพระธรรม เลิกนับถือพระสงฆ์ได้หรือไม่

คำถาม:  พระเดี๋ยวนี้ทำตัวไม่น่ากราบ ไม่น่าไหว้ ไม่น่าเลื่อมใส ผมจะขอนับถือแค่พระพุทธกับพระธรรม เลิกนับถือพระสงฆ์จะได้ไหมครับ? คำตอบ:  การที่คนใดคนหนึ่งจะสามารถนับถือพระธรรมได้ มีข้อแม้สำคัญอยู่อย่างหนึ่งว่า ผู้นั้นจะต้องเป็นบุคคลประเภทที่ว่า ไม่ชอบจับผิดคนอื่น แต่พยายามแสวงหาความดีที่มีอยู่ในตัวของบุคคลอื่นให้พบตามความเป็นจริง         คำถามของคุณที่ถามว่า จะเลิกนับถือพระสงฆ์ จะเคารพแต่พระพุทธกับพระธรรมเท่านั้นจะได้ไหม ตอบว่าไม่ได้ เพราะที่คุณบอกว่าพระสงฆ์ไม่ค่อยจะดีอย่างนั้นอย่างนี้มันฟ้องว่า คุณเองมีนิสัยชอบจับผิดคนอื่น ขาดความสังเกตที่ดี และสรุปอะไรง่ายเกินไป พระสงฆ์ทั่วเมืองไทยมีตั้ง 2-3 แสนรูป คุณเองรู้จักพระสงฆ์สักกี่รูปเชียว อย่างมากหลวงพ่อให้คุณสัก 1000 รูป ถ้าคุณเห็นพระสงฆ์ที่ไม่ดีมา 1000 รูป แล้วอีกตั้ง 3 แสนที่ดีๆ จะว่าอย่างไร?         คุณมีนิสัยจับผิดอย่างนี้ ชาตินี้หาพระดีๆ ไม่พบหรอก คุณปิดใจจนใจบอดไปเอง หลวงพ่อว่าคุณควรฝึกการมองเสียใหม่ มองเข้าไปในวัด แล้วทำใจให้เหมือนมองเข้าไปในสถาบันการศึกษาทางโลก คุณจะพบว่าในสถาบันการศึกษาทางโลกมีคนอยู่ 2 ประเภท ได้แก่         ประเภทที่ 1 คือ นักเรียน ซึ่งเข้ามาศึกษาหาความรู้         ประเภทที่ …

ขอนับถือแค่พระพุทธกับพระธรรม เลิกนับถือพระสงฆ์ได้หรือไม่ Read More »

การสอนให้มองโลกในแง่ร้าย อะไรก็ไม่เที่ยง ไม่ยินดียินร้ายใดๆ

คำถาม:  ข้อความทั้งหมดนี้จริงหรือไม่ ถ้าจริงคนเราก็ควรมาอยู่วัดให้หมด เลิกทำงานได้แล้ว คือ         1. สอนให้สุนทรีไม่มีสมบัติเกินจำเป็น         2. มองโลกในแง่ร้าย อะไรก็ไม่เที่ยง         3. ฝืนธรรมชาติไม่มีเมีย ไม่มีความรู้สึก ไม่ยินดียินร้ายใดๆ         4. ให้ความหวังอันยาวนาน คือ ไปนิพพาน         5. ท่องอยู่คำเดียวว่า ตาย ตาย แล้วก็ตาย คำตอบ:  ลูกเอ๋ย ทั้งหมดที่พูดมานั้น หลวงพ่อขออธิบายพอสังเขปนะ         ข้อ 1 สุนทรี คือความดีงาม งดงาม ความดีเป็นสิ่งที่งดงามควรกระทำ ความร้ายกาจต่างๆ เป็นความไม่สุนทรี ไม่ควรทำ และความร้ายกาจต่างๆ จะเกิดขึ้นมาได้เมื่อคนเริ่มขาดสุนทรี เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้มีสุนทรีอย่างน้อยต้องมีศีลห้าเป็นพื้นฐาน คนที่มีศีลห้าเป็นพื้นฐานจึงจะมีสุนทรี ยิ่งมีศีลแปดยิ่งสุนทรีมากยิ่งขึ้นไปอีก อีกอย่างหนึ่งคือ สมบัติเมื่อมีมากจนเกินไป จะต้องคอยเป็นห่วง ตามซ่อมแซมดูแลรักษา ทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น แทนที่จะสะดวกสบาย         ข้อ 2 หลวงพ่อสอนให้มองโลกว่าไม่เที่ยง เป็นการสอนให้มองโลกในแง่ร้ายหรือ? หลวงพ่อไม่ได้สอนให้มองโลกในแง่ร้ายนะ …

การสอนให้มองโลกในแง่ร้าย อะไรก็ไม่เที่ยง ไม่ยินดียินร้ายใดๆ Read More »

วิธีหายเครียดที่แท้จริง

คำถาม:  ทำอย่างไรจึงจะหายเครียดได้อย่างแท้จริง และเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ? คำตอบ:  วิธีคลายความเครียดที่ดีที่สุด คือ การฝึกสมาธิ(Meditation)เป็นประจำ แต่คนส่วนมากมักจะหาวิธีคลายความเครียดด้วยการไปดูหนังดูละครบ้าง ใช้ยาระงับประสาทคลายความเครียดบ้าง บางทีก็เล่นไพ่หวังจะคลายความเครียดบ้าง         การทำอย่างนี้เป็นการแก้ที่ไม่ถูกจุด กลับกลายเป็นการสะสมความเครียดลึกๆ เอาไว้ในใจ เช่น การดูหนังดูละคร นอกจากเสียทรัพย์แล้ว ในบางครั้งถ้าไม่ระมัดระวังให้ดีไปดูเรื่องที่ไม่สมควรเข้า เช่น เรื่องเสื่อมเสียศีลธรรมต่างๆ ก็จะยิ่งเพิ่มความเครียด ความขุ่นมัว ความหยาบของใจเข้าไปอีก         การใช้ยาระงับประสาทก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ระวัดระวังก็จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน ประสิทธิภาพการคิดต่ำลง แม้ที่สุดการพนันแบบเล่นๆ ไม่เอาเงินเอาทองกัน ก็ไม่ควรเพราะเป็นการเพิ่มความเครียดอีกรูปแบบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว รวมทั้งอาจเพาะนิสัยมีเหลี่ยมมีคูเพิ่มขึ้นมาอีกก็ได้         วิธีคลายความเครียดที่ถูกต้อง จะต้องมีผลให้การทำงานทางจิตมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทนต่อความเครียดได้ เมื่อถึงเวลาใช้ความคิด ก็คิดได้นาน คิดได้ต่อเนื่องโดยไม่มีอาการอ่อนล้า คิดได้ลึกซึ้งละเอียดลออ รอบคอบ ซึ่งวิธีคลายเครียดที่จะให้ได้ผลอย่างนี้ มีอยู่วิธีเดียว คือ การทำสมาธิ         การทำสมาธิมีอยู่หลายวิธี แต่วิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ คือ ทุกคืนก่อนนอนให้นั่งในท่าที่สบายที่สุด อาจจะเป็นนั่งเก้าอี้ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิก็ได้ แต่ไม่ควรนั่งพิง แล้วก็หลับตานิ่งๆ …

วิธีหายเครียดที่แท้จริง Read More »

ความแตกต่างระหว่างคนใจใหญ่กับคนไม่รู้จักประมาณตน

คำถาม:  อยากจะเรียนถามหลวงพ่อว่า คนใจใหญ่ กับคนที่ไม่รู้จักประมาณตนนี้ ต่างกันอย่างไร? คำตอบ:  ต่างกันมาก คนใจใหญ่ คือคนที่เมื่อรู้ว่าตัวเองมีความสามารถขนาดไหนก็ทำเต็มที่เต็มความสามารถของตัว ทั้งๆ ที่รู้ว่า ถ้าตัวเองจะทำเพียงเล็กน้อยก็เอาตัวรอดได้แล้ว แต่ด้วยความใจใหญ่ของเขาจึงชอบทุ่มสุดตัว มีความสามารถเท่าไรก็ทุ่มเทลงไปหมด เพื่อคนอื่นจะได้พลอยอาศัย พลอยมีความสุขตามไปด้วย         ส่วน คนที่ไม่รู้จักประมาณตน คือคนที่ไม่รู้จักว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหน แล้วอุตริไปทำงานใหญ่ๆ ทั้งที่ความจริงมีความสามารถอยู่แค่หยิบมือเดียว ผลที่สุดก็เลยทำไม่สำเร็จ อย่างนี้เรียกว่าไม่รู้จักประมาณตน         ต่างกับคนใจใหญ่ที่รู้ความสามารถของตัวแล้วทำเต็มความสามารถเลย ทำโดยไม่ออมกำลัง เมื่อทำไปแล้ว ผลประโยชน์นั้น เกิดแก่ตัวเองก็ยินดี คนอื่นพลอยได้ประโยชน์ด้วยก็เต็มใจให้เขาได้อย่างนี้ เรียกว่าคนใจใหญ่         เรามาเป็นคนใจใหญ่เหมือนภูเขา ใจกว้างเหมือนมหาสมุทรกันดีกว่า เพื่อว่าจะได้ใช้ความสามารถที่เรามีอยู่ ทำคุณประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติอย่างเต็มที่ เราลงมือทำทั้งทีทำอะไรก็ขอให้ทำเต็มกำลัง ไม่ใช่ทำอย่างออมกำลัง โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

การเป็นคนโกรธง่ายจะแก้ไขด้วยวิธีใด

คำถาม:  มีหลายคนเตือนว่า ลูกเป็นคนโกรธง่าย โดยเฉพาะเวลาที่ถูกเพื่อนๆ เตือน จะแก้ไขอย่างไรดีเจ้าคะ? คำตอบ:  ความโกรธมักจะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้ดังใจต้องการ เช่นเวลาขอให้คนอื่นช่วยทำงานให้ พอเขาทำไม่ได้ดังใจเข้า เราก็ชักจะโกรธ แม้ที่สุดเวลาทำอะไรให้ตัวเอง แต่ไม่ได้ดังใจต้องการ ก็ยังโกรธตัวเอง บางคนสุขภาพไม่ดีก็จะหงุดหงิด มักจะโกรธง่าย         เมื่อเป็นเช่นนี้ เราต้องหาสาเหตุก่อนว่าโกรธเพราะไม่ได้ดังใจ หรือเพราะสุขภาพไม่ดี แล้วแก้ไขให้ตรงเหตุ ส่วนเรื่องโกรธเวลาเพื่อนเตือนนี่ เราจะต้องพยายามเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ ต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า “ผู้ที่ตักเตือนเราคือ ผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้เรา” พร้อมกันนั้น ก็ให้นึกทบทวนดูด้วยว่า สิ่งที่เขาตักเตือนเรานั้นจริงหรือไม่ เราควรต้องขอบคุณเขา เพราเขากล้าเสี่ยงต่อการที่จะถูกเราโกรธเนื่องจากเขาหวังดีต่อเรา         การยอมรับคำตักเตือนของเพื่อน แล้วหันมาพิจารณาสำรวจแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเองให้เป็นคนอารมณ์ดี ไม่มักโกรธเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการพัฒนาตนแล้ว ยังรักษามิตรภาพไว้ได้อย่างเหนียวแน่นอีกด้วย โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

ซื้อของเงินผ่อนดีไหม

คำถาม:  เป็นการสมควรหรือไม่ที่จะซื้อของด้วยเงินผ่อน? คำตอบ:  ความสุขอีกอย่างหนึ่งของคน อยู่ที่การไม่มีหนี้ ถ้ามีหนี้เมื่อไร พอเจอหน้าเจ้าหนี้เท่านั้นแหละเดินหน้าเหี่ยวเลย กลัวถูกทวงหนี้ แม้ที่สุดนอนก็ไม่ค่อยจะหลับ เหมือนหนี้มันมาค้ำตา         การซื้อของเงินผ่อนจึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง แต่อาจจะมีข้อยกเว้นบ้าง ในกรณีที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เช่น ไม่มีบ้านจะอยู่ การเคหะฯ เขามีบ้านให้ซื้อเงินผ่อน เขามีหลักการดี และเป็นองค์กรของรัฐบาล เชื่อว่าไม่โกงเรา แล้วเราก็มีความสามารถพอที่จะผ่อนได้ ก็ผ่อนไป ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวชาตินี้ไม่มีที่อยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าไปผ่อนบ้านที่ใหญ่โตเกินเหตุ ก็ไม่สมควร ควรให้พอสมกับฐานะและรายได้ของตน         ของใช้อย่างอื่นๆ ก็เหมือนกัน โซฟาชุดรับแขกในบ้านของเราไม่มี เพราะเรามันจนก็ใช้เสื่อไปก่อน ใครมาบ้านฉันก็ให้รู้ว่าฉันใช้เสื่อ ถ้าอยากนั่งโซฟาดีๆ ช่วยซื้อมาฝากด้วย ยินดีรับ…อย่างนี้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ไม่ต้องนอนผวา อย่าไปหน้าใหญ่นัก อย่าเพาะต้นหนี้ให้ดอกเบี้ยบานท่วมต้นโดยไม่จำเป็นจริงๆ         โดยธรรมชาติสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตมี 4 อย่างด้วยกัน คือ         1. ข้าวปลาอาหาร ถ้าไม่กินก็ตาย ไม่มีแรงทำงาน ทำให้เจ็บไข้ไม่สบาย ใครจะซื้อผ่อนข้าวกินก็ไม่ว่า         2. เสื้อผ้า ใครจะซื้อผ่อนเสื้อผ้าต้องคิดดูก่อนนะ ถ้าในกรณีเราเข้างานใหม่ๆ …

ซื้อของเงินผ่อนดีไหม Read More »

คนที่ชอบคิดถึงความตายบ่อยๆจะเป็นอย่างไรบ้าง

คำถาม:  คนที่ชอบคิดถึงความตายบ่อยๆ จะเป็นอย่างไรบ้างคะ? คำตอบ:  การนึกถึงความตายบ่อยๆ ก็มี 2 กรณี         กรณีที่ 1 นึกไม่เป็น นึกว่าไม่ช้าก็ตาย เลยไม่อยากทำอะไร อยู่ไปวันๆ นอนรอความตายอยู่เฉยๆ ไม่อยากทำความดี         กรณีที่ 2 นึกเป็น นึกว่าอย่างไรเสียก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นก่อนตายจะต้องใช้ชีวิต ใช้ร่างกายของเรานี้ให้คุ้มค่า จึงทุ่มชีวิตจิตใจทำความดี ให้มีความดีติดตัวไปมากๆ         ทำดีก็ตาย ทำชั่วก็ตาย ขี้เกียจก็ตาย ขยันก็ตาย ฉลาดก็ตาย โง่ก็ตาย เศรษฐีก็ตาย ขอทานก็ตาย ทุกคนต้องตายหมด แต่ความตายไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของชีวิต ทุกชีวิตเกิดมามีเป้าหมายเพื่อสร้างบุญบารมี เพราะฉะนั้นเมื่อยังไม่หมดกิเลสก็ควรทำดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปจนถึงวันตาย คิดอย่างนี้ และทำอย่างนี้ย่อมดีที่สุด โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

พอจะมีธรรมะแบบสรุปสั้นๆบ้างหรือไม่

คำถาม:  หลวงพ่อคะ ธรรมะทั้งหลายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งหมดนี้ มากมายเหลือเกิน แต่ที่สรุปลงให้สั้นๆ มีบ้างไหมคะ? คำตอบ:  พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้แล้วว่า ธรรมะทั้งหมดที่พระองค์ตรัสไว้ตลอด 45 พรรษา รวมแล้วได้ 84,000 ข้อ มีปรากฏในพระไตรปิฎก แต่เมื่อสรุปแล้วเหลือเพียง 1 ข้อ คือ ความไม่ประมาท ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในปัจฉิมโอวาท หรือโอวาทครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน มีใจความว่า         “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กิจอันใดที่พระศาสดาแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ซึ่งกระทำเพื่อสาวกทั้งหลาย ด้วยความอนุเคราะห์เอ็นดู กิจทั้งหมดนั้น เราได้ทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขาร ทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอเธอทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวง ให้ถึงพร้อมด้วยความมิประมาทเถิด”         จากคำสอนโดยสรุปของพระองค์ เท่ากับเตือนสติให้พวกเราทุกคนได้รู้ว่า ตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลส และตราบที่เรายังไม่สามารถทำใจให้สงบเข้าถึงธรรมกาย ทำให้หมดกิเลสเข้าถึงพระนิพพานได้แล้ว ตราบนั้นเราก็ยังเป็นผู้ประมาทอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ต่างกันแต่ว่าใครจะประมาทมากน้อยต่างกันอย่างไร         แล้วถ้าจะทำความไม่ประมาทให้เกิดแก่ตัวเอง ก็จะต้องเริ่มตั้งแต่ละชั่ว ทำความดี ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ซึ่งการกระทำทั้ง 3 ประการนี้ ถ้าทำให้สมบูรณ์ โดยเต็มกำลังความสามารถของเราแล้ว …

พอจะมีธรรมะแบบสรุปสั้นๆบ้างหรือไม่ Read More »