หลวงพ่อทัตตชีโว

ภิกษุณีจะมีอีกได้ไหม

คำถาม:  หลวงพ่อคะภิกษุณีจะมีอีกได้ไหม? คำตอบ:  เคยมีผู้แสดงความคิดเห็นว่า ในการพัฒนาบุคลากรของชาติและศาสนา ผู้หญิงเก่งๆ ขณะนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าได้มาบวชเป็นพระ ก็น่าจะช่วยทำให้งานพระศาสนารุดหน้าไปอีกกว้างไกล และคงจะทำให้สังคมมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น         เรื่องนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงคิดไว้แล้ว พระพุทธศาสนาอยู่ในลักษณะของบริษัทใหญ่ อันประกอบด้วยหุ้นส่วน 4 หุ้น คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบากสก อุบาสิกา         ภิกษุณีนั้นมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่ว่าสูญไปนานแล้ว จนสิ้นเชื้อสาย จะกลับมารื้อฟื้นบวชใหม่ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีภิกษุณีเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ การบวชของพระภิกษุก็เหมือนกัน ถ้าปล่อยให้พระภิกษุหมดไปจากโลกในวัดใด วันต่อมาถึงใครอยากบวช ก็ไม่รู้จะบวชอย่างไร เพราะไม่มีเชื้อสายเหลืออยู่         สมมติว่าในภายภาคหน้า โลกนี้ไม่มีพระภิกษุแม้แต่รูปเดียวแต่มีผู้ไปอ่านพระไตรปิฏก พบว่าพระภิกษุ แล้วเกิดอยากบวชเป็นพระภิกษุขึ้นมา ก็คงทำไม่ได้ เพราะไม่มีผู้บวชให้ ก็ไม่ได้ผิดวินัย ซึ่งตัวคนนั้นจะรู้ตัวเองว่าไม่ใช่พระ คงพอนึกภาพออกนะ         เช่นกัน ภิกษุณีได้หมดไปจากพุทธศาสนจักร เมื่อประมาณ พ.ศ. 300 ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ครั้นจะมาบวชอีกก็ยาก เพราะตามพุทธบัญญัติ ต้องอาศัยปวัตตินี คือภิกษุณีเถรีที่ทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของภิกษุณีบวชให้ด้วย จึงจะถูกต้องตามพุทธบัญญัตินะ         …

ภิกษุณีจะมีอีกได้ไหม Read More »

การสวดมนต์สวดเฉพาะคำแปลภาษาไทยได้หรือไม่

คำถาม:  การสวดมนต์ทำวัตรเย็น ถ้าไม่ท่องเป็นภาษาบาลี แต่ท่องเฉพาะคำแปลที่เป็นภาษาไทยจะได้หรือไม่? คำตอบ:  ได้ ท่องเข้าไปเถอะ กลัวจะไม่ท่องมากกว่า เห็นหลายคนชอบอ้างกันนักว่า “อุ๊ย..บาลีท่องไม่รู้เรื่อง ไม่ท่องละ..” ถ้าอย่างนั้นท่องภาษาไทยซิ “โอ๊ย..มันก็ไม่ค่อยว่าง ต้องทำมาหากิน”         ตกลงทั้งชาติเลย ไม่ได้ท่องอะไรทั้งนั้น เอาเถอะจะท่องแต่บาลีก็ท่อง จะท่องทั้งภาษาไทยและภาษาบาลีก็ยิ่งดี จะท่องอะไรก็ท่องเถอะนะ ขืนรีรอ มันโอ้เอ้อยู่เดี๋ยวไม่ทันได้ท่อง ตายเสียก่อนนะ แล้วจะว่าหลวงพ่อไม่เตือนไม่ได้นะ โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

สวดมนต์โดยไม่รู้คำแปล จะได้อานิสงส์เหมือนกับคนที่สวดแล้วรู้ความหมายไหม

คำถาม:  การสวดมนต์เป็นภาษาบาลี คนที่ไม่รู้ภาษาบาลีไม่รู้คำแปล สวดไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ จะได้อานิสงส์เหมือนกันกับคนที่สวดแล้วเข้าใจคำแปลไหมครับ? คำตอบ:  ได้เหมือนกัน แต่ไม่เท่ากัน ผู้ที่สวดมนต์โดยไม่รู้คำแปลจะได้อานิสงส์ระดับหนึ่ง ท่านใช้คำว่าเป็นบุญกิริยา คือความประพฤติอันเป็นที่ตั้งแห่งบุญ เกิดไปกี่ภพกี่ชาติก็ไม่ห่างวัด         ส่วนผู้ที่สวด แล้วรู้คำแปลด้วยจะได้มากกว่า คือได้ปัญญาเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นใครที่สวดมนต์ได้แล้ว แต่ยังไม่รู้คำแปล ควรไปศึกษาให้รู้ให้เข้าใจเสีย เพราะได้แปลไว้ให้ในหนังสือสวดมนต์ด้านหลังเรียบร้อยแล้ว โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา

การสอนให้มองโลกในแง่ร้าย อะไรก็ไม่เที่ยง ไม่ยินดียินร้ายใดๆ

คำถาม:  ข้อความทั้งหมดนี้จริงหรือไม่ ถ้าจริงคนเราก็ควรมาอยู่วัดให้หมด เลิกทำงานได้แล้ว คือ         1. สอนให้สุนทรีไม่มีสมบัติเกินจำเป็น         2. มองโลกในแง่ร้าย อะไรก็ไม่เที่ยง         3. ฝืนธรรมชาติไม่มีเมีย ไม่มีความรู้สึก ไม่ยินดียินร้ายใดๆ         4. ให้ความหวังอันยาวนาน คือ ไปนิพพาน         5. ท่องอยู่คำเดียวว่า ตาย ตาย แล้วก็ตาย คำตอบ:  ลูกเอ๋ย ทั้งหมดที่พูดมานั้น หลวงพ่อขออธิบายพอสังเขปนะ         ข้อ 1 สุนทรี คือความดีงาม งดงาม ความดีเป็นสิ่งที่งดงามควรกระทำ ความร้ายกาจต่างๆ เป็นความไม่สุนทรี ไม่ควรทำ และความร้ายกาจต่างๆ จะเกิดขึ้นมาได้เมื่อคนเริ่มขาดสุนทรี เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้มีสุนทรีอย่างน้อยต้องมีศีลห้าเป็นพื้นฐาน คนที่มีศีลห้าเป็นพื้นฐานจึงจะมีสุนทรี ยิ่งมีศีลแปดยิ่งสุนทรีมากยิ่งขึ้นไปอีก อีกอย่างหนึ่งคือ สมบัติเมื่อมีมากจนเกินไป จะต้องคอยเป็นห่วง ตามซ่อมแซมดูแลรักษา ทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น แทนที่จะสะดวกสบาย         ข้อ 2 หลวงพ่อสอนให้มองโลกว่าไม่เที่ยง เป็นการสอนให้มองโลกในแง่ร้ายหรือ? หลวงพ่อไม่ได้สอนให้มองโลกในแง่ร้ายนะ …

การสอนให้มองโลกในแง่ร้าย อะไรก็ไม่เที่ยง ไม่ยินดียินร้ายใดๆ Read More »

สีจีวรพระ

คำถาม:  ดิฉันเคยได้ฟังมาว่า จีวรพระไม่ใช่สีส้มสด ขอความกรุณาหลวงพ่ออธิบายด้วยค่ะ? คำตอบ:  ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมา สีจีวรของพระท่านให้ใช้สีย้อมฝาด คือ สีย้อมผ้าที่ได้จากยางไม้ หรือจากแก่นของต้นขนุน แต่ในปัจจุบันมองรอบตัวจะหาต้นไม้ใหญ่ๆ ขนาดมีแก่นได้สักกี่ต้นกัน         ฉะนั้นเราก็เลยต้องใช้สีที่ช่างเขาทำกันขึ้นมา ซึ่งก็ได้แค่สีใกล้เคียงจะให้เป็นมาตรฐาน เหมือนกันหมดทุกวัดนั้นแสนยาก แม้ในสมัยพุทธกาลที่ท่านให้ใช้สีที่ย้อมจากยางไม้หรือแก่นไม้ขนุน พอลงมือย้อมต่างก็ย้อมกันเอาเอง จึงไม่สามารถกำหนดสีมาตรฐานลงไปได้ ตกลงเลยเอาเป็นว่าขอให้เป็นสีย้อมจากแก่นไม้จากยางไม้สีเหลืองๆ ก็แล้วกัน แต่ที่แน่ๆ คือไม่ใช่แม่สีล้วนๆ และไม่ใช่สีเหลืองอ๋อยเพียงสีเดียวแต่เป็นลักษณะสีผสม         ถ้าเดี๋ยวนี้ใครยังเคร่งครัดใช้สีย้อมจากยางไม้ แบบสมัยพุทธกาลคงยุ่งยากไม่น้อย จะบวชพระสักรูป ต้องไปโค่นต้นขนุนมาย้อมจีวรกันก็บอกว่า ไม่มีต้นขนุนจะให้โค่นแล้ว ต้องเอาสีที่มีอยู่ในท้องตลาดนี่แหละมาใช้ ขอเพียงว่าไม่ใช่แม่สีเหลืองอ๋อย แต่ว่ามีสีใกล้เคียง ถ้าคล้ายกับสีที่ย้อมจากแก่นไม้ก็อนุโลมใช้กันไป เราจะไปกำหนดสีนั้นสีนี้ให้ตายตัวคงไม่ได้         เรื่องนี้ต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงก็แล้วกันว่า เราจะไม่ใช้แม่สี เวลาย้อมสีจีวรก็เอาหลายสีผสมกัน ไม่ใช้สีใดโดยเฉพาะ แต่ก็อย่าให้ออกสีดำหรือสีคล้ำจนเกินไป และไม่ให้เป็นสีเหลืองอ๋อยชัดๆ ก็คงทำได้เท่านั้นเอง         สำหรับจีวรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามที่บันทึกไว้ บอกว่า ออกเป็นสีเหลืองทองที่เรียกว่า “สิงคีวรรณ” สิงคี แปลว่า เปลวไฟ หรือทอง คือสีเหมือนเปลวไฟ อยากจะเห็นว่าเป็นอย่างไรลองไปก่อไฟดู ไฟมันเป็นเปลวออกสีเหลืองทองๆ …

สีจีวรพระ Read More »

ขอนับถือแค่พระพุทธกับพระธรรม เลิกนับถือพระสงฆ์ได้หรือไม่

คำถาม:  พระเดี๋ยวนี้ทำตัวไม่น่ากราบ ไม่น่าไหว้ ไม่น่าเลื่อมใส ผมจะขอนับถือแค่พระพุทธกับพระธรรม เลิกนับถือพระสงฆ์จะได้ไหมครับ? คำตอบ:  การที่คนใดคนหนึ่งจะสามารถนับถือพระธรรมได้ มีข้อแม้สำคัญอยู่อย่างหนึ่งว่า ผู้นั้นจะต้องเป็นบุคคลประเภทที่ว่า ไม่ชอบจับผิดคนอื่น แต่พยายามแสวงหาความดีที่มีอยู่ในตัวของบุคคลอื่นให้พบตามความเป็นจริง         คำถามของคุณที่ถามว่า จะเลิกนับถือพระสงฆ์ จะเคารพแต่พระพุทธกับพระธรรมเท่านั้นจะได้ไหม ตอบว่าไม่ได้ เพราะที่คุณบอกว่าพระสงฆ์ไม่ค่อยจะดีอย่างนั้นอย่างนี้มันฟ้องว่า คุณเองมีนิสัยชอบจับผิดคนอื่น ขาดความสังเกตที่ดี และสรุปอะไรง่ายเกินไป พระสงฆ์ทั่วเมืองไทยมีตั้ง 2-3 แสนรูป คุณเองรู้จักพระสงฆ์สักกี่รูปเชียว อย่างมากหลวงพ่อให้คุณสัก 1000 รูป ถ้าคุณเห็นพระสงฆ์ที่ไม่ดีมา 1000 รูป แล้วอีกตั้ง 3 แสนที่ดีๆ จะว่าอย่างไร?         คุณมีนิสัยจับผิดอย่างนี้ ชาตินี้หาพระดีๆ ไม่พบหรอก คุณปิดใจจนใจบอดไปเอง หลวงพ่อว่าคุณควรฝึกการมองเสียใหม่ มองเข้าไปในวัด แล้วทำใจให้เหมือนมองเข้าไปในสถาบันการศึกษาทางโลก คุณจะพบว่าในสถาบันการศึกษาทางโลกมีคนอยู่ 2 ประเภท ได้แก่         ประเภทที่ 1 คือ นักเรียน ซึ่งเข้ามาศึกษาหาความรู้         ประเภทที่ …

ขอนับถือแค่พระพุทธกับพระธรรม เลิกนับถือพระสงฆ์ได้หรือไม่ Read More »

ทำไมสภาธรรมกาย ถึงมีแต่เสาข้างๆ ไม่มีเสาตรงกลาง

คำถาม:  การสร้างศาลาสภาธรรมกายใช้เสาเพียงแต่ต้นข้างๆ ทำไมไม่มีเสากลางแล้วจะแข็งแรง 100% หรือเปล่า มันจะไม่ยุบลงมาทับพวกเราหรือนี่ (พระเรียนถามมา) คำตอบ:  สำหรับเสาหลังคาแบบนี้ ความที่เราไม่ต้องการให้มีเสากลางให้เกะกะ ลักษณะทรงหลังคา จึงสร้างให้มีแรงถีบไปที่เสา 2 ข้าง คือเราแก้ปัญหาโดยที่มีลวดสลิงดึงรั้งอยู่         เราได้คำนวณการับแรงกดของมันไว้ และยังเผื่อไว้อีกหนึ่งเท่าด้วย เรื่องยุบลงมาไม่ต้องห่วง นอกจากนี้แล้วส่วนโครงข้างบนระหว่างห้องเรายังมีการผลัก ที่เขาเรียกว่าเบสซิ่ง ไม่ให้มีการเคลื่อนตัวหรือบิดตัว เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องยุบเรื่องพังก็จะไม่เกิดขึ้น         ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเสาทั้ง 2 ข้าง แต่ละต้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แล้วที่ข้างบนยังมีลวดเหล็กเรียกว่า เหล็กถัก (เหล็กถัก = Tuss) ถักกันไปถักกันมาอย่างนี้รับแรงกดได้ดี         คราวนี้แรงที่เหล็กมันกดลงมานี้จะลงไปที่ไหน ตอบว่าน้ำหนักเหล็กที่กดลงมามันก็ถีบเสานี่ถ่างออกไป แบะออกไป แต่เราวางเหล็กอันนี้ไว้บนหัวเสา แล้วก็มีสลิงดึงหัวเสาเอาไว้อีกด้วย ไม่ให้ถูกถีบจนแบะสลิงที่ดึงก็ที่แขวนหลอดไฟฟ้าเอาไว้ด้วยนั่นแหละ สายไฟก็พันตามสายสลิง เพราะฉะนั้นการมีสลิงนี่ก็เผื่อเอาไว้สำหรับใช้ติดอุปกรณ์แสงเสียงด้วย และขึงเอาไว้ไม่ให้เหล็กถักข้างบนมันถีบเสาถ่างออกไปด้วย คำนวณกันเรียบร้อยแล้ว ปลอดภัยแน่นอน ไม่ต้องกลัวนะครับ         หลวงพ่อ หลวงพี่ อยู่ตามจังหวัดต่างๆ หรือแม้ในชนบทขณะนี้มีพวกวิทยาลัยเกี่ยวกับการก่อสร้างมากมาย วิทยาเหล่านี้มีครูอาจารย์ที่จบวิศวะฯ จบก่อสร้าง เหมือนหลวงพี่ที่ก่อสร้างอาคารหลังนี้นั่นแหละ …

ทำไมสภาธรรมกาย ถึงมีแต่เสาข้างๆ ไม่มีเสาตรงกลาง Read More »

การเกิดเป็นคนนั้นยากจริงหรือ

คำถาม:  หลวงพ่อเคยเทศน์ว่าการได้เกิดเป็นคนนั้นยากแสนยาก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงมีการรณรงค์เพื่อให้มีการคุมกำเนิดกันเกือบทุกมุมโลก? คำตอบ:  ยิ่งรณรงค์กันก็ยิ่งเกิดยาก ก็ถูกแล้วนี่ ก็เป็นการยืนยันว่ามันยากไงล่ะ ถูกไหม ยิ่งเราส่งเสริมให้คุมกำเนิด คนยิ่งเกิดยากหนักขึ้นจะบอกว่า “ทำไมไม่มาเกิดกับฉันล่ะ ฉันไม่ได้คุมกำเนิด แล้วฉันก็ทำบุญทำทานมาก รวยนะ” แหม..มาเกิดด้วยไม่ได้หรอก ยังบุญไม่พอขอทำความดีให้มากๆ ก่อน รอให้สร้างบุญให้มากกว่านี้อีกนิด แล้วจะมาเกิดด้วยตอนโน้น…         ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาคนอื่น ไปเกิดกับคนอื่นให้รู้แล้วรู้รอดไปฉันจะได้ไม่ต้องมาเลี้ยงคุณ…ตกลงต้องไปเกิดแถวทวีปที่เขาไม่ได้คุมกำเนิด ไปเกิดตามป่าตามเขา จะมีโอกาสสร้างบุญเพิ่มหรือเปล่าก็ไม่รู้         เกิดยากแล้วยังประคองชีวิตให้อยู่ในศีลในธรรมก็ยากอีก ถ้าพลั้งพลาดไปทำความผิดความชั่ว แล้วอีกกี่ชาติล่ะจะได้เกิดเป็นคนมีชีวิตในสังสารวัฏฏ์ ยังไม่หมดกิเลส ภพชาติในเบื้องหน้าอาจได้เกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉาน หรือสัตว์นรกก็ได้ ถ้ามีบุญมากติดตัวไป อาจได้เกิดเป็นเทวดา พรหม ฯลฯ         การที่จะได้เกิดเป็นอะไรขึ้นอยู่กับกำลังบุญ กำลังบาปที่นำไปเกิด ถ้ากำลังบุญมากพอที่จะเป็นมนุษย์ ก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่คนเราส่วนมากไม่รู้ความจริงเรื่องโลกและชีวิต จึงดูเบาว่าการทำบาปของตนนั้นเล็กน้อย คงไม่มีผลถึงภพชาติเบื้องหน้า จึงพลาดพลั้งทำบาป คือผิดศีล 5 กันเป็นปกติ และมักผลัดวันประกันพรุ่งไม่ยอมทำบุญ เป็นเหตุให้เมื่อตายแล้ว ต้องไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์เสียมากต่อมาก หลวงพ่อจึงเทศน์ว่า การเกิดเป็นคนนั้นแสนยาก คุณฟังเทศน์แบบฟังบางประโยคก็เลยเข้าใจผิดอย่างนี้แหละ …

การเกิดเป็นคนนั้นยากจริงหรือ Read More »

ทำไมคำนำหน้าที่ใช้เรียกเจ้าอาวาสแต่ละวัดจึงไม่เหมือนกัน

คำถาม:  ทำไมเจ้าอาวาสบางวัดจึงใช้คำนำหน้าว่าพระอธิการ ทำไมจึงไม่ใช้ว่าเจ้าคุณ หรือสมเด็จเหมือนบางวัด? คำตอบ:  พระภิกษุโดยทั่วไปที่ไม่มีสมณศักดิ์ ถ้าเป็นเจ้าอาวาสท่านให้เรียกว่าพระอธิการ ทุกวัด ถ้ามีสมณศักดิ์ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานสมณศักดิ์ให้แล้วจึงจะมีคำนำหน้า เช่น เป็นพระครู เป็นพระปลัด จนกระทั่งเป็นพระราชาคณะ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ท่านเจ้าคุณ         พระราชาคณะหรือเจ้าคุณก็มีระดับอีก เริ่มตั้งแต่เจ้าคุณชั้นต้นหรือ พระราชาคณะชั้นสามัญ ซึ่งท่านเหล่านี้เมื่อตั้งใจทำงานเกี่ยวกับคณะสงฆ์มากขึ้นๆ ก็ได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะระดับสูงขึ้นไปอีก ท่านเรียกเจ้าคุณชั้นราช หรือพระราชาคณะชั้นราช เช่น พระราชวรมุนี ทั้งประโยคนี่เป็นชื่อตำแหน่งแบบสมณศักดิ์นะ ฉายาจริงของท่านมักเขียนต่อท้ายใส่วงเล็บไว้         เจ้าคุณชั้นราช องค์ไหนที่ตั้งใจทำงาน มีผลงานในการช่วยกิจการสงฆ์มากเป็นพิเศษ จากชั้นราชก็เลื่อนเป้นพระราชาคณะชั้นเทพ เช่น พระเทพโมลี ยกตำแหน่งเดิมให้องค์อื่นเลื่อนขึ้นมาแทน ถ้าเจ้าคุณชั้นเทพตั้งใจช่วยงานของสงฆ์มาอย่างดีเยี่ยมเลย ก็จะได้เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม เช่นพระธรรมกิตติวงศ์ จากชั้นธรรมนี่ ถ้ามีความรู้ความสามารถทำงานของคณะสงฆ์มาอย่างดีตลอดก็ได้เป็น พระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ หรือเรียกอีกอย่างว่า รองสมเด็จฯ และจากชั้นรองสมเด็จฯ ในที่สุดก็จะได้เลื่อนเป็นสมเด็จ พระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ หรือสมเด็จพระราชาคณะพระที่ดำรงสมณศักดิ์ถึงชั้นสมเด็จฯ นี้ ในปัจจุบันเหลือไม่กี่องค์แล้ว จากสมเด็จพระราชาคณะ ถ้าองค์ไหนมีความรู้ความสามารถมากที่สุด ก็ได้รับเลือกขึ้นมาสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช         …

ทำไมคำนำหน้าที่ใช้เรียกเจ้าอาวาสแต่ละวัดจึงไม่เหมือนกัน Read More »

เตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้เป็นคนแก่ที่น่าเบื่อสำหรับลูกหลาน

คำถาม:  หลวงพ่อคะ เราควรจะเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้ชีวิตในวัยแก่เฒ่าไม่เป็นคนที่น่าเบื่อสำหรับลูกหลานคะ? คำตอบ:  คนแก่มีอยู่ 2 ประเภท         ประเภทที่ 1 เรียกว่า แก่แดด แก่ลม คือเป็นประเภทที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยสร้างความดีให้เป็นชิ้นเป็นอัน ทานก็ไม่ค่อยให้ ศีลก็ไม่ค่อยรักษา การสวดมนต์เจริญภาวนา หาความรู้ทางธรรมก็ไม่สนใจ มีชีวิตผ่านไปวันหนึ่งๆ อย่างไร้คุณค่า คนแก่ประเภทนี้ เป็นคนแก่ที่น่ารำคาญ ลูกหลานไม่อยากเข้าใกล้ และคนแก่ประเภทนี้อีกนั่นแหละ ที่ก่อให้เกิดปัญหาในครอบครัวขึ้นมาก เช่น ปัญหาแตกร้าวระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ เป็นต้น         ประเภทที่ 2 เรียกว่า แก่บุญ แก่บารมี เป็นประเภทที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นอกจากจะตั้งใจทำมาหากิน และสะสมทรัพย์สมบัติเตรียมไว้ใช้จ่ายในบั้นปลายชีวิต เพื่อจะได้ไม่รบกวนคนอื่น แล้วในด้านความประพฤติ กิริยามารยาทก็ปรับปรุงตัวเองตลอดมา โดยคิดว่าวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อเราแก่ จะได้ไม่เป็นที่น่ารำคาญของลูกหลานในทางธรรมก็หมั่นศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ตั้งใจให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนา มาตามลำดับ นอกจากนี้ยังคอยให้โอวาท อบรมสั่งสอนลูกหลานอยู่เป็นประจำ         พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรียก บุคคลประเภทนี้ว่า ปูชนียบุคคลของลูกหลาน คือเป็นที่น่าเคารพน่ากราบไหว้ คนแก่ประเภทนี้มีอยู่ในครอบครัวใด ครอบครัวนั้นก็จะเป็นสุขเสมือนมีพระอยู่ในบ้าน …

เตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้เป็นคนแก่ที่น่าเบื่อสำหรับลูกหลาน Read More »

การสวดมนต์ตามบ้าน

คำถาม:  สมัยพุทธกาล มีการสวดมนต์ตามบ้านอย่างสมัยนี้หรือเปล่าครับ? คำตอบ:  จริงๆ แล้วสมัยพุทธกาลเท่าที่รู้มา ไม่มี แต่ว่ามีเทศน์หรือการกล่าวอนุโมทนาตามบ้านที่นิมนต์พระไปฉันภัตตาหาร มีหลักฐานปรากฎว่ามีกรณีที่ต้องปฏิบัติอย่างนี้อยู่ 2 กรณี คือ         กรณีที่ 1 เมื่อมีใครนิมนต์พระพุทธเจ้ากับพระภิกษุ 500 รูป ไปฉันภัตตาหารที่บ้าน พอฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีการให้พร พระที่จะให้พรก็ขึ้นอยู่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำหนดให้พระภิกษุรูปใดให้พร สมมติว่าทรงให้พระ ก. ให้พร พระรูปอื่นนอกนั้นก็กลับวัดหมดแม้แต่พระองค์ก็เสด็จกลับ ให้พระรูปนั้นให้พรแก่ญาติโยมในบ้าน เพียงรูปเดียว หรือบางทีญาติโยมขอให้พระรูปไหนให้พรก็ระบุไปเลย เช่น หลวงพ่อ ก. เดี๋ยวให้พรพวกกระผมด้วยนะ พอโยมระบุชื่อพระที่จะให้พรแล้ว พระนอกนั้นก็กลับวัด         แต่ภายหลัง ต่อมามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เพราะพระภิกษุบางรูปที่เพิ่งบวช อาจถูกญาติโยมระบุชื่อขึ้นมา จะให้ท่านให้พรทันที ท่านให้ไม่ได้หรอก แล้วจะแก้ไขอย่างไร ท่านก็แก้โดยแทนที่จะอยู่ให้พรเพียงองค์เดียว ท่านเปลี่ยนใหม่เป็นว่า ที่มาฉันกี่องค์ๆ นิมนต์ให้พรพร้อมๆ กันเลย เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้บทให้พรบทเดียวกัน จึงเกิดธรรมเนียมอย่างนี้ขึ้นมาในภายหลัง         กรณีที่ 2 การสวดมนต์ตามบ้าน …

การสวดมนต์ตามบ้าน Read More »

ถ้าฮวงซุ้ยดีจะทำให้ลูกหลานมีความเจริญจริงหรือ

คำถาม:  ตามความเชื่อถือของคนจีน เชื่อกันว่าถ้าฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษอยู่ในที่ๆ ดี จะมีบทบาทสำคัญทำให้ลูกหลานมีความเจริญก้าวหน้าร่ำรวย หรือหากฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษอยู่ในที่ที่ไม่ดีหรือไม่เป็นมงคล ลูกหลานจะประสบกับความหายนะ เท่าที่สังเกตดูก็รู้สึกว่ามีความจริงพอที่จะเชื่อถือได้ จึงอยากจะทราบว่าข้อเท็จจริง จริงๆ นั้น มันเกิดจากอะไรกันแน่? คำตอบ:  ตอนเริ่มแรกคนจีนทำฮวงซุ้ย เพื่อเหตุผลบางประการ คือ         ประการแรก เป็นวันนัดพบของหมู่ญาติ เพราะเมื่อพ่อแม่ตายแล้ว ลูกหลานแยกย้ายไปทำมาหากินต่างถิ่น มีโอกาสพบเจอกันยาก เพราะแผ่นดินจีนกว้างใหญ่ไพศาล จึงต้องกำหนดว่าควรจะมีการนัดพบกันสักปีละ 1 ครั้ง โดยคำนึงถึงความเหมาะสม คือ         1. สถานที่เหมาะสม คือ ได้บรรยากาศดี         2. เวลาเหมาะสม คือ เป็นฤดูกาลที่ไม่ใช่ช่วงทำเกษตรกรรมหรือเป็นเวลาที่ว่างงาน ซึ่งมักเป็นต้นฤดูแล้ง         ถามว่าทำไมจึงต้องพบกัน ตอบว่าควรพบกันด้วยสาเหตุใหญ่ คือ         1. ถ้าพี่น้องคนไหนตกทุกข์ได้ยาก ก็จะได้ข่าวในวันนี้ และ จะได้ช่วยเหลือกันต่อไป        2. ได้รู้ว่าความประพฤติของคนในตระกูลแต่ละรุ่น เป็นอย่างไรมีใครนอกลู่นอกทางหรือเปล่า ถ้าพบว่าใครมีความประพฤติไม่ดีจะทำอย่างไร ก็ต้องทบทวนโอวาทของเตี่ยและแม่ ซึ่งท่านสอนไม่ให้ทำชั่ว         ทีนี้ถ้าจะให้ได้บรรยากาศดี จะต้องไปทบทวนโอวาทบรรพบุรุษกันที่ไหน ก็ต้องหน้าหลุมศพเตี่ยและแม่ …

ถ้าฮวงซุ้ยดีจะทำให้ลูกหลานมีความเจริญจริงหรือ Read More »

กลัวการสร้างวัดตามรูปแบบประเพณีหรือศิลปะสมัยก่อนจะหายไป

คำถาม:  ผมขอกราบเรียนถามว่า การที่วัดพระธรรมกายบอกว่าไม่ได้แหกคอกเรื่องแบบการก่อสร้างวัด และไม่ได้ทำให้พิสดารกว่าวัดอื่นนั้น มันก็ถูกอยู่ครับ แต่ผมอยากทราบว่า ถ้าวัดอื่นเขาเกิดเอาตัวอย่างการก่อสร้างแบบวัดพระธรรมกาย ท่านไม่เกรงว่าประเพณีหรือศิลปะสมัยก่อนจะสูญหายหรือถูกลืมหรือครับ (พระเรียนถามมา) คำตอบ:  เวลาจะสร้างอะไร ควรคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้ให้มาก เคยคิดบ้างไหมว่าศิลปะไทยที่เห็นอยู่นี้ความจริงมันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไร อาจจะเริ่มเมื่อประมาณ 800 ปีก่อนก็ได้ และเคยคิดไหมว่าเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว สถาปัตยกรรมที่มีอยู่ในเมืองไทยมีรูปร่างอย่างไร?         วันหนึ่งมันก็สูญหายไปเป็นธรรมดา เมื่อ พ.ศ. 303 ในเมืองไทยก็มีวัดแล้ว คือวัดพระปฐมเจดีย์ แต่มั่นใจได้เลยว่าสถาปัตยกรรมคงไม่ใช่รูปแบบที่เราเห็นอยู่ขณะนี้ เพราะอะไร?         เพราะวัสดุก่อสร้างเปลี่ยนไปทุกวัน เดี๋ยวนี้หาไม้ได้ง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนไหม? ไม้กำลังจะต้องชั่งขายเป็นกิโลแล้วนะ เข้มงวดรักษาอย่างไรก็ไม่อยู่ ถ้าจะสร้างเพื่อรักษาศิลปวัฒนธรรมของปู่ย่าตายายไว้ ก็เห็นด้วย แต่ควรแบ่งไว้ส่วนหนึ่ง หรือสร้างไม้สักหลังหนึ่ง เพื่อรักษาศิลปะ         นอกนั้นจะสร้างอย่างไรก็ได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยให้มาก อย่างที่รัฐบาลไทยทำอยู่ขณะนี้ ทำถูกต้องแล้ว คือโบสถ์หรือวัดที่ประกอบด้วยศิลปกรรมที่ดีเยี่ยมเลย ก็เก็บรวมไว้แห่งใดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ส่วนวัดอื่นก็ดูตามสภาพ จะใช้แบบเก่าก็ได้ แบบใหม่ก็ดี หรือในวัดทั่วๆ ไป ให้สร้างกุฏิเจ้าอาวาสเป็นทรงไทยสวยๆ ไว้สักหลัง ทำด้วยไม้เนื้อดี …

กลัวการสร้างวัดตามรูปแบบประเพณีหรือศิลปะสมัยก่อนจะหายไป Read More »

อานิสงส์ของการสวดมนต์มีอะไรบ้าง

คำถาม:  อานิสงส์ของการสวดมนต์มีอะไรบ้างครับ? คำตอบ:  มนต์ แปลว่าคำศักดิ์สิทธิ์ คำสำหรับสวดพุทธมนต์เป็นคำศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นคำสวดพระโอวาทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ไว้ การที่ชาวพุทธสวดมนต์ก็เพื่อเป็นการทบทวนพระโอวาท ที่เป็นข้อธรรมะ เมื่อใครได้ทบทวนข้อธรรมะของพระองค์ ก็ได้ชื่อว่า         1. เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นต้นกำเนิดของมนต์         2. เคารพในพระธรรม เพราะข้อความที่สวดเป็นธรรมะ         3. เคารพในพระสงฆ์ เพราะบทสวดมนต์ได้ถ่ายทอดมาโดยพระสงฆ์         สิ่งที่เราเคารพ 3 อย่างนี้ รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย การเคารพพระรัตนตรัยมีอานิสงส์ทำให้เรามีโอกาสสร้างบุญได้ต่อไป แม้ขณะที่กำลังสวดมนต์ ผลบุญก็เกิดขึ้นเป็นลำดับๆ แล้ว ตั้งแต่ขณะสวดมนต์ ร่างกายของเราอยู่ในอาการอันสงบ สำรวม ศีลก็ไม่ขาด พอจิตใจสงบ ก็เป็นสมาธิ(Meditation)ได้เร็ว         เมื่อทบทวนธรรมะ ปัญญาก็งอกงามไปตามลำดับๆ ได้ อานิสงส์ทางปัญญา ตกลงได้ครบทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอุปกรณ์เป็นพาหนะนำไปสู่การสร้างบุญ สร้างคุณงามความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ยิ่งกว่านั้นผู้ที่สวดมนต์เป็นประจำ ยังเป็นผู้ที่มีโอกาสพิจารณาตนเองได้มาก ไม่วู่วาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สวดมนต์เป็นประจำ จะมีอานิสงส์ให้พ้นภัยทั้งปวง เนื่องมาจากใจที่สงบของเขา ใจที่เกาะอยู่ในธรรมจะสะอาดและใสมาก เมื่อจะมีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับตัว แม้จะหาเหตุผลไม่ได้ …

อานิสงส์ของการสวดมนต์มีอะไรบ้าง Read More »

การอาราธนาธรรม

คำถาม:  เคยมีคนถามว่าเวลาหลวงพ่อขึ้นเทศน์ ทำไมไม่อาราธนาธรรมเป็นภาษาบาลีก่อน ลูกอยากทราบว่าก่อนเทศน์จำเป็นต้องมีคนอาราธนาธรรมทุกครั้งหรือไม่คะ? คำตอบ:  การอาราธนาธรรมที่เป็นภาษาบาลี ส่วนมากใช้ในกรณีที่มีพิธีเป็นทางการ พระภิกษุที่ขึ้นธรรมาสน์เทศน์มักถือใบลาน มากางอ่านแต่หลวงพ่อเทศน์ในลักษณะปาฐกถาธรรม คือเทศน์สดๆ ไม่ได้อ่านตามคัมภีร์ใบลาน เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องอาราธนาแบบเป็นภาษาบาลี ที่กล่าวขึ้นต้นว่า “พรหมา จ โลกา..” แต่ถ้าบางแห่งจะให้มีการกล่าวอาราธนาก่อนก็ไม่ผิดแปลกอะไร         โดยทั่วไปถ้านิมนต์พระไปแสดงปาฐกถาธรรมในที่ประชุมต่างๆ พิธีจะกล่าวอาราธนาด้วยคำพูดธรรมดา แบบกล่าวเชิญวิทยากรทั่วๆ ไป ขึ้นบรรยาย และพระภิกษุก็สามารถใช้เทคนิคในการบรรยายได้เหมือนนักพูดทั่วๆ ไป แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบในพระวินัยของพระนะ โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว (คุณครูไม่เล็ก) วันที่ ที่มา เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC บทความหลวงพ่อตอบปัญหา