ธรรมะเพื่อประชาชน

โทษของความอิจฉาริษยา

โทษของความอิจฉาริษยา (เรื่อง นางติสสาทำบุญอุทิศให้เปรตมัตตาอดีตหญิงร่วมสามี)      มนุษย์เราต่างมีองค์ประกอบอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน คือกายและใจ กายประกอบด้วยธาตุสี่ มีสภาพไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่และก็ดับไป ส่วนใจเป็นนามธรรม มีสภาพซัดส่ายไปมาไม่หยุดนิ่ง และโดยความเป็นจริงแล้ว แม้ว่ากายจะดับ แต่ใจดวงนี้ไม่เคยดับสูญ กลับเคลื่อนย้ายจากกายไปสู่สภาวะใหม่ตามแรงกรรมที่ได้ทำเอาไว้ ความแตกต่างที่น่าพิศวงอีกประการหนึ่งของกายและใจก็คือ กายนั้นแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงจากเกิดไปสู่ความดับ และอีกทั้งเป็นรูปธรรม แต่กลับไม่มีใครสามารถบังคับบัญชา หรือโน้มน้าวให้เป็นอย่างที่เราต้องการได้ ผิดกับใจที่เป็นนามธรรม ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่พร้อมที่จะยอมรับการฝึกฝน เมื่อฝึกฝนใจจนกระทั่งละเอียดอ่อนนุ่มนวลควรแก่การงานแล้ว จะโน้มน้าวใจไปที่ไหนก็ได้ตามความต้องการของตน มีถ้อยคำที่เปรตตนหนึ่งกล่าวไว้ใน มัตตาเปติวัตถุ ว่า      “ฉันได้ทำบาปกรรมเอาไว้ จึงไปสู่เปตโลก ฉันอนุโมทนาทานที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน ขอท่านพร้อมด้วยญาติทุกคน จงมีอายุยืนนานเถิด ขอท่านจงประพฤติธรรมและให้ทานในโลกนี้ แล้วจะเข้าถึงฐานะอันไม่เศร้าโศก เมื่อท่านกำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมด้วยรากแล้ว ใครๆ ก็ติเตียนท่านไม่ได้ จักเข้าถึงโลกสวรรค์”      เราเกิดมาบนโลกนี้ ไม่ได้มาเพื่อเสวยบุญหรือชดใช้กรรมอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกันอยู่ แต่เกิดมาเพื่อสั่งสมบุญบารมีให้ยิ่งๆขึ้นไป ไม่ใช่เกิดมาเพียงแค่ทำมาหากิน เพียงปล่อยชีวิตให้เพลิดเพลินตามกระแสโลกไปวันๆเท่านั้น แต่เราต้องสร้างบารมี ในโลกสวรรค์นั้นเป็นทิพยสถานรองรับการเสวยผลบุญได้ที่กระทำเอาไว้ขณะที่เป็นมนุษย์ ส่วนในอบายภูมิ เป็นภพภูมิที่ต้องชดใช้วิบากกรรมที่เคยทำผิดพลาดมา ในภพภูมิเหล่านี้ …

โทษของความอิจฉาริษยา Read More »

โทษของการห้ามสามีทำบุญ

โทษของการห้ามสามีทำบุญ (เรื่องรุกขเทวดาถวายข้าวและน้ำแก่ภิกษุ อุทิศให้เปรตอดีตภรรยา)      เราเกิดมาภพชาติหนึ่ง ก็ไม่ได้นำอะไรติดตัวมาเลย มีแต่บุญและบาปที่ติดตัวมา ปรุงแต่งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติให้แตกต่างกัน เพราะเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการกระทำในอดีต และเมื่อถึงคราวจะหลับตาลาโลกนี้ไป เราไม่สามารถนำเอาสิ่งอะไรติดตัวไปได้เช่นกัน จะมีเพียงแต่บุญและบาปที่เราได้ทำเอาไว้ในขณะที่ดำรงชีวิตอยู่เท่านั้น ผลของบาปมีความทุกข์ทรมานเป็นผล ส่วนผลของการสั่งสมบุญก็มีความสุขเป็นกำไรชีวิต สิ่งอะไรก็ตามที่เราเคยทำเอาไว้ในอดีต จะส่งผลเสมอไม่ช้าก็เร็ว เพราะวิบากแห่งกรรมเป็นเรื่องอจินไตย นึกคิดด้นเดาไม่ได้ว่าจะส่งผลเมื่อไร เมื่อบุญหรือบาปตามมาทันก็จะให้ผลทันที เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยตัวปล่อยใจไปทำสิ่งที่เป็นอกุศล ควรประกอบกุศลกรรมเอาไว้ให้มากๆ ชีวิตเราจะได้ประสบความสุขความปลอดภัยไปทุกภพทุกชาติ   มีวาระพระบาลีที่กล่าวไว้ใน เหรัญญกานิเถรคาถา ว่า      “วันและคืนย่อมล่วงไปๆ ชีวิตย่อมดับไป อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย ฉะนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น คนพาลทำบาปกรรมอยู่ ย่อมไม่รู้สึกตัว ภายหลังเขาย่อมได้รับทุกข์อันเผ็ดร้อน เพราะบาปกรรมนั้นมีวิบากเลวทราม”      ผลของบาปเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก บางอย่างเรารู้ได้ในปัจจุบัน บางอย่างจะส่งผลก็ต่อเมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว จะรู้เห็นในปัจจุบันต้องอาศัยธรรมจักขุของพระธรรมกายตรวจตราดู ว่าทำกรรมอย่างนี้แล้ว จะส่งผลเป็นวิบากอันทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง เพราะความไม่รู้ซึ่งเป็นรากเหง้าของอาสวกิเลส ทำให้มนุษย์หลงไปทำบาปอกุศล บาปกรรมบางอย่างแม้ทำไปแล้ว ก็ไม่เห็นโทษที่เกิดขึ้นชัดเจน จึงทำบาปนั้นเป็นปกติ โดยคิดไปว่าผลของบุญและบาปคงไม่มีจริงเพราะไม่เห็นผล แต่เมื่อไรที่บาปตามมาทัน เมื่อนั้นก็จะมาเสียใจว่า ทำไปเพราะไม่รู้ …

โทษของการห้ามสามีทำบุญ Read More »

โทษของการไม่ต้อนรับแขก

โทษของการไม่ต้อนรับแขก (เรื่องพระสารีบุตรทำบุญอุทิศให้เปรตอดีตมารดา)      พระรัตนตรัยเป็นสรณะอันเกษม เป็นที่พึ่งอันสูงสุดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย มีอานุภาพไม่มีประมาณ เกินกว่าที่ผู้มีรู้มีญาณจะคำนวณนับได้ ผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระรัตนตรัย จะเกิดความซาบซึ้งในพระคุณอันไม่มีประมาณนั้น เมื่อยามมีทุกข์ท่านก็ช่วยขจัดปัดเป่าให้หมดทุกข์ได้ มีสุขแล้วก็ทำให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป ชีวิตของเราจะได้รับการคุ้มครองจากพระรัตนตรัย ดังนั้น ผู้รู้ทั้งหลายท่านจึงยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดในชีวิต การเจริญสมาธิภาวนา ฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง เป็นทางลัดที่สุดที่จะทำให้เราได้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน มีถ้อยคำที่เปรตตนหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ใน เปตวัตถุ ว่า      “ดิฉันไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อยู่อาศัย นอนบนเตียงของคนตาย ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ดิฉันเป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ บันเทิงอยู่ เพราะทานของท่านพระสารีบุตร ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันมาครั้งนี้เพื่อจะไหว้ท่านพระสารีบุตรผู้เป็นนักปราชญ์”      ความเป็นมาของถ้อยคำที่หลวงพ่อได้ยกขึ้นมาข้างต้นนี้ ก็เนื่องมาจากเปรตตนหนึ่งที่รู้สึกสำนึกในมหากรุณาของพระสารีบุตรเถระ ที่ได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ เรื่องก็มีอยู่ว่า ในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระอนุรุทธะ และพระมหากัปปินะ พักอาศัยอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่งไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์ ในสมัยนั้นมีพราหมณ์ท่านหนึ่ง เป็นผู้มั่งคั่ง มีโภคทรัพย์สมบัติมาก และรักการบริจาคทานแก่สมณพราหมณ์และคนทั้งหลาย เมื่อจะให้ก็ให้ด้วยความเคารพในทาน ไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ปฏิบัติอย่างเหมาะสมแก่ผู้คนที่เดินทางมาถึงท่าน      * พราหมณ์ได้ถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์ด้วยความเคารพเลื่อมใสด้วยดีมาโดยตลอด เมื่อจะไปทำธุระที่อื่นก็ฝากฝังภรรยาให้ช่วยจัดแจงภัตตาหารหวานคาวแทน ส่วนภรรยาเป็นมิจฉาทิฏฐิ …

โทษของการไม่ต้อนรับแขก Read More »

บุพกรรมของพระพุทธเจ้าตอนที่ ๑

บุพกรรมของพระพุทธเจ้าตอนที่ ๑        เส้นทางในสังสารวัฏนั้นเป็นเส้นทางที่ยาวนาน เป็นความยาวนานเกินกว่าจะคาดเดาว่าจะมากน้อยแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตในขณะที่ยังเป็นมนุษย์ ถ้าหากผู้ใดหมั่นสั่งสมบุญเอาไว้ให้มาก เส้นทางอันยาวไกลของเขาก็สั้นเข้ามา แต่ถ้าหากใครเผลอพลั้งพลาดไปทำบาปอกุศลเข้า ก็จะทำให้หนทางพระนิพพานยืดยาวนานออกไปอีก ดังนั้น การประคับประคองชีวิตให้ดำเนินอยู่บนเส้นทางแห่งความดี บนเส้นทางแห่งบุญ จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ถูกทางที่สุด ที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองตัวของเราให้ปลอดภัย ทั้งภัยในชีวิต ภัยในอบายภูมิ และภัยในสังสารวัฏ โดยเฉพาะการเจริญสมาธิภาวนาเพื่อชำระกาย วาจา ใจของเราให้บริสุทธิ์ จะทำให้เส้นทางไปสู่อายตนนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทางของมวลมนุษยชาติอันแท้จริงยิ่งใกล้เข้ามา   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า “น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวีสฺส น วิชฺชเต โส ชคติปฺปเทโส ยตฺรฏฺฐิโต มุญฺเจยฺย ปาปกมฺมา      บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ ถึงจะหนีไปทางอากาศ ก็พ้นจากกรรมชั่วไปไม่ได้ หนีไปในท่ามกลางมหาสมุทร ก็พ้นจากกรรมชั่วไปไม่ได้ หนีเข้าไปในซอกเขาก็ไม่พ้นจากกรรมชั่วไปได้ บุคคลอยู่ในส่วนแห่งภาคพื้นใดพึงพ้นจากบาปกรรม ส่วนแห่งภาคพื้นนั้น ย่อมไม่มี” …

บุพกรรมของพระพุทธเจ้าตอนที่ ๑ Read More »

บุพกรรมของพระพุทธเจ้าตอนที่ ๒

บุพกรรมของพระพุทธเจ้าตอนที่ ๒ (เรื่องพระเทวทัตอดีตพ่อค้าผูกพยาบาทพระโพธิสัตว์)      เมื่อกล่าวถึงภารกิจหลักของการเกิดมาเป็นมนุษย์มีอยู่เพียงอย่างเดียว คือการสร้างบารมีเพื่อมุ่งไปสู่อายตนนิพพาน อันเป็นเป้าหมายชีวิตของทุกๆ คน รวมไปถึงเป้าหมายของสรรพสัตว์ทั้งหลายอีกด้วย ถึงแม้ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่จะรู้หรือไม่ก็ตาม สุดท้ายก็ต้องไปสู่พระนิพพานกันทั้งหมด เพราะฉะนั้น ภพชาตินี้เรายังมีกิจที่จะต้องทำให้รู้แจ้งให้ได้ว่าเราเกิดมาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิตที่แท้จริง และจะไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างไร ดังนั้น เราจึงควรหมั่นฝึกฝนอบรมจิตใจของเราให้หยุดให้นิ่ง จนกระทั่งเข้าไปถึงผู้รู้แจ้งภายในคือพระธรรมกายให้ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน จูฬกัมมวิภังคสูตร ว่า      “กมฺมสฺสกา มาณว สตฺตา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธู กมฺมปฏิสรณา กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตาย      ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้”      กรรมก็คือการกระทำที่เกิดทางกาย วาจา และใจของเรานี่เอง ซึ่งก็มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว การกระทำของเราในอดีต ไม่ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล จะส่งผลเป็นวิบากในภพชาตินี้ กรรมบางอย่างยังส่งผลต่อไปถึงภพชาติหน้า และกระทั่งภพชาติสุดท้าย ในทำนองเดียวกัน กรรมที่เราทำในภพชาตินี้ก็จะส่งผลเป็นวิบากในภพชาติต่อไป …

บุพกรรมของพระพุทธเจ้าตอนที่ ๒ Read More »

บุพกรรมของพระพุทธเจ้าตอนที่ ๓

บุพกรรมของพระพุทธเจ้าตอนที่ ๓        การได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์ ถือเป็นโอกาสอันประเสริฐสุดของการเกิดมาเพื่อสร้างบารมีกันจริงๆ แม้หมู่สัตว์เหล่าอื่นอีกเป็นอันมาก ก็ปรารถนาที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา เพราะเป็นอัตภาพเดียวมีโอกาสดีในการสั่งสมบุญบารมีให้กับตนเองได้อย่างเต็มที่ เมื่อเราได้ในสิ่งที่ได้โดยยากที่หมู่สัตว์ทั้งหลายปรารถนากันแล้ว ก็ต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง รู้จักประคับประคองตัวของเรา ให้ดำเนินชีวิตอยู่บนหนทางแห่งความดีให้ได้ตลอดไปบนเส้นทางแห่งบุญ ชีวิตจึงจะมีคุณค่า เพราะบุญเท่านั้นที่จะช่วยคุ้มครองเราให้ปลอดภัย โดยเฉพาะบุญที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนาเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยทำให้เส้นทางไปสู่อายตนนิพพานของเราสะดวกสบายยิ่งขึ้น และจะถึงที่หมายโดยปลอดภัยอย่างรวดเร็ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปิยสูตร ว่า      “หมู่สัตว์ที่มาเกิดแล้วจำจะต้องตายในโลกนี้ ย่อมทำกรรมอันใดไว้ คือบุญและบาปทั้งสองประการ บุญและบาปนั้นแล เป็นสมบัติของเขา และเขาจะพาเอาบุญและบาปนั้นไป  อนึ่ง บุญและบาปนั้นย่อมเป็นของติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตัวไปฉะนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลพึงทำกัลยาณกรรม สะสมไว้เป็นสมบัติในปรโลก ด้วยว่า บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก”      การเดินทางไกลในสังสารวัฏแต่ละภพแต่ละชาติ มิใช่จะผ่านไปอย่างเปล่าๆ มีสิ่งหนึ่งที่ติดตามตัวเราไปด้วยคือบุญและบาป หากภพชาติไหนได้กัลยาณมิตร ได้เกิดในถิ่นที่เหมาะสม ก็สามารถที่จะสร้างบุญกุศลติดตามตัวไปได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าห่างเหินจากกัลยาณมิตรคอยชี้แนะหนทางสวรรค์ หรือประมาทพลั้งพลาดไปทำบาปอกุศลเข้า วิบากกรรมนั้นก็จะติดตามคอยขัดขวางเป็นอุปสรรคในชีวิต และกรรมบางอย่างจะให้ผลไปทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน      พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าถึงบุพกรรมของพระองค์เองเอาไว้ว่า ได้เคยทำกรรมอะไรเอาไว้บ้าง แม้แต่ภพชาตินี้ที่เป็นชาติสุดท้ายของพระองค์ นอกจากบุญจะทำงานและส่งผลอย่างเต็มที่แล้ว บาปอกุศลที่เคยทำเอาไว้ในอดีตก็ยังตามมาทัน และส่งผลในภพชาติสุดท้ายนี้ด้วย      * …

บุพกรรมของพระพุทธเจ้าตอนที่ ๓ Read More »

สิ่งที่บรรพบุรุษรอคอย

สิ่งที่บรรพบุรุษรอคอย (พระนาคเสนเถระคลี่คลายปริศนาของพระยามิลินท์ เรื่องอุทิศส่วนบุญ)      โลกเรานี้เป็นโลกแห่งปัญหา ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นสูง ชั้นกลาง หรือชั้นล่างล้วนประสบปัญหาทั้งสิ้น ต่างกันแต่ว่ามากหรือน้อย บางคนไม่มีกัลยาณมิตร จึงต้องประสบปัญหาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ตั้งแต่ปัญหาในตัวของเราเอง ปัญหาในบ้าน นอกบ้าน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ นานาชาติทั่วโลก ไม่มีประเทศไหนที่ไม่มีปัญหา ไม่มีครอบครัวไหนในโลกที่ไม่มีปัญหา ไม่มีบุคคลไหนในโลกที่ไม่มีปัญหา แม้ในปรโลกก็ยังมีปัญหาตามมาหลังจากตายไปแล้ว ต้องไปรับทุกข์ทรมานในอบายก็มี  เพราะฉะนั้นควรยุติปัญหาด้วยความดี ด้วยทาน ศีล ภาวนา ดวงปัญญาจะได้เกิด พอปัญญาเกิดก็แก้ปัญหาได้ ถ้าเอาคนมีปัญญามารวมกัน ขจัดปัญหาไปให้ถึงต้นเหตุ ความทุกข์ทรมานทั้งหลายก็จะหมดไป ฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ได้ผลต้องเริ่มต้นที่จิตใจ เมื่อใจเราเป็นกุศล ใจหยุด ใจนิ่ง ใจสงบ ก็จะพบทางออก และช่องทางแห่งความสำเร็จ    มีพระพุทธวจนะเรื่องการกระทำที่มาใน อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ว่า      “ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย เราตถาคต เมื่อไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวถึงความสิ้นสุดแห่งกรรม ที่สัตว์ได้ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น ก็วิบากนั้นอันสัตว์ผู้กระทำพึงได้เสวย ทั้งในปัจจุบัน ในอัตภาพถัดไป …

สิ่งที่บรรพบุรุษรอคอย Read More »

โทษของการล่าสัตว์

โทษของการล่าสัตว์ (เรื่องโกลิยะมหาอำมาตย์เห็นอานุภาพบุญที่เกิดขึ้นแก่เปรตอย่างทันตาเห็น)      เวลาที่เราเกิดมาในโลกนี้ ก็ไม่มีใครนำอะไรติดตัวกันมา มีแต่บุญและบาปเท่านั้นที่มาในลักษณะต่างๆ กัน เพราะเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการกระทำในอดีตของเราเอง และเมื่อถึงคราวจะหลับตาลาจากโลกนี้ไปอีก เราก็ไม่สามารถนำเอาสิ่งใดติดตัวไปด้วยเช่นกัน นอกจากบุญและบาปที่เราทำเอาไว้ในขณะที่มีกายมนุษย์นี้อยู่เท่านั้น ถ้าทำบาปก็มีความทุกข์ทรมานเป็นผล ทำบุญก็มีความสุขเป็นผลเป็นกำไรชีวิต อะไรก็ตามที่เราเคยทำเอาไว้ จะส่งผลเสมอไม่ช้าก็เร็ว เพราะวิบากกรรมเป็นเรื่องที่อยู่ฉากหลัง เราไม่สามารถนึกคิดด้นเดาเอาเองได้ว่าจะส่งผลเมื่อไร เพราะฉะนั้นจงอย่าปล่อยตัวปล่อยใจไปทำในสิ่งที่เป็นบาปอกุศล ควรประกอบแต่กุศลกรรมเอาไว้มากๆ วิบากกรรมจะได้ส่งผลเป็นกำไรชีวิต ให้เราได้ประสบความสุขและความสำเร็จไปทุกภพทุกชาติ มีพระบาลีที่ปรากฏใน อภิชชมานเปตวัตถุ ว่า                               “สุขํ อกตปุญฺญานํ        อิธ นตฺถิ ปรตฺถ จ                                สุขญฺจ กตปุญฺญานํ      อิธ เจว ปรตฺถ จ ฯ                                เตสํ สหพฺยกามานํ       กตฺตพฺพํ …

โทษของการล่าสัตว์ Read More »

คิดกลับใจก็สายเสียแล้ว

คิดกลับใจก็สายเสียแล้ว (นางเรวดีเจ้าคิดได้ก็สายเสียแล้ว)      การปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่สุดทั้งต่อตัวของเราเองและต่อโลก การสร้างสันติสุขที่แท้จริงให้บังเกิดขึ้น อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ เพราะมนุษย์ทุกคนมีธรรมกายอยู่ภายในตัว ไม่ว่าจะเป็นชาติไหน ภาษาไหน หรือมีความเชื่ออย่างไร ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์แล้ว ทุกคนสามารถเข้าถึงธรรมกายได้ทั้งนั้น ด้วยการฝึกใจให้หยุดนิ่งอย่างถูกวิธีและถูกส่วน ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗  ขอเพียงมีความปรารถนาที่จะเข้าถึงธรรม แล้วลงมือปฏิบัติด้วยความสมัครใจ มีความเพียรอย่างสม่ำเสมอก็จะเข้าถึงได้ทุกคน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า                          “อถ ปาปานิ กมฺมานิ    กรํ พาโล น พุชฺฌติ                     เสหิ กมฺเมหิ ทุมฺเมโธ    อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ      คนพาลมีปัญญาทราม กระทำกรรมชั่วอยู่ก็ไม่รู้สึก ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน เหมือนถูกไฟไหม้ฉะนั้น”      คนพาลประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา …

คิดกลับใจก็สายเสียแล้ว Read More »

โทษของการพูดไม่ถูกกาล

โทษของการพูดไม่ถูกกาล (เรื่องพระโพธิสัตว์หากุศโลบายแนะนำการพูดของพระราชา)      “เราเกิดมาสร้างบารมี” สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกๆ คนจะต้องรับทราบกัน เพราะการสร้างบารมีเป็นภารกิจหลักที่ยิ่งใหญ่ กว่าภารกิจทั้งหลายในโลก ถือเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งที่จะต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เพราะตราบใดที่เรายังไม่หมดสิ้นอาสวกิเลส ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วน มนุษย์ในยุคนี้มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินร้อยปี ก็ต้องบ่ายหน้าไปสู่เงื้อมมือของพญามัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่ที่ไม่เคยปรานีใคร เมื่อมีความประมาทไม่ได้สั่งสมเสบียงคือบุญเอาไว้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับสรรพสัตว์ทั้งหลาย      เพราะเหตุนั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงหนักแน่นมั่นคงในการสั่งสมบุญบารมี โดยไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น ท่านเหล่านั้นมักจะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่วาระสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง และพร้อมเสมอต่อการเดินทางไปสู่สัมปรายภพ เพราะตระหนักดีว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของสรรพชีวิต ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงควรหมั่นประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายกันให้ได้ ชีวิตของเราจะได้ปลอดภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีพระบาลีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มงคลสูตร ว่า “สุภาสิตา จ ยา วาจา    เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การกล่าววาจาสุภาษิต เป็นมงคลอันสูงสุด”      การอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์ที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันนี้ คำพูดนั้นเป็นสื่อที่ใช้มากที่สุดก็ว่าได้ วาจาสุภาษิตนั้นหมายถึงคำพูดที่ผู้พูดได้กลั่นกรองไว้ดีแล้ว คิดแล้วคิดอีกจึงพูดออกไป มิได้หมายความว่า อยากจะพูดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น โดยขาดการพินิจพิจารณาเสียก่อน แต่น่าสังเกตว่า อวัยวะในร่างกายของคนเรานี้ อย่างเช่น ตา มีหน้าที่ดูอย่างเดียว …

โทษของการพูดไม่ถูกกาล Read More »

ทุ สะ นะ โส

ทุ สะ นะ โส (พระราชาได้ยินเสียงของสัตว์นรก ๔ ตน)      วันคืนล่วงไปๆ สรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่ว่าเป็นต้นไม้ ใบหญ้า รถรา บ้านช่อง คน สัตว์ สิ่งของทั้งหมดเหล่านี้ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เหมือนดอกไม้ แต่เดิมเราเคยเห็นมันเป็นต้นเล็กๆ ไม่นานก็เจริญเติบโตขึ้น แตกใบแผ่กิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกผล ให้ความสดชื่นแก่ทุกชีวิต แต่ไม่นานดอกไม้ที่ดูสวยสดงดงามนั้น ก็เหี่ยวแห้งร่วงโรยไปตามกาลเวลา ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมสลาย เราจึงไม่ควรประมาทในชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า                          “ยาทิสํ วปเต พีชํ        ตาทิสํ  ลภเต ผลํ                     กลฺยาณการี กลฺยาณํ    ปาปการี จ ปาปกํ บุคคลหว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว”      การกระทำใดๆ ในโลกนี้ …

ทุ สะ นะ โส Read More »

โทษของการวางเพลิง

โทษของการวางเพลิง (โจรเจ้าโทสะวางเพลิงบ้านเศรษฐี)      เราเหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดทั้งวัน จากการประกอบธุรกิจหน้าที่การงาน การศึกษาเล่าเรียน หรือเรื่องอื่นๆ ที่เราได้ทำผ่านมาแล้ว ดังนั้น ต่อจากนี้ไป เราจะได้ให้โอกาสแก่ตัวของเราเองในการแสวงหาสาระอันแท้จริงของชีวิต เพื่อเพิ่มเติมสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดให้กับชีวิตของเรา ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม ชีวิตจะประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง เมื่อใจอยู่ในกระแสธรรม เราจะมีความสุข รู้สึกโปร่งโล่งเบาสบาย มีความสดชื่นเบิกบาน คลายจากความเหน็ดเหนื่อยที่ได้ตรากตรำมาตลอดทั้งวัน   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน โสมนัสสจริยา ว่า      “กรรมที่บุคคลไม่ใคร่ครวญแล้วทำลงไป ไม่ตั้งสติไว้ให้ดี เหมือนความวิบัติของยา ย่อมเป็นผลชั่วร้าย กรรมที่ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ กำหนดความคิดไว้อย่างถูกต้อง เหมือนสมบัติของยา ย่อมเป็นผลเจริญ”      บัณฑิตไม่สรรเสริญการทำบาปอกุศล เพราะเป็นการทำตามอำนาจของกิเลส กิเลสบังคับให้ทำกรรม แล้วส่งผลเป็นวิบากอันเผ็ดร้อน ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานแสนสาหัส พลัดไปสู่อบายภูมิ การทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด ไม่พิจารณาไตร่ตรองให้ดี เหมือนการรับประทานยารักษาโรคโดยไม่ศึกษาสรรพคุณของยาเสียก่อน ถ้าใช้ยาผิดก็จะนำความวิบัติถึงชีวิตมาให้ พระพุทธองค์จึงสอนให้รู้จักใคร่ครวญให้ดีก่อนทำ โดยเฉพาะความชั่วนั้น ไม่ทำเสียเลยดีกว่า      * ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเศรษฐีท่านหนึ่งชื่อ สุมังคละ มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ถึงขนาดเอาแผ่นอิฐทองคำมาปูเป็นพื้นทั่วทั้งบริเวณวัด ทำการก่อสร้างมหาวิหารถวายพระบรมศาสดา …

โทษของการวางเพลิง Read More »

โทษของการกักขังสัตว์

โทษของการกักขังสัตว์ (เด็กเลี้ยงโคลืมไปว่าขังเหี้ยไว้ในรูจอมปลวก)      วัตถุประสงค์ของชีวิตคือ เกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งที่ท่านยังเป็นพระบรมโพธิสัตว์อยู่นั้น เกิดมาในโลกมนุษย์ท่านทำแต่ความดีเรื่อยไปจนกระทั่งหมดอายุขัย และตลอดระยะเวลานั้น  ท่านไม่เคยละเลยต่อการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ทรงทำอย่างนี้ทุกภพทุกชาติ  จนกระทั่งบารมีของท่านเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นบรมครูสั่งสอนสัตว์โลกให้เข้าถึงธรรมตามพระองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า      “บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ ถึงจะหนีไปทางอากาศ ก็พ้นจากกรรมชั่วไปไม่ได้ หนีไปในท่ามกลางมหาสมุทร ก็พ้นจากกรรมชั่วไปไม่ได้ หนีเข้าไปในซอกเขาก็ไม่พ้นจากกรรมชั่วได้ ไม่มีสถานที่ใด ที่จะพ้นจากการรับผลกรรมชั่วได้เลย”      โลกมนุษย์ที่เราอาศัยอยู่นี้ เปรียบเสมือนตลาดกลางในการค้าบุญและบาป ใครทำความดีก็มีกำไรชีวิต จะมีความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต เกิดมาชาตินี้ก็คุ้มค่ากับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาสั่งสมบุญบารมีล้วนๆ ส่วนผู้ที่ทำบาปอกุศลเอาไว้ จะได้รับผลกรรม เสวยวิบากกรรมอันเผ็ดร้อน บุญกุศลที่ทำไว้ไม่หนีหายไปไหน จะติดตามเราไปเหมือนเงาตามตัว ส่วนบาปกรรมที่ทำไว้เปรียบเสมือนล้อเกวียนที่หมุนไปตามรอยเท้าโค ไม่สามารถจะหลีกหนีจากบาปกรรมที่ทำไว้      พระพุทธองค์จึงสอนให้ละความชั่วทุกอย่าง ทั้งทางกาย วาจา และใจ เพราะเป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด ทรงสอนให้ทำแต่ความดีทุกรูปแบบ ไม่ให้ดูหมิ่นบุญว่ามีปริมาณเล็กน้อย แล้วไม่ยอมทำความดี มีความประมาทในการสั่งสมบุญ และยังสอนให้ทำจิตให้ผ่องใส ทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะตราบใดที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ บาปอกุศลก็จะคอยติดตามเป็นอุปสรรคในการสร้างความดีเรื่อยไป …

โทษของการกักขังสัตว์ Read More »

โทษของการเห็นผิด

โทษของการเห็นผิด (หญิงงามเมืองถ่มน้ำลายรดศรีษะพระดาบส)      ธรรมกายเป็นหลักของโลก ผู้เข้าถึงพระธรรมกาย คือผู้เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาทรงเข้าถึงความเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า  เพราะได้บรรลุกายธรรมอรหัต จึงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัทธรรมคำสอนของพระองค์ ล้วนออกมาจากกลางธรรมกาย ที่กลั่นออกมาจากใจที่หยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์แล้ว ผู้ที่จะศึกษาวิชชาในทางพระพุทธศาสนาได้ดี ต้องเป็นผู้ที่มีใจหยุดนิ่งสะอาดบริสุทธิ์ จึงจะเข้าถึงธรรมะบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ว่า                          “นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ    เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ                      ยํ เอวํ มหาสาวชฺชํ    ยถยิทํ มิจฺฉาทิฏฺฐิ                      มิจฺฉาทิฏฺฐิปรมานิ     ภิกฺขเว วชฺชานิ      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นธรรมสักอย่างหนึ่ง ที่มีโทษมากเหมือนอย่างมิจฉาทิฎฐิเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฎฐิเป็นอย่างยิ่ง”      เนื่องจากจิตที่ตั้งไว้ผิด จึงส่งผลให้คิดผิด พูดผิด ทำผิด ก่อให้เกิดผลเสียทั้งตนเองและผู้อื่น คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ นอกจากจะพาตนเองไปสู่ความหายนะแล้ว ยังทำให้คนรอบข้างเดือดร้อนและเสื่อมเสียไปด้วย การจะพิจารณาว่าใครเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่นั้น ก็ดูได้ง่ายๆ ว่า เขาเชื่อในเรื่องของการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไหม เชื่อว่านรกสวรรค์ …

โทษของการเห็นผิด Read More »

ทำบาปเพราะนึกสนุก

ทำบาปเพราะนึกสนุก (ภุมมเทวดายุแหย่ให้พระภิกษุแตกแยกกัน)      เราทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ มีสิ่งที่จะต้องศึกษาควบคู่กันไปอยู่ ๒ ประการ คือ การศึกษาวิชาความรู้ในทางโลก และการศึกษาวิชชาในทางธรรม การศึกษาความรู้ทางโลก มีเป้าหมายเพื่อให้เรารู้จักวิธีการแสวงหาปัจจัยสี่มาหล่อเลี้ยงชีวิต ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนการศึกษาความรู้ในทางธรรม มีเป้าหมายเพื่อฝึกฝนอบรมจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ เพื่อจะได้เข้าถึงแหล่งแห่งความรู้ที่สมบูรณ์ เป็นความรู้เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ให้เข้าถึงความสุขอันแท้จริงที่มีอยู่ภายในตน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน ตายนสูตร ว่า                          “อกตํ ทุกฺกฏํ เสยฺโย    ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกฏํ                      กตญฺจ สุกตํ เสยฺโย    ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ      ความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า ความชั่วที่ทำลงไป จะคอยเผาผลาญเราในภายหลัง กรรมใดที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง กรรมนั้นเป็นความดี ทำแล้วประเสริฐกว่า”      พระบรมโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ เกิดกี่ภพกี่ชาติก็สร้างความดีอย่างเดียว เพราะใจท่านมีพระนิพพานเป็นเป้าหมาย จึงมุ่งชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์เรื่อยมา ถ้าหากหลงไปทำบาปอกุศลเข้า เมื่อรู้ตัวก็จะรีบปรับปรุงแก้ไขทันที เพราะท่านเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่วที่ทำเอาไว้ …

ทำบาปเพราะนึกสนุก Read More »