ธรรมะเพื่อประชาชน

ทิพยสถานสำหรับผู้มีบุญ

ทิพยสถานสำหรับผู้มีบุญ กฏแห่งกรรม เป็นกฏสากลของโลกที่มีมาก่อนกฏหมายใดๆ ทั้งสิ้น  เพราะเป็นกฏธรรมชาติ ที่ไม่มีใครบัญญัติขึ้นมา แต่เป็นผลที่เกิดจากการกระทำของแต่ละคน ถ้าเราทำดีก็จะได้รับอานิสงส์แห่งความดี ทำความชั่วก็มีวิบากอันเผ็ดร้อนเป็นผล คนทำกรรมดีเมื่อละโลกไปแล้ว บุญก็จะส่งผลให้ไปเสวยสุขในสุคติโลกสวรรค์ แม้เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็จะบริบูรณ์ด้วยมนุษย์สมบัติ มีแก้วแหวนเงินทอง เครื่องใช้ไม้สอยครบครันไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะอำนาจแห่งมหาทานบารมีส่งผล หรือจะเป็นผู้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ไข้ ก็ด้วยอำนาจแห่งศีลที่รักษาเอาไว้อย่างดีแล้ว หรือมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด รู้แจ้งแทงตลอดในศาสตร์ทั้งปวง ก็ด้วยอำนาจแห่งสมาธิที่ได้ฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ทำสมาธิภาวนามาข้ามภพข้ามชาตินั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปาณาติปาตสูตร ว่า ” จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ จตูหิ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ มุสาวาที โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ …

ทิพยสถานสำหรับผู้มีบุญ Read More »

จอมเทพอสูร

จอมเทพอสูร (อดีตเทวดาแห่งดาวดึงส์) เวลาธรรมกาย เป็นเวลาที่ทรงคุณค่ายิ่ง ที่เราจะมาร่วมกันหยุดนิ่ง หยุดใจไว้ที่แห่งเดียวกัน คือ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แม้จะอยู่คนละสถานที่ แต่เราก็สามารถรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้กระแสแห่งความสุขและความบริสุทธิ์ของธรรมกายแผ่ขยายไปทั่วโลก การสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะธรรมกายมีอยู่แล้วในตัวของมนุษย์ทุกๆ คนในโลก ไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ หากทำใจหยุดนิ่งย่อมเข้าถึงได้ทุกคน มีถ้อยคำของเหล่าฤาษีที่กล่าวถึงจอมอสูรเอาไว้ใน สมุททกสูตร ว่า “ดูก่อนอสูรผู้ใจบาป เราทั้งปวงนี้มีความประสงค์จะขออภัย ไยท่านกล้ามาให้ซึ่งภัยเสียเล่า เราใคร่จะขอรับแต่อภัยอย่างเดียว เมื่อท่านมาให้ภัยกระนี้ เรามิรับดอก ภัยนั้นจงตกอยู่กับตัวท่านเองเถิด สัมพรอสูรเอ๋ย ธรรมดาว่า พืชทั้งปวงที่บุคคลหว่านลงไป คราวเมื่อจะได้ผล ก็ให้ผลตามเมล็ดพันธุ์พืชที่หว่านลงฉันใด บุคคลทำการกุศล ก็จักพลันได้ซึ่งผลแห่งกุศลนั้นเป็นเที่ยงแท้ แต่บุคคลบาปหยาบช้า ก็อย่าหมายเลยว่าจะไม่ได้รับผลแห่งความชั่ว ตัวท่านให้ซึ่งภัยแก่อาตมภาพทั้งปวง ก็จักได้รับภัยในไม่ช้านี้ ฉันนั้น” ครั้งนี้หลวงพ่อมีเรื่องการกำเนิดอสูรพิภพมาเล่าสู่พวกเราให้ได้ศึกษากัน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิดโลกใหม่ๆ เริ่มตั้งแต่โลกเย็นลง อาภัสราพรหมก็ลงมาเกิดบนโลกมนุษย์เพื่อสร้างบารมี มีการปกครองเป็นเขตแดน มีหัวหน้าปกครอง มีสวรรค์แต่ละชั้นเกิดขึ้นมาตามลำดับ มีภพภูมิต่างๆ ตั้งแต่นิรยภูมิ ภูมิของพวกเปรต อสุรกาย …

จอมเทพอสูร Read More »

ท้าวสักกะจอมเทพ

ท้าวสักกะจอมเทพ (คุณธรรมความดีที่ทำให้เป็นท้าวสักกะ) การเดินทางในสังสารวัฏ อันหาเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายไม่ได้นี้ หมู่สัตว์ถูกอวิชชา คือความไม่รู้แจ้งเห็นจริงปิดบังเห็น จำ คิด รู้ ให้มืดมนอนธกาล เมื่อเกิดมาแล้ว ต่างตกอยู่ในความประมาท มัวเมาในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์อันเป็นบ่วงแห่งมาร ถูกสิ่งเหล่านี้ร้อยรัดเอาไว้ ทำให้เพลิดเพลิน และหลงลืมเป้าหมายดั้งเดิมที่เกิดมาเพื่อแสวงหาหนทางของพระนิพพาน สรรพสัตว์ได้ถูกกิเลสอาสวะครอบงำจิตใจกันอยู่อย่างนี้มายาวนานมาก ทำให้ไม่ได้เฉลียวใจว่า เกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน แล้วมีอะไรเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต ผู้ใดได้มีโอกาสตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ด้วยการหมั่นตรึกระลึกนึกถึงศูนย์กลางฐานที่ ๗ จนใจหยุดนิ่งใจใสสะอาดบริสุทธิ์ ผู้นั้นก็จะรู้เห็นเรื่องราวของชีวิตไปตามความเป็นจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทานูปัตติสูตร ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ ท้าวสักกจอมเทพในชั้นดาวดึงส์นั้น กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์โดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ …

ท้าวสักกะจอมเทพ Read More »

องค์อัมรินทราธิราช (มฆมาณพ)

องค์อัมรินทราธิราช (มฆมาณพ) การเจริญสมาธิภาวนาเป็นทางมาแห่งมหากุศล และเป็นทางลัดที่สุดของการสร้างบารมี เพื่อมุ่งตรงสู่เป้าหมายคือที่สุดแห่งธรรม ทุกครั้งที่เราได้นั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนา นำใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ในตัวของเรา จะถูกกลั่นให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์จะเป็นทางมาแห่งความสุข ซึ่งความสุขที่เกิดจากใจหยุดนิ่งนี้ เป็นสิ่งที่มวลมนุษยชาติต่างปรารถนา เพราะเป็นสุขที่แท้จริง สุขที่เสรี กว้างขวาง ไร้ขอบเขต และยังเป็นเหตุให้ขจัดกิเลสอาสวะ ชำระมลทินของใจได้อีกด้วย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ว่า “อปฺปมาเทน มฆวา   เทวานํ เสฏฺฐตฺตํ คโต อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ   ปมาโท ครหิโต สทา ท้าวสักกเทวราช ถึงความเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทพยดาทั้งหลาย เพราะความไม่ประมาท บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทไม่ว่าในกาลไหนๆ  บัณฑิตทั้งหลายย่อมติเตียนความประมาท” หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า พระอินทร์หรือท้าวสักกเทวราชเป็นใคร มีจริงไหม บางครั้งเราก็ได้ยินว่า พระอินทร์ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราได้ฟังเรื่องกำเนิดของพระอินทร์กันเรียบร้อยแล้วว่า พระอินทร์เป็นใครมาก่อน และที่ได้เป็นจอมเทพในสวรรค์เพราะทรงสั่งสมบุญอะไรเอาไว้ และทรงอาศัยคุณธรรมอะไรจึงทำให้ไปบังเกิดเป็นพระอินทร์ ดังนั้นเรื่องราวของพระอินทร์จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ปรุงแต่งขึ้นมาหรือเป็นนิยายปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมา …

องค์อัมรินทราธิราช (มฆมาณพ) Read More »

ปาริฉัตรสวรรค์ (แห่งดาวดึงส์)

ปาริฉัตรสวรรค์ พื้นฐานของชีวิตมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมีความทุกข์กันทั้งสิ้น ทุกข์มีทั้งทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นับตั้งแต่วันแรกเกิดกระทั่งถึงวันที่หลับตาลาโลก ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ประจำสังขาร หรือทุกข์ที่จรเข้ามา เหมือนกับโลกที่มีความมืดเป็นพื้นฐาน แต่ที่เรามองเห็นคนสัตว์สิ่งของต่างๆได้ ก็เพราะมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว หรือที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น จึงทำให้โลกสว่างและเราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตว่า ชีวิตเป็นทุกข์แล้ว เราจะได้รีบขวนขวายหาทางพ้นทุกข์ และเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้เต็มที่ ทำใจให้ใสบริสุทธิ์หยุดนิ่งเป็นประจำสมํ่าเสมอทุกๆ วัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน * ปาริฉัตตกสูตร ว่า “สมัยใด ปาริชาตกัลปพฤกษ์ของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์บานเต็มที่แล้ว สมัยนั้นเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ต่างพากันดีใจเป็นหนักหนา อิ่มเอิบพรั่งพร้อมไปด้วยเบญจกามคุณ บำรุงบำเรออยู่ตลอดระยะเวลา ๔ เดือนทิพย์ ณ ควงไม้ปาริชาตกัลปพฤกษ์ ดอกปาริชาตกัลปพฤกษ์บานเต็มที่นั้น จะแผ่รัศมีไปได้ ๕๐ โยชน์ในบริเวณรอบๆ จะส่งกลิ่นไปตามลมได้ ๑๐๐ โยชน์” ชีวิตของชาวสวรรค์และทิพยวิมานที่เกิดจากกุศลกรรมนั้น เป็นสิ่งที่น่าศึกษามาก เพราะเป็นชีวิตหลังความตายที่น่ารื่นรมย์ อีกทั้งเป็นสัมปรายภพของผู้มีบุญทั้งหลายที่ได้ไปเสวยสุขอยู่ที่นั่น เรื่องราวความเป็นจริงเหล่านี้จะรู้เห็นได้เฉพาะตอนที่เราหลับตาลาโลกนี้ไปแล้วเท่านั้น แต่ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ก็สามารถที่จะไปศึกษาด้วยตัวเอง เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นโลกวิทูรู้แจ้งโลกทั้งสาม และสามารถนำเรื่องภพภูมิต่างๆ …

ปาริฉัตรสวรรค์ (แห่งดาวดึงส์) Read More »

เทพจุติ (ทุกข์ชาวสวรรค์)

เทพจุติ (ทุกข์ชาวสวรรค์) การเกิดมาภพชาติหนึ่งก็เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายภายใน และขยายธรรมกายให้ไปเป็นที่พึ่งแก่มวลมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ส่วนเรื่องอื่นก็เป็นเรื่องรองลงมา เพราะเป็นแต่เพียงเครื่องอาศัยอยู่ในโลกนี้เท่านั้น  แต่เป้าหมายของการเกิดมานั้น ก็เพื่อสร้างบารมีและฝึกฝนอบรมจิตให้เข้าถึงธรรมกายภายในเพื่อทำนิพพานให้แจ้งนั่นเอง ถ้าจับหลักตรงนี้ได้ เราจะดำเนินชีวิตไม่ผิดพลาด จะไม่ติดอยู่ในโลกธรรม ๘ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุข มีทุกข์ และจะไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดทั้งสิ้น ใจจะเป็นปกติติดอยู่ในกลางพระธรรมกายอย่างเดียว แม้จะดำรงชีวิตอยู่ในโลก เราก็สามารถยกใจให้อยู่เหนือโลกได้ ซึ่งการจะพัฒนาจิตใจให้ไปถึงระดับนั้นได้ ก็ต้องเริ่มจากการนำใจกลับมาหยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเบาสบาย หยุดนิ่งกันเรื่อยไป แล้วเราจะสมปรารถนามีที่พึ่งภายในกันทุกคน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน จวมานสูตร ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด เทวดาเป็นผู้จะต้องจุติจากเทพนิกาย เมื่อนั้น นิมิต ๕ ประการ ย่อมปรากฏแก่เทวดานั้น คือ ดอกไม้ย่อมเหี่ยวแห้ง ๑ ผ้าย่อมเศร้าหมอง ๑ เหงื่อย่อมไหลออกจากรักแร้ ๑ ผิวพรรณเศร้าหมองย่อมปรากฏที่กาย ๑ เทวดาย่อมไม่ยินดีในทิพยอาสน์ของตน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาทั้งหลายทราบว่า …

เทพจุติ (ทุกข์ชาวสวรรค์) Read More »

ทวยเทพสดับธรรม

ทวยเทพสดับธรรม (การทำความดีของมนุษย์ อยู่ในสายตาชาวสวรรค์) เวลาแห่งการทำใจให้หยุดนิ่ง เป็นเวลาที่มีคุณค่า นับเป็นการประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เพราะคำสอนในพระพุทธศาสนา เป็นคำสอนที่นำไปสู่การปฏิบัติ ให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยการเจริญสมาธิภาวนา เป็นคำสอนที่นำไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล แม้เราจะศึกษาคำสอนมามากมายเพียงไรก็ตาม แต่ถ้าหากว่ายังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม ยังคงเป็นเพียงใบลานเปล่า คือรู้แต่ภาคทฤษฏี แต่ยังเข้าไม่ถึงภาคปฏิบัติ เพราะฉะนั้น การเป็นผู้ทรงธรรมที่จะได้รับรสแห่งธรรม ซึ่งชนะรสทั้งปวง เราควรเริ่มจากการเจริญสมาธิภาวนาฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า “ยถาปิ รหโท คมฺภีโร   วิปฺปสนฺโน อนาวิโล เอวํ ธมฺมานิ สุตฺวาน    วิปฺปสีทนฺติ ปณฺฑิตา บัณฑิตทั้งหลาย ฟังธรรมแล้ว ย่อมเป็นผู้มีจิตผ่องใส เหมือนห้วงนํ้าที่มีความลึก เป็นห้วงนํ้าใสสะอาด ไม่มีความขุ่น ฉะนั้น” การฟังธรรมเป็นมงคลอันสูงสุด ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่จะนำไปสู่ความเจริญในชีวิต กระทั่งหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งมวลได้ ทำให้ได้ยินได้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟังมาก่อน รวมทั้งได้ทบทวนความรู้ที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว นอกจากนี้การฟังธรรมทําให้คลายความสงสัยที่มีอยู่ในใจ ผู้ที่ฟังธรรมเป็นประจำก็จะมีจิตผ่องแผ้ว และเป็นการเพิ่มพูนสัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้องอีกด้วย การฟังธรรมตามกาลนี้ถือว่าเป็นกรณียกิจของชาวสวรรค์ แม้ว่าโลกสวรรค์จะเป็นดินแดนเสวยผลบุญที่ได้เคยทำเอาไว้ในอดีตก็ตาม แต่เทวดาก็ยังรักในการสั่งสมบุญ เพราะเขารู้คุณค่าของบุญว่า ที่ได้มาเกิดเป็นเทวดาก็เพราะบุญอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญ …

ทวยเทพสดับธรรม Read More »

ดินแดนสุขาวดี

ดินแดนสุขาวดี เรามีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๑๐๐ ปี ก็ต้องจากโลกนี้ไปแล้ว จะมีอายุยืนกว่านั้นก็มีเพียงไม่กี่คน ทุกชีวิตต่างต้องบ่ายหน้าไปสู่ความเสื่อมสลาย ชีวิตหลังความตาย ยังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ลี้ลับ เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับผู้ที่ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้สั่งสมบุญเอาไว้ แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของบัณฑิตผู้รู้ทั้งหลาย ที่ท่านมักจะเตรียมตัวก่อนที่ความตายจะมาถึง พร้อมเสมอต่อการเดินทางไปสู่สัมปรายภพ เพราะรู้ว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของสรรพชีวิต ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงควรหมั่นประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ ชีวิตจะได้มีความมั่นคงและปลอดภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทิฏฐิสูตร ว่า “จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค กตเมหิ จตูหิ กายสุจริเตน วจีสุจริเตน มโนสุจริเตน สมฺมาทิฏฺฐิยา อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เหมือนถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ในสวรรค์ …

ดินแดนสุขาวดี Read More »

เฮือกสุดท้ายของชีวิต (๒)

  เฮือกสุดท้ายของชีวิต (๒) สามเณรบิดา      ธรรมดาของชีวิตมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ชีวิตหลังความตายเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ ไม่ได้สั่งสมบุญเอาไว้ แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้มีบุญที่ได้สั่งสมเอาไว้อย่างดีแล้ว เพราะการตายเป็นเพียงการเปลี่ยนภพภูมิใหม่เท่านั้นเอง ผู้เป็นบัณฑิตนักปราชญ์เห็นว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างที่คนส่วนใหญ่มักจะทุกข์อกทุกข์ใจกัน การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกภายใน เป็นทางรอดและเป็นการเพิ่มเติมความมั่นใจ ในการเดินทางไปสู่สัมปรายภพอย่างปลอดภัย เพราะพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันอบอุ่นอันเกษมที่จะนำเราไปสู่สุคติภูมิอย่างแน่นอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปัตถกัมมสูตร ว่า     “นรชนผู้มีอันจะต้องตายเป็นสภาพ ระลึกถึงความดีที่ตนได้ทำแล้วนี้ ย่อมตั้งอยู่ในอริยธรรมในปัจจุบันนี้เอง บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญนรชนนั้น นรชนนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสุคติโลกสวรรค์”      ก่อนที่เราจะหลับตาลาโลก กายมนุษย์ละเอียดจะถอดออกจากร่าง  เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของเรา เพราะเป็นเหมือนการเลือกเส้นทางชีวิตใหม่และสรุปชีวิตว่า เกิดมาในภพชาตินี้เป็นบุคคลผู้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงหรือไม่ ศึกชิงภพงบดุลชีวิต จะเปิดบัญชีบุญหรือบัญชีบาปก็อยู่ตรงนี้แหละ เมื่อครั้งที่แล้วหลวงพ่อได้เล่าลักษณะประเภทของคนที่ใกล้ตาย เมื่อละสังขารแล้วจะไปที่ไหน ลักษณะอารมณ์และนิมิตที่ปรากฏขึ้นก่อนตายเป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่กรรมารมณ์ กรรมนิมิต และคตินิมิต อารมณ์ทั้ง ๓ อย่างนี้จะเกิดแก่สรรพสัตว์ทุกรูปทุกนาม ไม่มียกเว้นว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน อันนี้เป็นเรื่องของจิตซึ่งมีการเกิดดับเร็วมาก ยกเว้นบางคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองตาย จึงกลายเป็นสัมภเวสีที่ล่องลอยไปมาหาที่เกิด แต่อย่างไรก็ตามถ้านึกถึงบุญได้ บุญก็นำไปสุคติ หากบาปอกุศลตามมาทัน …

เฮือกสุดท้ายของชีวิต (๒) Read More »

มนุสสภูมิที่สร้างบารมี

มนุสสภูมิที่สร้างบารมี ในชีวิตของมนุษย์ทุกๆ คน ตราบใดที่ยังไม่สามารถทำอาสวกิเลสให้หลุดล่อนออกจากใจได้หมดสิ้น ตราบนั้นก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันรํ่าไป  การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ จำเป็นจะต้องมีเสบียงคือบุญคอยสนับสนุน จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางของชีวิต เสบียงคือบุญนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมวลมนุษย์ เพราะวันคืนผ่านไป ได้นำพาสังขารร่างกายไปสู่ความเสื่อมสลาย ร่างกายที่เคยแข็งแรง สดชื่นแจ่มใสก็อ่อนแรงไปตามกาลเวลา บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายจึงดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท และตระหนักว่าคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตคือการสั่งสมบุญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนกว่าบุญบารมีจะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ กระทั่งสามารถทำอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไป เพื่อมุ่งสู่อายตนนิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า “กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ  การได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นการยาก” ผู้ที่ตายไปแล้ว จะกลับได้อัตภาพของความเป็นมนุษย์อีกครั้ง ที่ท่านเรียกว่า ปฏิลาโภ คือได้เป็นมนุษย์อีก เป็นสิ่งที่ยากมาก เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่จุติจากโลกมนุษย์ไปแล้ว จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกนั้นมีประมาณน้อย โดยที่แท้สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้วนั้น พากันไปเกิดในนรก ในเปตวิสัย ในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน มีประมาณมากกว่า หรือแม้จุติจากมนุษย์ไปแล้ว จะได้ไปเกิดเป็นเทวดาก็มีประมาณน้อยเหลือเกิน โดยที่แท้จะไปเกิดในนรก ในเปตวิสัย ในกำเนิดสัตว์เดรัจฉานมากกว่า” * ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากว่า ในบรรดาหมู่สัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ทั้ง ๓๑ ภูมินี้ ภพภูมิของมนุษย์เป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการสร้างบารมีมากที่สุด จะทำทานก็ทำได้ง่ายที่สุด …

มนุสสภูมิที่สร้างบารมี Read More »

ยมโลก สถานที่พิจารณาบุญและบาป

ยมโลก สถานที่พิจารณาบุญและบาป พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา แต่ละถ้อยคำที่เปล่งออกจากพระโอษฐ์ เป็นสิ่งที่มีค่าอเนกอนันต์ ทุกถ้อยคำที่พระองค์ได้ทรงแนะนำสั่งสอนชี้แนะหนทางแสงสว่างให้แก่เรานั้น มีค่ากว่ารัตนะทั้ง ๗ ที่พระเจ้าจักรพรรดิหยิบยื่นให้ เพราะสมบัติจักพรรดิจะทำให้เราสมบูรณ์พร้อมเฉพาะในโลกนี้ที่เป็นมนุษย์อยู่เท่านั้น แต่แสงแห่งธรรมอันเกิดจากรัตนะภายในที่ส่องสว่างในกลางใจ จะส่งผลให้เราสมบูรณ์พร้อมทั้งมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ เราจะดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง และปลอดภัย ทั้งภัยในโลกนี้และภัยในสังสารวัฏ ชีวิตเราจะก้าวไปสู่ความเต็มเปี่ยม ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็เพราะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก ดังนั้น การปฏิบัติธรรมด้วยการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ให้สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส จึงเป็นทางมาแห่งรัตนะทั้งภายนอกและภายใน เป็นทางแห่งความหลุดพ้นที่แท้จริง มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน เทวทูตสูตร ว่า “โจทิตา เทวทูเตหิ     เย ปมชฺชนฺติ มาณวา เต ทีฆรตฺตํ โสจนฺติ   หีนกายูปคา นรา ฯ นรชนเหล่าใดเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ ถูกเทวทูตตักเตือนแล้วยังประมาทอยู่ นรชนเหล่านั้นจะเข้าถึงหมู่สัตว์อันเลวทราม ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน” ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ที่เราเห็นกันอยู่เป็นประจำนี่แหละ พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่าเป็นเทวทูต ที่จะเตือนใจให้เราไม่ประมาทในชีวิตว่า ทันทีที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ สิ่งที่บ่งบอกถึงความทุกข์ที่เราสังเกตเห็นได้ ก็คือเสียงร้องไห้ของเด็กทารกแรกเกิด ความเกิดมาพร้อมกับความแก่ …

ยมโลก สถานที่พิจารณาบุญและบาป Read More »

นิรยภูมิสำหรับคนบาป

นิรยภูมิสำหรับคนบาป มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาต่างรักตัวกลัวตาย คือรักตัวเองมากที่สุด ส่วนความรักที่มีต่อคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นรักพ่อแม่ รักญาติพี่น้อง รักภรรยาสามี  เป็นเรื่องที่รองลงไป น้อยคนนักที่จะรักคนได้ทั้งโลกเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันดังเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์เข้าถึงกายธรรมอรหัตพ้นจากความทุกข์ทั้งมวลแล้ว ทรงเมตตาแนะนำมนุษย์และเทวาตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ในสังสารวัฏ เข้าสู่อายตนนิพพานซึ่งเป็นความสุขอันเป็นนิรันดร์ ใจของพระองค์รักมวลมนุษยชาติเสมอเหมือนพระญาติร่วมสายโลหิต นั่นเป็นเพราะพระองค์ทรงมีพระเมตตา มีใจที่เป็นกลางๆ ไม่มีอคติ ไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ดังนั้น เมื่อเรารักตนและผู้อื่น จะต้องทำตนให้เข้าถึงธรรมกาย สันติสุขจะได้ขยายไปทั่วโลก มีวาระพระบาลีที่ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน เทวทูตสูตร ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านายนิรยบาลจะโยนสัตว์นรกเข้าไปในมหานรก ก็มหานรกนั้นมีสี่มุม สี่ประตู แบ่งไว้โดยส่วนเท่ากัน มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก พื้นของนรกใหญ่นั้นสำเร็จด้วยเหล็กล้วนๆ ลุกโพลง แผ่ไปตลอดร้อยโยชน์รอบด้าน ประดิษฐานอยู่ทุกเมื่อ” นรกคือดินแดนที่เสวยวิบากกรรมของผู้ที่ได้ทำบาปอกุศลเอาไว้ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ซึ่งเกิดขึ้นมาด้วยอำนาจของบาปที่มีภพภูมิไว้รองรับผู้ทำบาปกรรมเอาไว้ในสมัยที่เป็นมนุษย์ การที่หลวงพ่อได้ยกข้อความในเทวทูตสูตรมากล่าว ก็เพื่อจะได้นำเรื่องราวเส้นทางการเดินทางไปสู่ปรโลก ที่ต้องไปเสวยทุกข์ในอบายภูมิมาเล่าให้ทุกท่านได้ศึกษากัน จะมีรายละเอียดในแง่มุมต่างๆ ที่หลวงพ่ออยากจะให้ทุกท่านได้ทราบว่า นรกมีจริงไหม อยู่ที่ไหน และเป็นที่เสวยวิบากกรรมของใครบ้าง ถ้าหากนรกมีอยู่จริง ทำไมมนุษย์ส่วนใหญ่จึงไม่เห็นนรก และดูเหมือนจะไม่กลัวตกนรกกันเลย นี่ก็เป็นความกังขาที่เรามักได้ยินคำถามนี้กันบ่อยๆ การที่มนุษย์เรามองไม่เห็นอบายภูมิได้ด้วยตาเนื้อนั้น ก็ไม่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีอยู่จริงๆ ของที่เรามองไม่เห็น จะบอกว่าไม่มีก็คงไม่ถูก …

นิรยภูมิสำหรับคนบาป Read More »

ทุกข์ในนรก

ทุกข์ในนรก การเกิดมาเป็นมนุษย์ หากไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ชีวิตก็เหมือนกับการเกิดมาเปล่า เพราะไม่รู้เส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง ว่าอะไรเป็นสาระเป็นแก่นสาร หรือเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต การที่พวกเราทั้งหลายเกิดมาพบกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับว่าเป็นโชคอันมหาศาล ยิ่งกว่าการได้สมบัติจักรพรรดิเสียอีก เพราะสมบัติภายนอกเป็นเพียงของนอกกายที่เราอาศัยกันอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว จะเอาติดตัวไปด้วยก็ไม่ได้ พระธรรมคำสอนอันบริสุทธิ์ที่เราได้รับฟัง แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ จะเป็นแสงส่องนำทางชีวิต ให้เราดำเนินไปในทางที่ถูกต้องและปลอดภัย ความไม่ประมาทเป็นธรรมที่สำคัญ คุณธรรมทั้งหลายต่างรวมลงในความไม่ประมาท เหมือนรอยเท้าสัตว์ทุกชนิดประมวลรวมลงในรอยเท้าช้าง ดังนั้น การมีชีวิตอยู่ในหนทางแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่ประมาทในการสั่งสมบุญ เว้นขาดจากบาปอกุศล จึงเป็นวิถีชีวิตของบัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พาลบัณฑิตสูตร ว่า “ส โข โส ภิกฺขเว พาโล กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั่นแล ประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว …

ทุกข์ในนรก Read More »

ที่ตั้งของมหานรก

ที่ตั้งของมหานรก (พระมาลกะติสสะ อดีตนายพราน) เราเกิดมามีเวลาสร้างบารมีบนโลกใบนี้เพียงชั่วคราว ส่วนใหญ่ไม่ถึง ๑๐๐ ปี ก็จะต้องจากโลกนี้ไปแล้ว แม้ทรัพย์สมบัติภายนอกที่มีอยู่ก็ไม่สามารถจะเอาติดตัวไปได้ สิ่งที่จะติดตัวเราไป มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นเอง  ถ้าหากเราสั่งสมบุญ ชีวิตเราก็จะมีคุณค่า เพราะเกิดมาแล้วมีชีวิตที่ไม่ว่างเปล่าจากความดี ได้ทำชีวิตให้เกิดประโยชนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น บุญบารมีที่เราสั่งสมเอาไว้นั้น จะเป็นทิพยสมบัติรอคอยให้เราได้ไปเสวยสุขในสัมปรายภพ แต่บาปอกุศลแม้เพียงน้อยนิดที่ทำไว้ ก็จะติดตามเราไป ทำให้ชีวิตของเราประสบความยากลำบากในภพเบื้องหน้า เพราะฉะนั้นเกิดมาทั้งที โดยเฉพาะเกิดมาในยุคที่มีพระพุทธศาสนากำลังเจริญรุ่งเรือง ก็ขอให้ขวนขวายสร้างบุญบารมีให้เต็มที่กันทุกคน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน เทวทูตสูตร ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหานรกนั้นมีเปลวไฟพุ่งจากฝาด้านหน้าจรดฝาด้านหลัง พุ่งจากฝาด้านหลังจรดฝาด้านหน้า พุ่งจากฝาด้านเหนือจรดฝาด้านใต้ พุ่งจากฝาด้านใต้จรดฝาด้านเหนือ พุ่งขึ้นจากข้างล่างจรดข้างบน พุ่งจากข้างบนจรดข้างล่าง สัตว์นั้นจะเสวยทุกขเวทนาที่แรงกล้า เจ็บแสบอยู่ในมหานรกนั้น และยังไม่ตายตราบเท่าที่บาปกรรมยังไม่สิ้นสุด” เรายังคงอยู่ในเรื่องภพภูมิอันน่าสะพรึงกลัวคือในอบายกันอยู่  คำว่า มหานรก ท่านหมายเอาอเวจีมหานรก ซึ่งเป็นนรกขุมใหญ่ที่สุด และอยู่ลึกที่สุด การถูกลงโทษก็ทรมานมากที่สุดชนิดไม่มีเวลาพักกันเลย ความร้อนแรงของอเวจีมหานรกนั้นแผ่ไปตลอด ๑๐๐ โยชน์ ในมหานรกนี้ มีแต่ไฟลุกท่วมอยู่ตลอดเวลา ถ้าเอาก้อนหินก้อนใหญ่ๆ เท่าบ้านหลังโตๆ โยนเข้าไปในไฟนรก เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น หินก้อนนั้นก็จะแหลกละเอียดเป็นจุณทันที แต่ที่สัตว์นรกทนอยู่ได้ ก็เพราะแรงกรรมที่ทำเอาไว้ …

ที่ตั้งของมหานรก Read More »

มหานรก ๘ ขุม

มหานรก ๘ ขุม ธรรมดาของชีวิตมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ชีวิตหลังความตายเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ ไม่ได้สั่งสมบุญไว้ แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้มีบุญที่ได้สั่งสมไว้อย่างดีแล้ว เพราะการตายเป็นเพียงการเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิใหม่เท่านั้นเอง ผู้เป็นบัณฑิตเห็นว่าการเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างที่คนส่วนใหญ่มักจะทุกข์อกทุกข์ใจ เมื่อมีญาติอันเป็นที่รักจากไป การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกภายใน เป็นการเพิ่มเติมความมั่นใจ ในการเดินทางไปสู่สัมปรายภพ เพราะพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันอบอุ่นและปลอดภัยที่จะนำไปสู่สุคติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทิฏฐิสูตร ว่า “จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ จตูหิ กายทุจฺจริเตน วจีทุจฺจริเตน มโนทุจฺจริเตน มิจฺฉาทิฏฺฐิยา อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้  เหมือนถูกนำมาโยนลงในนรก ธรรม ๔ ประการ คือ บุคคลผู้มีกายทุจริต วจีทุจริต …

มหานรก ๘ ขุม Read More »