ธรรมะเพื่อประชาชน

พระพุทธคุณ ตอน ผู้รู้แจ้งด้วยตนเอง

พระพุทธคุณ ตอน ผู้รู้แจ้งด้วยตนเอง (เส้นทางกว่าจะตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงบริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากอาสวกิเลสทั้งปวง กิจที่จะต้องทำยิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว พวกเราผู้เป็นพุทธศาสนิกชน ควรใช้ชีวิตของเราให้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ โดยหมั่นฝึกฝนใจให้หยุดให้นิ่ง จนกระทั่งเข้าถึงผู้รู้แจ้งภายใน คือ พระธรรมกายตามอย่างพระพุทธองค์ไปด้วย เมื่อพระบรมศาสดาของเราตรัสรู้ธรรม ทรงหยุดใจนิ่งเข้าถึงพระธรรมกาย ที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เข้าไปตามลำดับ ในหนทางสายกลางที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ในกลางกายของพระองค์ จนเข้าถึงกายธรรมอรหัต เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงประหารกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปได้ อีกทั้งทรงรู้แจ้งในธรรมทั้งปวง ทั้งเหตุและผลอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง ความรู้แจ้งในธรรมของพระองค์นี้ ไม่ได้เกิดจากการแนะนำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ท่านใด แต่เกิดจากดวงปัญญาของผู้รู้ที่อยู่ภายใน คือ กายธรรมอรหัต เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์เข้าถึงนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงพระนามว่า สัมมาสัมพุทโธ ผู้ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง ดังที่ตรัสกับอุปกาชีวกว่า “เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทั้งปวง อันตัณหา และทิฏฐิไม่ฉาบทาแล้ว ในธรรมทั้งปวง ละธรรมเป็นไปในภูมิสามได้หมด พ้นแล้วเพราะ ความสิ้นไปแห่งตัณหา เราตรัสรู้ยิ่งเองแล้ว จะพึง อ้างใครเล่า อาจารย์ของเราไม่มี คนเช่นเรา ก็ไม่มี บุคคลเสมอเหมือนเราก็ไม่มี …

พระพุทธคุณ ตอน ผู้รู้แจ้งด้วยตนเอง Read More »

พระพุทธคุณ ตอน สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ

พระพุทธคุณ ตอน สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ( พระพุทธองค์ทรงรักในการฝึกฝนอบรมตนเองมานับภพนับชาติไม่ถ้วน) วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากวันเป็นเดือน เป็นหลายๆ เดือน ถ้าหากเราได้มองย้อนกลับไป พิจารณาการกระทำของตนเองที่ผ่านมาแล้วพบว่า เราได้ใช้เวลาของเราอย่างมีคุณค่า ทำสิ่งที่เป็นที่พึ่งแก่ชีวิตของเรา ด้วยการบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เราจะมีแต่ความปีติเป็นเครื่องตอบแทน เพราะทาน ศีล และภาวนานั้น จะกลั่นกาย วาจา ใจ ของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ และดึงดูดแต่สิ่งที่ดีงามเข้ามาหาตัวเรา พระวังคีสเถระได้กล่าวสรรเสริฐพุทธคุณไว้ใน ขุททกนิกาย อปทาน ว่า อนาถานํ ภวํ นาโถ     ภีตานํ อภยปฺปโท วิสฺสาสํ ภูมิสนฺตานํ     สรณํ สรเณสินํ ฯ พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของผู้ไร้ที่พึ่ง ทรงประทานความไม่มีภัยแก่เหล่าชนผู้มีความกลัว ทรงเป็นที่คุ้นเคยของผู้มีภูมิธรรมสงบ ทรงเป็นที่พึ่งที่ระลึกของผู้แสวงหาที่พึ่งที่ระลึก การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นที่พึ่งที่ระลึกของสรรพสัตว์ทั้งปวงได้ เพราะพระองค์ทรงพระคุณเป็นเลิศ และมีอยู่ข้อหนึ่งคือ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ วิชชา ในที่นี้หมายถึง ความรู้ที่กำจัดความมืดได้ ความมืดคือ อวิชชา …

พระพุทธคุณ ตอน สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ Read More »

พระพุทธคุณ ตอน ผู้เป็นครูของมนุษย์และเทวา

พระพุทธคุณ ตอน ผู้เป็นครูของมนุษย์และเทวา (พระพุทธองค์ไม่ได้โปรดแต่มนุษย์เท่านั้น ทรงโปรดหมด ตั้งแต่เทวดา พรหม อรูปพรหมทุกชั้น มนุษย์ทั้งหลาย ไปจนถึงสัตว์เดียรัจฉาน ตามแต่กำลังบุญของใครจะรับได้) ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมอันสงบประณีต ละเอียดลึกซึ้ง จะคาดคะเนเองไม่ได้ รู้ได้เฉพาะผู้ที่ลงมือปฏิบัติเท่านั้น เป็นของเฉพาะตนที่ผู้ได้บรรลุจะรู้เห็นเอง พระพุทธองค์ตรัสว่า “พระองค์ทรงเป็นผู้ชี้แนะหนทางเท่านั้น” ส่วนพวกเราต้องลงมือปฏิบัติเอง หากเราตั้งใจปฏิบัติกันจริงๆ และปฏิบัติอย่างถูกวิธี ย่อมเข้าถึงธรรมได้อย่างแน่นอน เนื่องจากธรรมทั้งหลายมีอยู่แล้วภายในตัวของเรา ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นหรือสมมติขึ้นมา เป็นของดีที่มีอยู่แล้วในตัวของมนุษย์ทุกคนในโลก จะเข้าถึงได้ต้องทำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เท่านั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้พระนามว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ คือ ทรงเป็นบรมครูของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เพราะตั้งแต่แรกที่ทรงสร้างบารมี พระองค์ทรงมีมหากรุณาธิคุณ ตั้งความปรารถนาที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ไปสู่พระนิพพาน คำว่า นำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้น หมายความว่า พระองค์ไม่ได้โปรดแต่มนุษย์เท่านั้น ทรงโปรดหมด ตั้งแต่เทวดา พรหม อรูปพรหมทุกชั้น มนุษย์ทั้งหลาย ไปจนถึงสัตว์เดียรัจฉาน ตามแต่กำลังบุญของใครจะรับได้ เราจะเห็นได้จากพุทธกิจ คือ กิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติเป็นประจำทุกๆ วัน พุทธกิจที่พระองค์ทรงบำเพ็ญเป็นประจำ …

พระพุทธคุณ ตอน ผู้เป็นครูของมนุษย์และเทวา Read More »

พระพุทธคุณ ตอน ผู้รู้แจ้งโลก

พระพุทธคุณ ตอน ผู้รู้แจ้งโลก (พระพุทธองค์ทรงรู้อัธยาศัยของสัตวโลก ว่าใครจะต้องสอนอย่างไร ต้องฝึกอย่างไรจึงจะได้บรรลุธรรม หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวงได้ ) เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพื่อแสวงหาสิ่งที่ทำให้เราบริสุทธิ์ที่สุด บริสุทธิ์จนกระทั่งพบกับตัวตนที่แท้จริง ที่มั่นคงที่สุดไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีความสุขอย่างแท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระอรหันตเจ้าทั้งหลายต่างพบว่า พระรัตนตรัยเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด และมีอยู่แล้วในตัวของพวกเราทุกคน เป็นธรรมที่สงบ ละเอียด ประณีต จะนึกคิดหรือคาดคะเนไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่เราจะต้องปฏิบัติให้เข้าถึงเอง ต้องปรับใจให้ละเอียด ให้หยุดนิ่งไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าไปถึงแหล่งแห่งความสุข ความบริสุทธิ์ แหล่งของสติ แหล่งของปัญญา เมื่อนั้นเราจะรู้เห็นทุกสิ่งไปตามความเป็นจริง มีธรรมภาษิตใน อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ว่า ปสยฺห มารํ อภิภุยฺย อนฺตกํ โย จ ผุสี ชาติขยํ ปธานวา โส ตาทิโส โลกวิทู สุเมโธ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อตมฺมโย มุนิ บุคคลใดมีความเพียร ข่มขี่มาร ครอบงำมัจจุราชได้แล้ว ได้ถูกต้องธรรมอันเป็นที่สิ้นการเกิด บุคคลเช่นนั้นย่อมเป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้มีปัญญาดี …

พระพุทธคุณ ตอน ผู้รู้แจ้งโลก Read More »

ความอัศจรรย์แห่งมนต์ ๒ (พระโพธิสัตว์ตามหาแก้วมณีที่พระราชานำไปวางไว้เพื่อทดสอบอานุภาพของตน)

ความอัศจรรย์แห่งมนต์ ๒ (พระโพธิสัตว์ตามหาแก้วมณีที่พระราชานำไปวางไว้เพื่อทดสอบอานุภาพของตน) การปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา คือการทำใจให้หยุดนิ่ง เพื่อกลั่นใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส เพราะใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส จะเป็นใจที่มีคุณภาพ มีความละเอียดนุ่มนวลควรแก่การงาน โดยเราจะต้องนำใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ดำเนินจิตเข้าสู่เส้นทางสายกลาง เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในซึ่งเป็นที่ระลึกที่แท้จริงของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อเข้าถึงได้แล้ว ความสุขที่ไม่มีประมาณเป็นเอกันตบรมสุขย่อมบังเกิดขึ้น จะทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้น เป็นชีวิตที่ปลอดภัยจากภัยทั้งปวงทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า * มีวาระพระบาลีใน ปทกุสลมาณวชาดก ความว่า “เยน สิญฺจนฺติ ทุกฺขิตํ เยน สิญฺจนฺติ อาตุรํ ตสฺส มชฺเฌ มริสฺสามิ ชาตํ สรณโต ภยํ ชนทั้งหลาย ย่อมรดผู้ที่มีความทุกข์ด้วยน้ำใด ชนทั้งหลายย่อมรดผู้ที่เร่าร้อนด้วยน้ำใด เราจักตายในท่ามกลางน้ำนั้น ภัยเกิดแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว” สิ่งที่เราใช้ประโยชน์อยู่ทุกๆ วันนั้น หากใช้สอยโดยไม่มีสติพินิจพิจารณา ก็อาจก่อให้เกิดโทษได้ เหมือนน้ำที่เราดื่มกินดับกระหายทุกวันนั้น สามารถให้โทษแก่เราได้เช่นกัน ในยามที่เราเกิดกระหายน้ำอย่างมาก หากดื่มด้วยความเร่งรีบ โดยไม่ระมัดระวังก็อาจสำลัก หรือดื่มมากเกินไปจนเกิดอาการจุกเสียด หรือบางครั้งน้ำอาจท่วมปอดตายได้เช่นกัน เรื่องราวเกี่ยวกับความอัศจรรย์แห่งมนต์ของพระโพธิสัตว์ ซึ่งท่านได้เรียนมาจากมารดาผู้เป็นยักษิณี แล้วได้เดินทางเข้ารับราชการในเมืองพาราณสี โดยมีบิดาเป็นผู้แนะนำ เมื่อรับราชการแล้ว ปุโรหิตยังไม่เคยเห็นพระโพธิสัตว์แสดงอานุภาพของมนต์ให้ประจักษ์ …

ความอัศจรรย์แห่งมนต์ ๒ (พระโพธิสัตว์ตามหาแก้วมณีที่พระราชานำไปวางไว้เพื่อทดสอบอานุภาพของตน) Read More »

ทำบุญอย่างไรได้ผลมาก (พระบรมศาสดาตรัสตอบข้อสงสัยของปริพาชกวัจฉโคตร เรื่องการทำบุญในพระพุทธศาสนา)

ทำบุญอย่างไรได้ผลมาก (พระบรมศาสดาตรัสตอบข้อสงสัยของปริพาชกวัจฉโคตร เรื่องการทำบุญในพระพุทธศาสนา) ทุกคนที่เกิดมา ไม่สามารถนำสิ่งใดติดตัวมาได้ มีเพียงบุญและบาปเท่านั้นที่ติดตัวมา และปรุงแต่งให้เกิดรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เพราะเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากเหตุแห่งการกระทำในอดีต และเมื่อถึงคราวจะหลับตาลาโลกนี้ไป เราก็ไม่อาจนำสิ่งใดติดตัวไปได้อีก จะมีเพียงบุญและบาปที่เราได้ทำไว้ในขณะที่เป็นมนุษย์เท่านั้น ผลของบาปมีความทุกข์ทรมานเป็นผล ส่วนผลของบุญ ก็มีความสุขความสมปรารถนาเป็นผล สิ่งใดก็ตามที่เราทำไว้ในอดีต สิ่งนั้นจะตามส่งผลเสมอ ไม่ช้าก็เร็ว เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยตัวปล่อยใจไปทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศล ควรประกอบแต่กุศลกรรมไว้มากๆ เพราะวิบากแห่งกรรมดีจะส่งผลให้เราประสบความสุขและความสำเร็จไปทุกภพทุกชาติอย่างแน่นอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อิณสูตร ความว่า “บุคคลผู้มีจิตผ่องใส เป็นผู้มีศรัทธา ให้ทานด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลาย ที่ได้มาโดยชอบธรรม แม้จะอยู่ครองเรือน ย่อมเป็นผู้ยึดถือชัยชนะไว้ได้ในโลกทั้งสอง คือ ประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน และความสุขในสัมปรายภพ การบริจาคดังกล่าวมานั้น ย่อมเป็นเหตุให้บุญกุศลพอกพูนขึ้น” ชีวิตการครองเรือนมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบมากมาย ตั้งแต่สามีต้องดูแลภรรยา หรือภรรยาต้องเอาใจใส่ต่อสามี เมื่อมีลูกก็มีห่วงมีกังวล ต้องรับผิดชอบในการเลี้ยงดูลูกให้เจริญเติบโต ให้มีความเป็นอยู่และการศึกษาที่ดี จึงจำเป็นต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ กลางคืนเป็นควันกลางวันเป็นไฟ ทรัพย์ที่ได้มาก็เป็นทรัพย์ที่สุจริตบ้าง ทุจริตบ้าง เพื่อให้ได้มาบำรุงเลี้ยงตนและครอบครัวให้มีความสุขสบาย แม้มีทรัพย์แล้ว ยังต้องกังวลกับการเก็บรักษาทรัพย์สมบัติเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวนเงินทองเรือกสวนไร่นารถราบ้านช่อง หรือทรัพย์สินต่างๆ ที่หามาได้ สิ่งเหล่านี้แม้จะอำนวยประโยชน์ …

ทำบุญอย่างไรได้ผลมาก (พระบรมศาสดาตรัสตอบข้อสงสัยของปริพาชกวัจฉโคตร เรื่องการทำบุญในพระพุทธศาสนา) Read More »

จงฉลาดในการใช้ทรัพย์ (พระบรมศาสดาให้โอวาทอนาถบิณฑิกเศรษฐีเรืองการใช้ทรัพย์)

จงฉลาดในการใช้ทรัพย์ (พระบรมศาสดาให้โอวาทอนาถบิณฑิกเศรษฐีเรืองการใช้ทรัพย์ฆ) เวลาในโลกมนุษย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเมื่อผ่านไปก็ไม่ผ่านไปเปล่า ยังได้นำความแก่ชรา ความเสื่อมของสังขารมาให้ สำหรับชีวิตของนักสร้างบารมีนั้น ต้องไม่ปล่อยให้สังขารเสื่อมไปเปล่า แต่ต้องสร้างบุญไปพร้อมๆ กับเวลาที่ล่วงเลยไป ยิ่งอายุเพิ่มขึ้นบุญบารมีก็ยิ่งต้องเพิ่มพูนขึ้นด้วย การใช้ชีวิตให้ผ่านไปด้วยการสร้างบุญเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต เกิดมาอย่างมีคุณค่า ได้ใช้ชีวิตคุ้มค่าสมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์มาพบพระพุทธศาสนา มีวาระแห่งสุภาษิตใน สัปปุริสสูตร ความว่า “สัตบุรุษผู้ครอบครองทรัพย์ ย่อมเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เทวดาย่อมรักษาเขาผู้อันธรรมคุ้มครองแล้ว เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีล และความประพฤติ เกียรติย่อมไม่ละผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครจะสามารถติเตียนผู้ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล มีวาจาสัจ มีหิริในใจ เปรียบเหมือนแท่งทองชมพูนุท แม้เทวดาก็ชื่นชม แม้พรหมก็สรรเสริญ” สัตบุรุษทั้งหลายในโลกนี้ เป็นผู้ที่มีดวงปัญญาแจ่มใส สามารถแยกแยะได้อย่างแจ่มแจ้งว่า สิ่งใดเป็นประโยชน์มาก สิ่งใดเป็นประโยชน์น้อย หรือสิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ จะรู้แจ้งทั้งในโลกนี้และหนทางที่จะไปสู่ปรโลก ผู้เป็นสัตบุรุษ แม้เมื่อมีทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว ก็จะมองทรัพย์เหล่านั้นเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ที่จะสนับสนุนให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย และเป็นสิ่งที่ไว้ใช้สร้างบารมีทำประโยชน์ใหญ่ให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติ บัณฑิตนักปราชญ์เมื่อมีทรัพย์จึงไม่หวงแหนหรือตระหนี่แม้แต่น้อย พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ เพราะทุกภพทุกชาติที่เกิดมานั้น ท่านไม่เคยมีความตระหนี่เกิดขึ้นในใจแม้แต่น้อย มีแต่ให้กับให้ ตัวท่านนั้นมุ่งพระโพธิญาณอย่างเดียว ใช้ทรัพย์เป็นเครื่องมือในการสร้างบารมีเท่านั้น ในความคิดของนักสร้างบารมี ทรัพย์ที่มีอยู่ก็เพื่อสร้างบารมีเพียงอย่างเดียว พวกเรามักได้เห็นตัวอย่างของนักสร้างบารมีทั้งหลายในกาลก่อน ทุกๆ ครั้งที่เหล่านักสร้างบารมีเหล่านั้นบริจาคทรัพย์ …

จงฉลาดในการใช้ทรัพย์ (พระบรมศาสดาให้โอวาทอนาถบิณฑิกเศรษฐีเรืองการใช้ทรัพย์) Read More »

ดำรงตนบนหนทางสู่สวรรค์ (เส้นทางสวรรค์นางนกกระยางอดีตนางสุชาดาภรรยามฆมาณพ)

ดำรงตนบนหนทางสู่สวรรค์ (เส้นทางสวรรค์นางนกกระยางอดีตนางสุชาดาภรรยามฆมาณพ) เราเกิดมาภพชาติหนึ่ง เพื่อแสวงหาพระรัตนตรัยหรือต้องการเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นกายที่คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุข ที่เป็นสุขล้วนๆ และเป็นตัวตนที่แท้จริง ธรรมกายนี้เป็นธรรมขันธ์ มีความสะอาดบริสุทธิ์ล้วนๆ ส่วนขันธ์ ๕ หรือร่างกายของเรา เป็นสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นทุกข์ ไม่อาจจะทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เพราะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ต้องคอยดูแลเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การแสวงหาพระธรรมกายจึงเป็นการแสวงหาของจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของมวลมนุษยชาติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบทว่า “น ตํ มาตา ปิตา กยิรา อญฺเญ วาปิ จ ญาตกา สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ เสยฺยโส นํ ตโต กเร มารดาบิดา หรือว่าญาติเหล่าอื่น ไม่พึงทำเหตุนั้นให้ได้ แต่จิตอันตั้งไว้ชอบแล้ว พึงทำเขาให้ประเสริฐกว่าเหตุนั้น” การสั่งสมบุญเป็นเหตุนำสุขมาให้ เป็นเรื่องเฉพาะตน ใครทำคนนั้นก็ได้ จะทำแทนกันไม่ได้ เหมือนกินข้าว ใครกินคนนั้นก็อิ่ม …

ดำรงตนบนหนทางสู่สวรรค์ (เส้นทางสวรรค์นางนกกระยางอดีตนางสุชาดาภรรยามฆมาณพ) Read More »

ผู้จรรโลงพระพุทธศาสนา

ผู้จรรโลงพระพุทธศาสนา (พระเจ้าอโศกมหาราชค้นพบพระบรมธาตุสำหรับประดิษฐานในพระวิหาร ๘๔,๐๐๐ แห่ง) ในห้วงวัฏสงสารอันยาวไกล ทุกชีวิตต่างแสวงหาที่พึ่ง บ้างแสวงหาปัจจัยสี่เพื่อนำมาใช้ในการดำรงชีวิต บ้างแสวงหาอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าสิ่งที่ควรแสวงหานั้น คือพระรัตนตรัยซึ่งเป็นที่พึ่งอันเกษมของทุกชีวิต เป็นสภาวธรรมอันละเอียดที่มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยการทำใจหยุด ทำใจนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ถ้าทำอย่างถูกต้อง เบาสบายและต่อเนื่อง ในที่สุดเราย่อมจะค้นพบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของชีวิต โดยไม่ต้องไปแสวงหาสิ่งใดอีก เพราะไม่มีการแสวงหาใดๆ ในโลกที่จะสำคัญยิ่งไปกว่าการแสวงหาพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ใน ธนสูตร ความว่า “ยสฺส สทฺธา ตถาคเต อจลา สุปติฏฺฐิตา สีลญฺจ ยสฺส กลฺยาณํ อริยกนฺตํ ปสํสิตํ สงฺเฆ ปสาโท ยสฺสตฺถิ อุชุภูตญฺจ ทสฺสนํ อทลิทฺโทติ ตํ อาหุ อโมฆํ ตสฺส ชีวิตํ ผู้ใดมีความเชื่อในพระตถาคต ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีศีลอันงาม อันพระอริยะชอบใจ สรรเสริญ มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง …

ผู้จรรโลงพระพุทธศาสนา Read More »

อานุภาพเนรุบรรพต (หงส์โพธิสัตว์ละทิ้งเนรุบรรพต เพราะแม้จะมีค่ามากสักปานใด ก็ไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อันเหมาะสม)

อานุภาพเนรุบรรพต (หงส์โพธิสัตว์ละทิ้งเนรุบรรพต เพราะแม้จะมีค่ามากสักปานใด ก็ไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อันเหมาะสม) เวลาในโลกมนุษย์เพียงวันละ ๒๔ ชั่วโมงนั้น เป็นเวลาที่น้อยมาก ยิ่งวันเวลาผ่านพ้นไป สังขารร่างกายของเราก็ยิ่งเสื่อมไปตามลำดับ เหมือนพระอาทิตย์ที่เดินทางมาจนเริ่มบ่ายคล้อยทุกขณะ และเหลือเวลาอีกไม่นาน ก็ต้องอัสดง นี่คือความเป็นจริงของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมราชา หรือยาจกเข็ญใจ ต่างต้องตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ทุกคน ขอให้ทุกคนตระหนักว่า ในขณะที่สังขารร่างกายกำลังเดินทางไปสู่ความเสื่อมสลายทุกลมหายใจควรต้องเป็นไปเพื่อการสร้างบารมีเท่านั้น เราต้องบำเพ็ญทั้งทาน ศีล และภาวนาไม่ให้ขาดแม้แต่วันเดียว โดยเฉพาะการทำใจให้หยุดนิ่งนี้เป็นวัตถุประสงค์หลักของการเกิดมาของมนุษย์ทุกๆ คน มีวาระพระบาลีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มงคลสูตร ความว่า “ปฏิรูปเทสวาโส เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การอยู่ในประเทศที่เหมาะสม เป็นมงคลอันสูงสุด” ถิ่นที่อยู่อันเหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สภาพแวดล้อมที่ดีนั้น ย่อมมีผลต่อทุกคน โดยเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวจะมีผลต่อการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ และอุปนิสัยใจคออย่างมาก แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงนำเรื่องราวในอดีตมาตรัสเล่าว่า แม้รุกขชาติที่ปราศจากความรู้สึก ไม่มีวิญญาณ มีเพียงการเจริญเติบโตตามสภาพของมันเท่านั้น แต่หากอาศัยอยู่ใกล้สิ่งใด ก็มักจะเป็นเหมือนสิ่งนั้นด้วย ต้นมะม่วงที่เคยหอมหวานอร่อย อยู่ใกล้ต้นสะเดา ถูกกิ่งและรากเกี่ยวพัน ยังทำให้กลายเป็นมะม่วงที่มีรสขมเหมือนสะเดาได้ จะกล่าวไปไยกับหมู่มนุษย์ที่ยังไม่หมดอาสวกิเลส ถูกอวิชชาปิดบัง จะไม่ถูกสภาพถิ่นที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยได้ ในยุคปัจจุบัน ถิ่นที่เหมาะสมในการสร้างบารมี และสร้างคนให้เป็นคนดีนั้น นับวันยิ่งลดน้อยลงไปทุกขณะ ส่วนใหญ่มักพบกับสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างบารมี …

อานุภาพเนรุบรรพต (หงส์โพธิสัตว์ละทิ้งเนรุบรรพต เพราะแม้จะมีค่ามากสักปานใด ก็ไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อันเหมาะสม) Read More »

เสียงสาธุการของเทวดา (เทพนารีสาธุการการท่องมนต์ในถ้ำของภิกษุหนุ่มวัดโกฏิบรรพต)

เสียงสาธุการของเทวดา (เทพนารีสาธุการการท่องมนต์ในถ้ำของภิกษุหนุ่มวัดโกฏิบรรพต) ชีวิตในโลกนี้แสนสั้น แต่ชีวิตหลังความตายนั้นยาวนานมาก เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงไม่ถึง ๑๐๐ ปีก็ต้องจากโลกไป แต่การเสวยสุขในสุคติโลกสวรรค์ หรือเสวยวิบากกรรมในอบายภูมิ เป็นช่วงเวลาที่แสนจะยาวนาน นานเป็นกัปๆ ชีวิตหลังความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัว สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจและไม่ได้สั่งสมบุญไว้ แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้มีบุญที่ได้สั่งสมไว้ดีแล้ว เพราะการตายเป็นเพียงการเปลี่ยนภพภูมิหรือเปลี่ยนที่อยู่ใหม่เท่านั้นเอง อย่างไรก็ดีการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกภายใน จะเป็นหลักประกันชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย เพราะพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันอุดมและปลอดภัยที่สุด ที่จะนำชีวิตไปสู่สุคติภูมิอย่างแน่นอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า “อสชฺฌายมลา มนฺตา อนุฏฺฐานมลา ฆรา มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ ปมาโท รกฺขโต มลํ มนต์ทั้งหลาย มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา” มนต์หรือวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาในโลกนี้ หากไม่นำมาทบทวนหรือใช้บ่อยๆ ไม่นานก็ลืม ท่านจึงบอกว่าการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เหมือนของกินหากไม่กินมันก็เน่า ของเก่าหากไม่นำมาเล่าบ่อยๆ เดี๋ยวก็ลืม บ้านเรือนของเราก็เช่นกัน ต้องหมั่นดูแลรักษาปัดกวาด เช็ด ถู ให้แลดูสะอาดตา มิเช่นนั้นฝุ่นลอองก็จะจับ สรีระยนต์ของเราก็เช่นกัน ต้องหมั่นอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ไม่ให้มีกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา …

เสียงสาธุการของเทวดา (เทพนารีสาธุการการท่องมนต์ในถ้ำของภิกษุหนุ่มวัดโกฏิบรรพต) Read More »

หนวดเต่า เขากระต่าย (มหาธนเศรษฐีถูกหญิงงามเมืองปฎิเสธ เกิดความสลดใจ ได้สติ เบื่อหน่ายในเพศฆราวาส)

หนวดเต่า เขากระต่าย (มหาธนเศรษฐีถูกหญิงงามเมืองปฎิเสธ เกิดความสลดใจ ได้สติ เบื่อหน่ายในเพศฆราวาส) มีคำกล่าวที่ว่า ชีวิต คือการต่อสู้ แต่การต่อสู้ที่เข้าใจนั้น ยังเป็นความเข้าใจในระดับพื้นฐาน เช่นต่อสู้กันในเชิงธุรกิจ ในเรื่องการทำมาหากิน ต้องแก่งแย่งกัน ชิงดีกัน มีทั้งคู่แข่ง และคู่แค้น ต้องกระทบกระทั่งเบียดเบียนกัน บางครั้งต้องลงมือประทุษร้ายกัน เพราะขาดความอดกลั้น ความยับยั้งชั่งใจ ยามใดที่เราต้องเผชิญกับผู้ไม่ประสงค์ดี เผชิญกับการดูถูกดูหมิ่น ขอให้เราใช้สติปัญญาพิจารณา อย่าหุนหันพลันแล่น อย่าเสียเวลาและความดี ไปราวีกับคนพาล ต้องรู้จักอดทน อดกลั้น ยับยั้งใจตนเองไว้ให้ดี เพราะเราไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปต่อสู้หรือเอาชนะใคร เพราะชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เหนืออื่นใด คือการชนะใจตนเอง เมื่อเราชนะใจของเราแล้ว ชีวิตก็จะมีความสุข ความสมหวัง ดังนั้นการต่อสู้ที่แท้จริง คือต่อสู้กับกิเลสในใจของเรา ด้วยการฝึกฝนอบรมใจให้หยุดนิ่ง เราจะได้ช่วยกันสร้างโลกนี้ให้เป็นสวรรค์บนดิน ด้วยการให้อภัยทาน และเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แบ่งปันความสุข ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน มีวาระพระบาลีที่ พระเชนตเถระ ได้ภาษิตไว้ว่า “ทุปฺปพฺพชฺชํ เว ทุรธิวาสา เคหา ธมฺโม คมฺภีโร ทุรธิคมา …

หนวดเต่า เขากระต่าย (มหาธนเศรษฐีถูกหญิงงามเมืองปฎิเสธ เกิดความสลดใจ ได้สติ เบื่อหน่ายในเพศฆราวาส) Read More »

การหว่านไถอย่างอริยะ (พระบรมศาสดาตรัสสอนกสิภารทวาชพราหมณ์ พระองค์เป็นผู้ไถผู้หว่านชั้นเลิศในโลกอย่างไร)

การหว่านไถอย่างอริยะ (พระบรมศาสดาตรัสสอนกสิภารทวาชพราหมณ์ พระองค์เป็นผู้ไถผู้หว่านชั้นเลิศในโลกอย่างไร) ทุกครั้งที่เราได้นั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนา นำใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ในตัวเรา จะถูกกลั่นให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์เป็นทางมาแห่งความสุข ซึ่งความสุขที่เกิดจากใจหยุดนิ่งนี้ เป็นสิ่งที่มวลมนุษยชาติต่างปรารถนา เพราะเป็นสุขที่เสรี กว้างขวาง ไร้ขอบเขต เป็นสันติสุขภายในที่นำมาซึ่งสันติภาพภายนอก อีกทั้งเป็นเหตุให้ขจัดกิเลสอาสวะ และให้เข้าถึงพระธรรมกายที่อยู่ภายในตัวอีกด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน เทวหิตสูตร ความว่า “ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต อภิญฺญา โวสิโต มุนิ เอตฺถ ทชฺชา เทยฺยธมฺมํ เอตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ เอวํ หิ ยชมานสฺส เอวํ อิชฺฌติ ทกฺขิณาติ ผู้ใดรู้ขันธ์ที่เคยอาศัยในกาลก่อน แลเห็นสวรรค์ และอบาย บรรลุพระอรหัตอันเป็นที่สิ้นชาติ อยู่จบพรหมจรรย์แล้วเพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี บุคคลพึงให้ไทยธรรมในผู้นี้ …

การหว่านไถอย่างอริยะ (พระบรมศาสดาตรัสสอนกสิภารทวาชพราหมณ์ พระองค์เป็นผู้ไถผู้หว่านชั้นเลิศในโลกอย่างไร) Read More »

ความหวังที่ควรตั้งใจ (พระราชาตั้งความหวังไว้ที่บุตรฤาษีชื่ออาสังกา ละทิ้งจตุรงคเสนา ยอมทนลำบากในป่า ถึง ๓ ปีเต็ม)

ความหวังที่ควรตั้งใจ (พระราชาตั้งความหวังไว้ที่บุตรฤาษีชื่ออาสังกา ละทิ้งจตุรงคเสนา ยอมทนลำบากในป่า ถึง ๓ ปีเต็ม) การสร้างบารมีเป็นภารกิจหลักของมนุษย์ทุกชีวิต ที่สำคัญยิ่งกว่าภารกิจทั้งปวง ถือเป็นภารกิจที่จำเป็นต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เรามีชีวิตอยู่ไม่เกินร้อยปีก็ต้องบ่ายหน้าไปสู่ความตาย การเดินทางไปสู่ปรโลก โดยปราศจากบุญบารมีเป็นสมบัติละเอียดติดตัวไปนั้น เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งนัก เพราะบุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ในปรโลก เหตุนี้ ผู้รู้บัณฑิตทั้งหลาย จึงหนักแน่นมั่นคงในการสั่งสมบุญบารมี โดยไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น ท่านเหล่านั้นมักจะเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนที่จะละกายหยาบอันเป็นที่อาศัยชั่วคราว เพื่อเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดา เหมือนทำลายภาชนะดิน เพื่อถือเอาภาชนะทองคำฉะนั้น ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงควรหมั่นประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ ชีวิตจะได้ปลอดภัย ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า มีวาระแห่งถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตใน อาสังกชาดก ความว่า “เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดาวัน พันปีจึงออกผลผลหนึ่ง เมื่อมีผลระยะไกลถึงเพียงนั้น เหล่าทวยเทพก็พากันไปเยือนมันบ่อยๆ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จงทรงจำนงหวังไว้เถิด ความหวังที่มีผลเป็นเหตุให้เกิดสุข” การมีชีวิตอยู่อย่างผู้มีความหวังนั้น ทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำการงานต่างๆ ให้ประสบผลสำเร็จด้วยดี ความหวังทั้งปวงนั้น เราควรตั้งไว้เป็นเป้าหมายในใจ โดยเฉพาะความหวังอันสูงสุดที่มนุษย์ทุกๆ คน ควรตั้งเอาไว้ในใจ คือต้องหมั่นสั่งสมบุญบารมีทุกรูปแบบ โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น และตั้งใจมั่นว่า จะทำความบริสุทธิ์บริบูรณ์ให้เกิดขึ้นจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย …

ความหวังที่ควรตั้งใจ (พระราชาตั้งความหวังไว้ที่บุตรฤาษีชื่ออาสังกา ละทิ้งจตุรงคเสนา ยอมทนลำบากในป่า ถึง ๓ ปีเต็ม) Read More »

ทำความดีต้องมีกุศโลบาย (ท้าวสักกะแปลงกายเป็นชายชราเข็ญใจตักบาตรพระมหากัสสปเถระ)

ทำความดีต้องมีกุศโลบาย (ท้าวสักกะแปลงกายเป็นชายชราเข็ญใจตักบาตรพระมหากัสสปเถระ) คำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประดุจถ้อยคำเพชรพลอย ที่กลั่นออกมาจากใจที่ใสบริสุทธิ์ สามารถยังใจของผู้ฟังให้บริสุทธิ์ผ่องใส การที่เราได้ดำรงตนอยู่ในคำสอนของพระพุทธองค์ จึงเป็นบุญลาภอันประเสริฐยิ่ง การทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสนั้น เป็นพระพุทโธวาทหลักของพระองค์ที่ตรัสไว้ในโอวาทปาติโมกข์ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ คือการทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ซึ่งการที่เราจะทำใจให้บริสุทธ์ผ่องใสได้ ต้องนำใจกลับมาไว้ ณ ฐานที่ตั้งดั้งเดิมของใจ คือที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้ตลอดเวลา และต้องหมั่นประกอบความเพียรในทุกอิริยาบถด้วย มีอุทานคาถาที่ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสไว้ด้วยความปีติว่า “อโห ทานํ ปรมทานํ กสฺสเป สุปติฏฺฐิตํ โอหนอ ทานนี้เป็นทานอันเลิศ เราได้ถวายไว้ดีแล้วในพระกัสสปเถรเจ้า” คาถานี้เป็นเทวอุทานที่พระอินทร์ได้เปล่งออกมาจากใจหลังจากที่ได้ทำบุญใหญ่ คือได้ถวายทานกับพระอรหันต์ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ อันเป็นเหตุให้พระองค์ได้ความเป็นจอมเทพ ที่ไม่มีเทพองค์ใดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีอานุภาพเสมอเหมือน การทำบุญถูกเนื้อนาบุญนี้ ถือเป็นหลักสำคัญในทางพระพุทธศาสนา เพราะการให้ทาน นอกจากจะให้ด้วยจิตเลื่อมใสแล้ว คือผู้ให้บริสุทธิ์ วัตถุทานบริสุทธิ์ และผู้รับต้องบริสุทธิ์ด้วย เปรียบเหมือนเรามีความตั้งใจจะหว่านเมล็ดพืชพันธุ์ดีลงในผืนนา ถ้านาอุดมสมบูรณ์ ปราศจากวัชพืช ผลผลิตที่เกิดขึ้น ย่อมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยฉันใด ผลที่เกิดจากการทำถูกทักขิไณยบุคคลก็เช่นกันฉันนั้น แม้ทำน้อยก็ได้ผลมาก ถ้าทำมากก็ได้ผลมากยิ่งๆ ขึ้นไป * ดังเรื่องของท้าวสักกะจอมเทพ ภพชาติในอดีตครั้งที่ยังเป็นมฆมาณพนั้น ท่านได้ฝึกตนเองอย่างเต็มที่ ทั้งการบริจาคทาน …

ทำความดีต้องมีกุศโลบาย (ท้าวสักกะแปลงกายเป็นชายชราเข็ญใจตักบาตรพระมหากัสสปเถระ) Read More »