ธรรมะเพื่อประชาชน

สำรวมอินทรีย์นำชีวีพ้นทุกข์ (นางแมวหลอกไก่)

สำรวมอินทรีย์นำชีวีพ้นทุกข์ (นางแมวหลอกไก่) การเดินทางในสังสารวัฏอันหาเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายไม่ได้นี้ หมู่สัตว์ถูกอวิชชา คือความไม่รู้แจ้งเห็นจริงในชีวิตปิดบังเห็น จำ คิด รู้ ให้มืดมนอนธกาล เมื่อเกิดมาแล้ว ล้วนตกอยู่ในความประมาท มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอันเป็นบ่วงแห่งมาร ร้อยรัดไว้ ทำให้เพลิดเพลินจนหลงลืมเป้าหมายดั้งเดิมที่เกิดมาเพื่อแสวงหาหนทางของพระนิพพาน มนุษย์ถูกอวิชชาเข้าครอบงำจิตใจเช่นนี้มายาวนาน ทำให้ไม่เคยคิดถึงคำถามของชีวิตที่ว่า เกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน และมีอะไรเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต หากได้มีโอกาสตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ด้วยการหมั่นตรึกระลึกนึกถึงศูนย์กลางตลอดเวลา เมื่อใจถูกกลั่นให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ย่อมจะรู้เห็นเรื่องราวของชีวิตไปตามความเป็นจริง มีวาระพระบาลีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ น ขิปฺปมนุพุชฺฌติ อมิตฺตวสมเนฺวติ ปจฺฉา จ อนุตปฺปติ ก็ผู้ใด รู้ไม่เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นย่อมตกอยู่ในอำนาจของศัตรู และจะเดือดร้อนในภายหลัง โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ ขิปฺปเมว นิโพธติ มุจฺจเต สตฺตุสมฺพาธา กุกฺกุโฏว วิฬาริยา ส่วนผู้ใด …

สำรวมอินทรีย์นำชีวีพ้นทุกข์ (นางแมวหลอกไก่) Read More »

เสียงร้องปริศนา (พระเจ้าโกศลเกือบพลั้งพลาดสร้างปาณาติบาตเพราะหลงเชื่อปุโรหิตมิจฉาทิฏฐิ)

เสียงร้องปริศนา (พระเจ้าโกศลเกือบพลั้งพลาดสร้างปาณาติบาตเพราะหลงเชื่อปุโรหิตมิจฉาทิฏฐิ) การบังเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนามิใช่เรื่องง่าย เพราะจะต้องรอคอยผู้มีบุญมาก มีหัวใจเข้มแข็ง เปี่ยมไปด้วยมหากรุณา ที่จะยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากกองทุกข์ ต้องมุ่งหน้าสั่งสมบารมี ๓๐ ทัศให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ จนกระทั่งได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้น คำสอนในพระพุทธศาสนาที่ทรงคุณค่าจึงบังเกิดขึ้นได้ การดำเนินตามรอยบาทของพระบรมศาสดา โดยเฉพาะการเรียนรู้วิธีการปฏิบัติธรรมดำเนินจิตเข้าสู่เส้นทางสายกลางภายใน เป็นกรณียกิจอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่เราต้องกระทำ อีกทั้งยังถือเป็นความโชคดีอย่างมหาศาลของพวกเราอีกด้วย มีวาระพระบาลีใน อัฏฐสัททชาดก ความว่า “อสํสยํ ชาติขยนฺตทสฺสี น คพฺภเสยฺยํ ปุนราวฏิสฺสํ อยมนฺติมา ปจฺฉิมคพฺภเสยฺยา ขีโณ เม สํสาโร ปุนพฺภวาย เราเห็นพระนิพพานอันเป็นที่สิ้นชาติ ไม่ต้องกลับมานอนในครรภ์อีกโดยไม่ต้องสงสัย ความเกิดของเรานี้ มีในที่สุดแล้ว การนอนในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสารเพื่อภพใหม่ของเราสิ้นสุดแล้ว” พระนิพพานเป็นแดนอันเกษมจากโยคะ เป็นเอกันตบรมสุข สุขล้วนๆ ที่ไม่มีทุกข์เจือปนเลย ผู้ใดเข้าถึงพระนิพพาน ผู้นั้นย่อมรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งต่างๆ รู้ว่าการเกิดในแต่ละภพชาติเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ผู้ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ถึงฝั่ง เป็นผู้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตแล้ว ผู้ที่มีใจจดจ่ออยู่กับพระนิพพานเช่นนี้ ความคิด คำพูด และการกระทำ ก็ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ล้วนๆ เมื่อจิตใจของบุคคลใด มีความรู้สึกผูกพันข้องเกี่ยวคุ้นเคยอยู่กับสิ่งใดแล้ว …

เสียงร้องปริศนา (พระเจ้าโกศลเกือบพลั้งพลาดสร้างปาณาติบาตเพราะหลงเชื่อปุโรหิตมิจฉาทิฏฐิ) Read More »

พิษแห่งกาม (พระราชาเสนกะเกือบสิ้นชีวิตต่อกิเลสกาม แต่ได้บัณฑิตช่วยไว้)

พิษแห่งกาม (พระราชาเสนกะเกือบสิ้นชีวิตต่อกิเลสกาม แต่ได้บัณฑิตช่วยไว้) ความไม่ประมาท เป็นยอดแห่งกุศลธรรมทั้งปวง เป็นที่ประชุมรวมลงแห่งธรรมทั้งหลาย ดุจรอยเท้าของสรรพสัตว์ทั้งหลายในพื้นชมพูทวีป ย่อมประชุมรวมลงในรอยเท้าช้างฉะนั้น ผู้ใดไม่ประมาทในชีวิต ความคิด คำพูด และการกระทำของเขา ย่อมจะถูกต้องร่องรอยในธรรมของพระอริยเจ้าทั้งหลาย หากเรามีความไม่ประมาทฝังลึกอยู่ในใจแล้ว เราจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ชีวิตของเราจะสมบูรณ์บริบูรณ์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งความไม่ประมาทที่แท้จริงนั้น คือ ให้มีสติอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตลอดเวลา ใจหยุดนิ่งอยู่กลางพระธรรมกายทุกอนุวินาที หากทำได้เช่นนี้ เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท มีวาระแห่งภาษิตที่ใน ขุรปุตตชาดก ความว่า “ข้าแต่จอมนรชน ผู้เช่นกับพระองค์ทรงทอดอาลัยในตน ไม่คบหาของรักทั้งหลายว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา ตนเท่านั้นประเสริฐกว่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่งทีเดียว ผู้มีตนที่สั่งสมบุญไว้ดีแล้ว จะพึงได้สมปรารถนาในสิ่งที่รักในภายหลัง” การใช้ชีวิตในทางโลก เราจะต้องรับผิดชอบในหลายสิ่งหลายอย่าง จนบางครั้งทำให้เราลืมเลือนสิ่งที่มีค่าที่สุดไป คือการทำตัวของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์จากมลทินทั้งหลาย โดยลืมพินิจพิจารณาว่า สิ่งนอกตัวทั้งปวงนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงที่เรากำลังแสวงหา เมื่อปล่อยชีวิตให้ผ่านไปวันๆ ก็เท่ากับว่า ชีวิตกำลังตกอยู่ในความประมาท ดังนั้น เราจึงควรที่จะทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เพื่อเราจะได้รับประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ตลอดจนถึงประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพาน อย่างไรก็ตาม ตัวเราเองนั่นแหละที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าเราไม่ทอดทิ้งประโยชน์ของตนแล้ว …

พิษแห่งกาม (พระราชาเสนกะเกือบสิ้นชีวิตต่อกิเลสกาม แต่ได้บัณฑิตช่วยไว้) Read More »

สงครามชิงภพปิดงบดุลชีวิต (นายโทวาริกทมิฬเพียงขอถึงไตรสรณคมน์ ยังไม่ทันสมาทานศีล ก็สุคติเป็นที่ไปแล้ว)

สงครามชิงภพปิดงบดุลชีวิต (นายโทวาริกทมิฬเพียงขอถึงไตรสรณคมน์ ยังไม่ทันสมาทานศีล ก็สุคติเป็นที่ไปแล้ว) มนุษย์ทุกคนต่างปรารถนาจะได้ในสิ่งที่ดีที่สุด มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด พรั่งพร้อมทั้งความสุขและความสำเร็จทุกอย่าง แต่เราต้องยอมรับความจริงว่า ในโลกนี้ มักมีสองสิ่งควบคู่กันไปเสมอ คือมีลาภก็ต้องมีเสื่อมลาภ ได้ยศก็ต้องมีเสื่อมจากยศ ได้คำสรรเสริญก็ต้องมีเสียงซุบซิบนินทา บางช่วงชีวิตพรั่งพร้อมไปด้วยความสุข แต่บางช่วงก็ถูกความทุกข์กลุ้มรุม ชีวิตเรามีสองด้าน ทั้งด้านมืดของความทุกข์ และด้านสว่างของความสุข หากเรากล้าหาญพอที่จะก้าวออกมาสู่ที่แจ้ง เราจะมีโอกาสพบแสงสว่าง ถ้าเราออกจากมุมมืดของชีวิต ออกจากความคิดที่หมกมุ่นด้วยปัญหา แล้วทำใจให้สงบ เราจะพบทางออก เพราะใจที่สงบเป็นสมาธิ จะทำให้ดวงปัญญาเราสว่าง และเป็นทางมาแห่งความสุขความสำเร็จที่สมบูรณ์ในชีวิตของทุกคน มีวาระแห่งพุทธสุภาษิตใน อุปเนยยสูตร ความว่า “ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายย่างก้าวเข้าไปใกล้ความตาย อายุที่มีอยู่ก็มีประมาณเพียงน้อยนิด ทุกชีวิตถูกมัจจุราช ต้อนเข้าไปสู่มรณะ ถูกความเสื่อมและความชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีผู้ป้องกัน บุคคลเมื่อเห็นภัยในมรณะนี้ พึงเร่งสร้างกุศล พึงทำบุญทั้งหลายที่นำความสุขมาให้” ชีวิตเราเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เราควรเลือกทำแต่สิ่งที่ดีๆ ไม่ว่าเราจะทำดีหรือทำชั่ว ล้วนเสียเวลาเท่ากัน แต่ผลที่ได้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มีวิบากเป็นสุขและทุกข์ชนิดเปรียบเทียบกันไม่ได้ เราทุกคนกำลังถูกพญามัจจุราชต้อนเข้าไปสู่ความตาย ไม่มีผู้ใดป้องกันต้านทานไว้ได้ เพราะความตายไม่มียกเว้นเขาผู้ใด มีแต่บุญและธรรมะเท่านั้น ที่จะเป็นที่พึ่งให้แก่เราในสัมปรายภพได้ บุญที่ทำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มั่นใจได้ว่า ก่อนหลับตาลาโลก เราจะไม่ต้องอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว เพราะมีที่พึ่ง …

สงครามชิงภพปิดงบดุลชีวิต (นายโทวาริกทมิฬเพียงขอถึงไตรสรณคมน์ ยังไม่ทันสมาทานศีล ก็สุคติเป็นที่ไปแล้ว) Read More »

คาถากันยักษ์ ตอนที่ ๑ (ท้าวมหาราชทั้ง ๔ รับบุญในการคุ้มครองพระบรมศาสดาทั้ง ๔ ทิศ)

คาถากันยักษ์ ตอนที่ ๑ (ท้าวมหาราชทั้ง ๔ รับบุญในการคุ้มครองพระบรมศาสดาทั้ง ๔ ทิศ) การปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับตัวของเรา และมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตได้เข้าถึงความบริสุทธิ์ภายใน และความสุขที่แท้จริง วัตถุประสงค์ที่เราเกิดมาในภพชาติหนึ่งๆ ก็เพื่อมุ่งแสวงหาความบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ จากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร หนทางสายกลางที่จะดำเนินจิตเข้าไปสู่ภายใน เป็นทางรอดทางเดียวเท่านั้น เป็นหนทางสู่อิสรภาพจากอาสวกิเลสทั้งหลาย ดังนั้นเราควรจะดำเนินจิตของเราเข้าสู่เส้นทางสายกลางของพระอริยเจ้าให้ได้ จะได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไปด้วย มีวาระแห่งภาษิตใน อาฏานาฏิยสูตร ความว่า “เย จาปิ นิพฺพุตา โลเก ยถาภูตํ วิปสฺสิสุํํ ํ เต ชนา อปิสุณา มหนฺตา วีตสารทา หิตํ เทวมนุสฺสานํ ยํ นมสฺสนฺติ โคตมํ วิชฺชาจรณสมฺปนฺนํ มหนฺตํ วีตสารทํ “พระพุทธเจ้าเหล่าใด ผู้ดับแล้วในโลก ทรงเห็นแจ้งแล้วตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ส่อเสียด เป็นผู้ยิ่งใหญ่ปราศจากความครั่นคร้าม เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย นอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้โคตมโคตร ทรงเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย …

คาถากันยักษ์ ตอนที่ ๑ (ท้าวมหาราชทั้ง ๔ รับบุญในการคุ้มครองพระบรมศาสดาทั้ง ๔ ทิศ) Read More »

คาถากันยักษ์ ตอนที่ ๒ (อาฏานาฏิยรักษ์จะเป็นมนต์คุ้มครองรักษาไม่ให้อมนุษย์เบียดเบียนพุทธบริษัท 4)

คาถากันยักษ์ ตอนที่ ๒ (อาฏานาฏิยรักษ์จะเป็นมนต์คุ้มครองรักษาไม่ให้อมนุษย์เบียดเบียนพุทธบริษัท 4) การดำรงภาวะความเป็นมนุษย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์นั้น ยากยิ่งกว่าการที่จะได้บังเกิดเป็นมนุษย์ เพราะจะต้องดำรงตนให้รอดปลอดภัย จากภัยในชีวิตและในอบายภูมิ เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ต้องรู้จักประคับประคองตนให้ตั้งมั่นในสัมมาทิฏฐิ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง สัมมาทิฏฐิจะหนักแน่นมั่นคง ต้องเกิดจากใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลสมลทินทั้งหลายมาเจือปนให้เกิดความเห็นผิด ซึ่งต้องเป็นใจที่หยุดนิ่งได้สมบูรณ์ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หากเป็นเช่นนี้ ความเห็นของเราย่อมจะถูกต้องสมบูรณ์ไปด้วย มีวาระแห่งภาษิตใน อาฏานาฏิยสูตร ความว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระอุดมบุรุษ ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระญาณอันรอบรู้ แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ” นี้เป็นคำกล่าวนอบน้อมของท้าวเวสสวัณมหาราช ที่มีต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความเคารพอย่างสูงสุด เมื่อครั้งก่อน หลวงพ่อเล่าถึงตอนที่ท้าวเวสสวัณกล่าวบทที่เรียกว่า อาฏานาฏิยรักษ์ ซึ่งมนต์บทนี้เป็นมนต์ที่เกี่ยวกับการกล่าวสรรเสริญคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ดับขันธปรินิพพานไปแล้วในอดีตที่ผ่านมา ท้าวเวสสวัณกล่าวบทนี้ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นบทที่เหล่าพุทธสาวกควรจำไว้เป็นเกราะป้องกันภัยจากเหล่ายักษ์ผู้เป็นบริวารของท่าน * เรื่องราวของ ท้าววิรุฬหก ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาราชทั้งสี่นั้น ทรงปกครองพวกกุมภัณฑ์ทางด้านทิศทักษิณ พระองค์ทรงโปรดปรานการฟ้อนรำขับร้องมาก ท้าววิรุฬหกมีโอรสมากถึง ๙๑ พระองค์ และมีพระนามเดียวกันว่า อินทะ ทุกพระองค์ล้วนแต่มีพละกำลังมาก เมื่อท้าววิรุฬหกและพระโอรสเห็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็พากันถวายบังคมพระพุทธองค์ ทางด้านทิศปัจฉิมเช่นกัน …

คาถากันยักษ์ ตอนที่ ๒ (อาฏานาฏิยรักษ์จะเป็นมนต์คุ้มครองรักษาไม่ให้อมนุษย์เบียดเบียนพุทธบริษัท 4) Read More »

คาถากันยักษ์ ตอนที่ ๓ (พระบรมศาสดาให้พระภิกษุเรียนอาฏานาฏิยรักษ์)

คาถากันยักษ์ ตอนที่ ๓ (พระบรมศาสดาให้พระภิกษุเรียนอาฏานาฏิยรักษ์) ความเมตตาปรารถนาดีต่อสรรพ สัตว์ทั้งหลาย เป็นทางมาแห่งสันติภาพอันไพบูลย์ การอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อย อาศัย มีน้ำใจไมตรีต่อกัน จะทำให้สังคมอยู่อย่างสงบสุข เป็นสังคมในอุดมคติที่มี ความเข้าใจกัน ไม่มีการแก่งแย่งรบราฆ่าฟันกันเช่นที่เห็นเป็นประจำทุกวัน ความบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นจากดวงใจของผู้เต็มเปี่ยมด้วยกระแสแห่งเมตตาธรรม จะ ช่วยเชื่อมประสานรอยร้าวแห่งความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นได้ ยิ่งกระแสแห่งความ บริสุทธิ์บังเกิดขึ้นมากเท่าใด ก็จะช่วยให้โลกเข้าสู่ยุคทองของสันติภาพได้เร็วเท่า นั้น ดังนั้น เราควรจะมาแสวงหาความบริสุทธิ์จากการเจริญภาวนา กัน มีวาระแห่งภาษิตอยู่ใน อาฏานาฏิยสูตร ความ ว่า “ขอนอบน้อมแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ มีพระสิริ ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้า ผู้ทรงอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั่วหน้า ขอนอบน้อมแด่พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้ชำระกิเลส มีความเพียร ขอนอบน้อมแด่พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้ทรงย่ำยีมารและเสนามาร ขอนอบน้อมแด่พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้มีบาปอันลอยแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ ขอนอบน้อมแด่พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้พ้นพิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง ขอนอบน้อมแด่พระอังคีรสพุทธเจ้า ผู้ศากยบุตร ผู้มีพระสิริ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ได้ทรงแสดงธรรมนี้อัน เป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่าใด ผู้ดับแล้วในโลก ทรงเห็นแจ้งแล้วตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ส่อเสียด เป็นผู้ยิ่งใหญ่ปราศจากความครั่นคร้าม” …

คาถากันยักษ์ ตอนที่ ๓ (พระบรมศาสดาให้พระภิกษุเรียนอาฏานาฏิยรักษ์) Read More »

ความเกียจคร้านมีแต่โทษ (ความหลับและความเกียจคร้าน เป็นสิ่งที่ทำให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะ)

ความเกียจคร้านมีแต่โทษ (ความหลับและความเกียจคร้าน เป็นสิ่งที่ทำให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะ) มนุษย์ต่างมีเรื่องราวที่ต้องทำในชีวิตมาก หลายเรื่องมีความสำคัญ ดูเหมือนชีวิตของคนเรามีเรื่องสำคัญที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อมาพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว เรื่องใด ๆ ก็ไม่สำคัญเท่ากับการทำความดี คนที่ชอบอ้างว่า ยังไม่พร้อมที่จะทำความดี ถือว่าพลาดเรื่องที่สำคัญไป บางครั้งที่เรารู้สึกว่า อยากย้อนเวลากลับไปเพื่อใช้ชีวิตให้ดีกว่าวันที่ผ่านมา ให้คุ้มค่ากับเวลาที่สูญเสียไป แต่เราก็ไม่อาจทำได้ เพราะเวลาเป็นทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เป็นสิ่งเดียวที่ทุกคนในโลกมีเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ สุดแต่ใครจะใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ และมีคุณค่ามากกว่ากัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อุฏฐานสูตร ความว่า “เธอทั้งหลายจงลุกขึ้นเถิด จงนั่งเถิด เธอทั้งหลายจะได้ประโยชน์อะไรด้วยความหลับ เพราะความหลับจะเป็นประโยชน์อะไรแก่เธอทั้งหลายผู้เร่าร้อนเพราะโรค คือกิเลสมีประการต่างๆ ถูกลูกศรคือราคะเป็นต้นแทงแล้ว ย่อยยับอยู่ มัจจุราชอย่ารู้ว่าเธอทั้งหลายประมาทแล้ว อย่ายังเธอทั้งหลายผู้ตกอยู่ในอำนาจให้ลุ่มหลงเลย เธอทั้งหลายจงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ขณะอย่าได้ล่วงเธอทั้งหลายไปเสีย เพราะว่าผู้ล่วงขณะเสียแล้ว เป็นผู้ยัดเยียดกันในนรก ย่อมเศร้าโศกอยู่” นี่เป็นคำพร่ำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงตักเตือนสาวกของพระองค์ ให้ขยันในการทำความเพียร เอาชนะอาสวกิเลสในตัวให้ได้ พระองค์ทรงเห็นโทษของความหลับและความเกียจคร้าน ว่าเป็นเหตุให้ประสบทุกข์และต้องไปแออัดยัดเยียดกันอยู่ในมหานรกเป็นเวลายาวนาน ความหลับและความเกียจคร้าน เป็นสิ่งที่ทำให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะ ทำให้ใจของเราตกต่ำ ชีวิตหลังความตายของผู้หลับและเกียจคร้านก็ไปสู่อบาย แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ไม่ว่าจะโงกง่วงอ่อนเปลี้ยเพลียแรงแค่ไหน ถึงเวลาก็สลัดความง่วงเหงาหาวนอน สลัดความเกียจคร้านออกไป ลุกขึ้นมานั่งสมาธิเจริญภาวนา ทำใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่ง ให้ใสสว่างพ้นจากความมืด …

ความเกียจคร้านมีแต่โทษ (ความหลับและความเกียจคร้าน เป็นสิ่งที่ทำให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะ) Read More »

อาศัยมานะเพื่อละมานะ (อุปกาชีวกผู้โชคดีที่ได้มาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปฐมก่อนใคร)

อาศัยมานะเพื่อละมานะ (อุปกาชีวกผู้โชคดีที่ได้มาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปฐมก่อนใคร) ในการอยู่ร่วมกันนั้น เราอาจหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ขึ้นอยู่กับว่าใครจะฝึกตัวมาได้ดีกว่ากัน สามารถระงับอารมณ์โกรธหรือความไม่พอใจได้ ความโกรธอาจไม่ใช่เป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป บางครั้งอาจเป็นแรงขับดันให้คนเราทำงานบางอย่างที่ยากให้สำเร็จโดยง่าย เพราะอาศัยความมุมานะพยายาม ความสำเร็จจึงบังเกิดขึ้นอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง ยิ่งใจมุ่งมั่นเป็นสมาธิความสำเร็จยิ่งเกิดขึ้นเร็ว อย่างไรก็ดีอารมณ์ทั้งหลายที่ไม่ดี สามารถขจัดได้ด้วยสมาธิ อีกทั้งสามารถเปลี่ยนความหงุดหงิดให้มาเป็นความสุข และความสำเร็จได้ด้วย มีพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ใน มานะสูตร ความว่า “หมู่สัตว์ประกอบด้วยมานะ มีมานะเป็นเครื่องร้อยรัด ยินดีแล้วในภพ จึงต้องเป็นผู้กลับมาสู่ภพอีก ส่วนผู้ใดอาศัยมานะละมานะได้แล้ว น้อมไปในธรรม ย่อมก้าวล่วงซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย” มานะคือความถือตัว กระด้างกระเดื่อง เกิดขึ้นจากความคิดที่เกี่ยวข้องด้วยการอ้างถึงชาติ ตระกูล วุฒิ การศึกษา หรือความรู้ความสามารถเป็นต้น มานะจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากเมื่อเกิดการเปรียบเทียบ เช่นเทียบว่าใครดีกว่ากัน ใครเสมอกับตน หรือต่ำกว่าตน สิ่งเหล่านี้อาจบันดาลอารมณ์โกรธให้เกิดขึ้นได้ สำหรับผู้มีปัญญาจะอาศัยความมุมานะสร้างความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อจะได้ละมานะออกจากใจ ดังเรื่องของอุปกาชีวกะ ดังนี้ * ในสมัยพุทธกาล มีนักบวชนอกพระพุทธศาสนานามว่า อุปกาชีวก เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์แสวงหาทางพ้นทุกข์ เผอิญครั้งนั้นได้เดินทางไปพบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในระหว่างทางอันเป็นเขตเมืองคยากับมหาโพธิสถาน อุปกาชีวกะเห็นข่ายแห่งพระฉัพพรรณรังสีของพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดความฉงนใจจึงเดินเข้าไปใกล้ แล้วเพ่งพิศดูพระพุทธรัศมีด้วยความสนเทห์ยิ่งนัก พระบรมศาสดาทรงโชติช่วงด้วยพระเกตุมาลา ทรงสบงจีวรน่าเลื่อมใส พระพักตร์แลผ่องใสดุจดอกโกมุทบริสุทธิ์สิริวรรณะ อุปกาชีวกจึงมีจิตคิดคารวะยำเกรงพระเดชแห่งพระบรมศาสดา …

อาศัยมานะเพื่อละมานะ (อุปกาชีวกผู้โชคดีที่ได้มาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปฐมก่อนใคร) Read More »

ตัณหาไม่สิ้นสุด (พระบรมโพธิสัตว์พระเจ้ามันธาตุราช ถูกเบญจกามคุณครอบงำจนตกสวรรค์)

ตัณหาไม่สิ้นสุด (พระบรมโพธิสัตว์พระเจ้ามันธาตุราช ถูกเบญจกามคุณครอบงำจนตกสวรรค์) การที่มนุษย์จะมีความสุขได้ ต้องเริ่มต้นที่จิตใจของแต่ละคนกันก่อน ใจนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความสุข หากถ้าใจเป็นสุขแล้ว ทุกอย่างก็จะพลอยดีตามไปด้วย ที่คนเราหาความสุขไม่ค่อยได้นั้น เนื่องมาจากความทะยานอยาก หรือบางครั้งอาจไม่มีความทะยานอยากในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่กลับเป็นทุกข์ใจกับอดีต เพราะไปจมอยู่กับอดีตที่เคยผิดพลาด ถ้าไปนึกถึงความผิดพลาดที่ผ่านแล้ว จะทำให้ใจเราเศร้าหมอง ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังวิตกกังวลกลัวไปถึงในอนาคตอีก จนกลายเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์ที่บั่นทอนสุขภาพจิต ถ้าเราอยากมีความสุขหลุดพ้นจากอารมณ์อันไม่น่าปรารถนา เราต้องรู้จักปลดปล่อยวางไม่ไปนึกคิดถึงมัน เปลี่ยนอารมณ์ไม่ดีนั้นให้มาเป็นอารมณ์ดี ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทำความดี อย่าให้ใจว่างจากกุศลธรรม และดีที่สุดต้องหมั่นฝึกฝนอบรมใจ ด้วยการเจริญสมาธิภาวนา แล้วเราจะพบกับความสุขที่แท้จริง มีวาระแห่งพระพุทธภาษิตใน ตัณหาสูตร ความว่า “ตณฺหาย นียติ โลโก ตณฺหาย ปริกิสฺสติ ตณฺหาย เอกธมฺมสฺส สพฺเพว วสมนฺวคู โลกอันตัณหาย่อมนำพาไป อันตัณหาย่อมผลักไสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอย่างหนึ่ง คือตัณหา” ตัณหา คือความทะยานอยาก ที่ทำให้มนุษย์ต้องแสวงหากันไม่มีที่สิ้นสุด ชีวิตจึงไม่มีการหยุดนิ่ง ยิ่งแสวงหา ยิ่งห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริง จากสัจธรรมความเป็นจริง แม้ได้สิ่งหนึ่งมาก็ยังไม่เพียงพอ ยังอยากได้ในสิ่งที่ดีกว่ายิ่งๆ ขึ้นไป การแสวงหาความพอใจในเบญจกามคุณ ยากที่จะทำให้เต็มอิ่มได้ …

ตัณหาไม่สิ้นสุด (พระบรมโพธิสัตว์พระเจ้ามันธาตุราช ถูกเบญจกามคุณครอบงำจนตกสวรรค์) Read More »

แสดงตนเมื่อถึงกาลอันควร (ม้าอาชาไนยอดีตชาติพระสารีบุตร)

แสดงตนเมื่อถึงกาลอันควร (ม้าอาชาไนยอดีตชาติพระสารีบุตร) ผู้คนส่วนใหญ่ มักปรารถนาที่จะเป็นคนสำคัญ อยากเป็นคนที่มีคุณค่าในสายตาของผู้อื่น และอยากเป็นที่รู้จักของมหาชน ด้วยความปรารถนานี้เอง บางคนถึงกับยอมเป็นคนป่วยคนพิการ เพื่อจะได้รับความเมตตาสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ และเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น แต่บางทีความปรารถนานี้ก็เป็นแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้บุคคลธรรมดา กลายมาเป็นบุคคลสำคัญของโลกได้ ความใฝ่ฝันดังกล่าว ทำให้มนุษย์มีวิริยะอุตสาหะ สามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังได้ รวมไปถึงทำให้เกิดความภาคภูมิใจอีกด้วย ตราบใดที่ยังมีความหวังอยู่ เมื่อนั้นความสำเร็จในการงาน รวมถึงงานทางใจ ที่ต้องทำด้วยการเจริญสมาธิภาวนา ย่อมจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน มีธรรมภาษิตใน ปัญจบัณฑิตชาดก ความว่า “คุยฺหสฺส หิ คุยฺหเมว สาธุ น หิ คุยฺหสฺส ปสตฺถมาวิกมฺมํ อนิปฺผนฺนตาย สเหยฺย ธีโร นิปฺผนฺนตฺโถว ยถาสุขํ ภเณยฺย การปกปิดความลับเอาไว้นั่นแหละ เป็นความดี การเปิดเผยความลับ บัณฑิตไม่สรรเสริญเลย นักปราชญ์พึงอดกลั้นไว้ ในเมื่อประโยชน์ยังไม่สำเร็จ เมื่อประโยชน์สำเร็จแล้ว พึงกล่าวตามสบาย” การรู้จักความเหมาะควรและไม่ควรนี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญ บางเรื่องเราสามารถแสดงชี้แจงบอกกล่าวได้ แต่บางเรื่องแม้ไม่ใช่ความลับ แต่ต้องรอจังหวะ บางครั้งจำเป็นต้องปกปิดไว้ก่อน จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร จึงค่อยเปิดเผย …

แสดงตนเมื่อถึงกาลอันควร (ม้าอาชาไนยอดีตชาติพระสารีบุตร) Read More »

ความโกรธทำให้เสียประโยชน์ (พระดาบสโพธิสัตว์โปรด นายเรือจ้างชื่ออาวาริยปิตาผู้มักโกรธ)

ความโกรธทำให้เสียประโยชน์ (พระดาบสโพธิสัตว์โปรด นายเรือจ้างชื่ออาวาริยปิตาผู้มักโกรธ) การเอาชนะใจผู้อื่นด้วยความดี เป็นสิ่งที่บัณฑิตนักปราชญ์ประพฤติกัน เช่นเดียวกับการเอาชนะคนมักโกรธด้วยความไม่โกรธตอบ ซึ่งต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความละมุนละม่อม รู้จักประนีประนอมเพื่อให้เกิดสันติ เมื่อสันติสุขเกิดขึ้นในใจของทุกฝ่าย ก็จะมีการขยายแบ่งปันความสุขซึ่งกันและกัน สันติภาพย่อมบังเกิดขึ้น สันติภาพโลกจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อมนุษย์ทุกคนเข้าถึงสันติสุขภายใน ซึ่งสันติสุขภายในที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นเมื่อใจหยุดนิ่ง หยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ดังนั้น การเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้เข้าถึงสันติสุขภายใน เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งสำหรับพวกเราและชาวโลกด้วย มีวาระแห่งพุทธภาษิตใน โกธนาสูตร ความว่า “คนผู้โกรธย่อมประพฤติในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ย่อมไม่รู้จักความเจริญ ย่อมมีภัยที่เกิดขึ้นแล้วในภายใน แต่คนผู้โกรธนั้นย่อมไม่รู้สึก เพราะคนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ ไม่เห็นธรรม และย่อมขาดสติ จึงพลั้งพลาดไปก่อกรรมทำเข็ญ ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้” ความโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นประดุจไฟที่คอยเผาลนตนเอง ยิ่งถ้าตอนเกิดความโกรธแล้วระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ก็จะทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท อาจถึงเข่นฆ่ากัน หรือทำลายข้าวของเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน และหากอาฆาตพยาบาทกัน ก็จะเป็นการผูกเวรกันต่อไปอีก ถ้าเราไม่รู้เท่าทันอารมณ์โกรธ ผลร้ายมักจะเกิดขึ้นเสมอไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ดังเช่นเรื่องของชายผู้มักโกรธคนหนึ่ง ที่ต้องเสียประโยชน์ที่จะพึงได้ไป และยังมีทุกข์ตามมาอีก พระบรมศาสดาทรงยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่ออบรมสั่งสอนพระภิกษุให้พึงสังวร จะได้สำรวมระวัง และเห็นโทษภัยในความเป็นผู้มักโกรธ * ครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นมาณพหนุ่มผู้มีปัญญา …

ความโกรธทำให้เสียประโยชน์ (พระดาบสโพธิสัตว์โปรด นายเรือจ้างชื่ออาวาริยปิตาผู้มักโกรธ) Read More »

แก้วมณีไม่มีหมอง (สุกรช่วยกันทำให้แก้วมณีเศร้าหมอง เพื่อจะได้ไม่เห็นภาพราชสีห์ที่พวกตนกลัว)

แก้วมณีไม่มีหมอง (สุกรช่วยกันทำให้แก้วมณีเศร้าหมอง เพื่อจะได้ไม่เห็นภาพราชสีห์ที่พวกตนกลัว) ในยุคที่คนมีคุณธรรมน้อยลง ทำให้สิ่งแวดล้อมที่ดีต้องเสื่อมลงตามไปด้วย แต่ถึงแม้เราจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี คนส่วนใหญ่ไม่มีศีล ใช่ว่าเราจะต้องไม่มีศีลตามไปด้วย ธรรมดาของอ้อยแม้ถูกหีบย่อมไม่ทิ้งรสหวาน บัณฑิตแม้ถูกบีบคั้นกดดัน ย่อมยังคงรักษาคุณความดีไว้ได้เสมอ เพราะบัณฑิตมีเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้อง มีมโนปณิธานที่แน่วแน่ มีอุดมการณ์ที่มั่นคง ไม่แปรเปลี่ยนไปตามลมปากใคร ใครจะมาสั่นคลอนคุณธรรมไม่ได้ ไม่ว่าจะถูกด่าว่า กลั่นแกล้ง รังแก ใส่ร้ายป้ายสีอย่างไร้คุณธรรมก็ตาม ยังคงประกอบด้วยเมตตาและขันติธรรม ไม่สู้ ไม่หนี ทำแต่ความดีเรื่อยไป นี่คือจุดยืนของบัณฑิตที่ฝึกใจมาแล้ว การฝึกใจให้หยุดนิ่ง จะทำให้เราเป็นคนหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมที่ผันผวน เพราะฉะนั้น ให้หมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่งกันทุกคน มีวาระแห่งพุทโธวาทใน พรหมชาลสูตร ความว่า “มมํ วา ภิกฺขเว ปเร อวณฺณํ ภาเสยฺยุ ํ ธมฺมสฺส วา อวณฺณํ ภาเสยฺยุ ํ สงฺฆสฺส วา อวณฺณํ ภาเสยฺยฺ ํ ตตฺร ตุมฺเหหิ น อาฆาโต น …

แก้วมณีไม่มีหมอง (สุกรช่วยกันทำให้แก้วมณีเศร้าหมอง เพื่อจะได้ไม่เห็นภาพราชสีห์ที่พวกตนกลัว) Read More »

คนมักโกรธย่อมไม่เป็นที่รัก (มหาทัทรนาคพี่ชายสอนน้องจุลลทัททรนาคให้ฝึกหัดข่มใจข่มความโกรธ)

คนมักโกรธย่อมไม่เป็นที่รัก (มหาทัทรนาคพี่ชายสอนน้องจุลลทัททรนาคให้ฝึกหัดข่มใจข่มความโกรธ) การอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกและอบอุ่นใจ ถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง เมื่ออยู่ร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จะมีการสื่อสารกันเกิดขึ้น วิธีการสื่อสารที่ดีนั้น จะต้องออกมาในเชิงบวก เปิดเผย ตรงไปตรงมา เต็มไปด้วยความจริงใจ อีกทั้งยังต้องแฝงด้วยความรักและปรารถนาดี และเพื่อบรรยากาศอันดีด้วย ควรมีรอยยิ้มให้แก่กัน ความอบอุ่นใจจะได้บังเกิดขึ้น รอยยิ้มและมิตรภาพจะเป็นกาวใจชั้นดี เชื่อมกันและกัน ทำให้สามารถขจัดปัญหาการกระทบกระทั่ง ความไม่เข้าใจกัน ถ้ามีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ต่อกัน ให้การสนับสนุนกันในการทำความดี ก็จะยิ่งผูกพันแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้น เพราะสายใยแห่งบุญจะเป็นตัวเชื่อมประสานที่เหนียวแน่นมั่นคงถาวรยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ฉะนั้น ให้หมั่นสั่งสมบุญให้มากๆ ทำทั้งทาน ศีล ภาวนา ให้ถึงพร้อม มีวาระแห่งพุทธภาษิตใน ฆัตวาสูตร ความว่า “โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ โกธํ ฆตฺวา น โสจติ โกธสฺส วิสมูลสฺส มธุรคฺคสฺส เทวเต วธํ อริยา ปสํสนฺติ ตญฺหิ ฆตฺวา น โสจติ บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข เมื่อฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก แน่ะเทวดา พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญ …

คนมักโกรธย่อมไม่เป็นที่รัก (มหาทัทรนาคพี่ชายสอนน้องจุลลทัททรนาคให้ฝึกหัดข่มใจข่มความโกรธ) Read More »

อยู่ในธรรมเพราะกัลยาณมิตร (ปุโรหิตโพธิสัตว์หากุศโลบายเตือนสติพระราชา)

อยู่ในธรรมเพราะกัลยาณมิตร (ปุโรหิตโพธิสัตว์หากุศโลบายเตือนสติพระราชา) คนที่เกิดมาบนโลกนี้ ล้วนปรารถนาที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความสุข อยากมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน อยากเป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นที่รักของทุกคน ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะอำนวยผลดีให้ นอกเหนือจากบุญเก่าที่ได้สั่งสมมาอย่างดีแล้ว คือการมีกัลยาณมิตรที่ดี ที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง กัลยาณมิตรจะเป็นผู้แนะหนทางสว่างในชีวิต ทางแห่งความสุขสมหวัง ถ้าขาดกัลยาณมิตรแล้วชีวิตจะมืดมน เพราะกัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของชีวิตอันประเสริฐ จะคอยประคับประคองให้อยู่ในเส้นทางธรรม เส้นทางแห่งบุญกุศล ชักนำให้มาสร้างบารมี มาประพฤติปฏิบัติธรรม จนกระทั่งเข้าถึงธรรมภายใน เข้าถึงพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงในชีวิต พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ใน สิวสูตร ว่า “สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง” การมีมิตรดี มิตรผู้แนะประโยชน์ ย่อมนำความสุขความเจริญรุ่งเรืองมาให้ มิตรแท้หรือกัลยาณมิตรนั้น เป็นบุคคลที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อโลก ชาวโลกปรารถนาบุคคลเช่นนี้ที่จะเป็นต้นบุญต้นแบบ เป็นแสงสว่างส่องนำทางชีวิต เป็นเหมือนต้นแหล่งแห่งความสว่างที่ไปจุดความสว่างภายในใจของผู้อื่นให้เกิดขึ้น จนมีดวงปัญญาสว่าง บริสุทธิ์ ที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากบาปอกุศลทั้งมวล หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลายไปสู่อายตนนิพพานที่ไม่มีความเศร้าโศกสิ้นกาลนาน มีแต่ความสุขล้วนๆ เป็นที่ที่ไม่มีความทุกข์เจือปนอยู่ การได้สมาคมกับกัลยาณมิตรจึงเป็นสุขทุกเมื่อ กัลยาณมิตรเป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง …

อยู่ในธรรมเพราะกัลยาณมิตร (ปุโรหิตโพธิสัตว์หากุศโลบายเตือนสติพระราชา) Read More »