ธรรมะเพื่อประชาชน

คนมักโกรธย่อมไม่เป็นที่รัก (มหาทัทรนาคพี่ชายสอนน้องจุลลทัททรนาคให้ฝึกหัดข่มใจข่มความโกรธ)

คนมักโกรธย่อมไม่เป็นที่รัก (มหาทัทรนาคพี่ชายสอนน้องจุลลทัททรนาคให้ฝึกหัดข่มใจข่มความโกรธ) การอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกและอบอุ่นใจ ถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง เมื่ออยู่ร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จะมีการสื่อสารกันเกิดขึ้น วิธีการสื่อสารที่ดีนั้น จะต้องออกมาในเชิงบวก เปิดเผย ตรงไปตรงมา เต็มไปด้วยความจริงใจ อีกทั้งยังต้องแฝงด้วยความรักและปรารถนาดี และเพื่อบรรยากาศอันดีด้วย ควรมีรอยยิ้มให้แก่กัน ความอบอุ่นใจจะได้บังเกิดขึ้น รอยยิ้มและมิตรภาพจะเป็นกาวใจชั้นดี เชื่อมกันและกัน ทำให้สามารถขจัดปัญหาการกระทบกระทั่ง ความไม่เข้าใจกัน ถ้ามีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ต่อกัน ให้การสนับสนุนกันในการทำความดี ก็จะยิ่งผูกพันแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้น เพราะสายใยแห่งบุญจะเป็นตัวเชื่อมประสานที่เหนียวแน่นมั่นคงถาวรยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ฉะนั้น ให้หมั่นสั่งสมบุญให้มากๆ ทำทั้งทาน ศีล ภาวนา ให้ถึงพร้อม มีวาระแห่งพุทธภาษิตใน ฆัตวาสูตร ความว่า “โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ โกธํ ฆตฺวา น โสจติ โกธสฺส วิสมูลสฺส มธุรคฺคสฺส เทวเต วธํ อริยา ปสํสนฺติ ตญฺหิ ฆตฺวา น โสจติ บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข เมื่อฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก แน่ะเทวดา พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญ …

คนมักโกรธย่อมไม่เป็นที่รัก (มหาทัทรนาคพี่ชายสอนน้องจุลลทัททรนาคให้ฝึกหัดข่มใจข่มความโกรธ) Read More »

อยู่ในธรรมเพราะกัลยาณมิตร (ปุโรหิตโพธิสัตว์หากุศโลบายเตือนสติพระราชา)

อยู่ในธรรมเพราะกัลยาณมิตร (ปุโรหิตโพธิสัตว์หากุศโลบายเตือนสติพระราชา) คนที่เกิดมาบนโลกนี้ ล้วนปรารถนาที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความสุข อยากมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน อยากเป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นที่รักของทุกคน ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะอำนวยผลดีให้ นอกเหนือจากบุญเก่าที่ได้สั่งสมมาอย่างดีแล้ว คือการมีกัลยาณมิตรที่ดี ที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง กัลยาณมิตรจะเป็นผู้แนะหนทางสว่างในชีวิต ทางแห่งความสุขสมหวัง ถ้าขาดกัลยาณมิตรแล้วชีวิตจะมืดมน เพราะกัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของชีวิตอันประเสริฐ จะคอยประคับประคองให้อยู่ในเส้นทางธรรม เส้นทางแห่งบุญกุศล ชักนำให้มาสร้างบารมี มาประพฤติปฏิบัติธรรม จนกระทั่งเข้าถึงธรรมภายใน เข้าถึงพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงในชีวิต พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ใน สิวสูตร ว่า “สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง” การมีมิตรดี มิตรผู้แนะประโยชน์ ย่อมนำความสุขความเจริญรุ่งเรืองมาให้ มิตรแท้หรือกัลยาณมิตรนั้น เป็นบุคคลที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อโลก ชาวโลกปรารถนาบุคคลเช่นนี้ที่จะเป็นต้นบุญต้นแบบ เป็นแสงสว่างส่องนำทางชีวิต เป็นเหมือนต้นแหล่งแห่งความสว่างที่ไปจุดความสว่างภายในใจของผู้อื่นให้เกิดขึ้น จนมีดวงปัญญาสว่าง บริสุทธิ์ ที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากบาปอกุศลทั้งมวล หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลายไปสู่อายตนนิพพานที่ไม่มีความเศร้าโศกสิ้นกาลนาน มีแต่ความสุขล้วนๆ เป็นที่ที่ไม่มีความทุกข์เจือปนอยู่ การได้สมาคมกับกัลยาณมิตรจึงเป็นสุขทุกเมื่อ กัลยาณมิตรเป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง …

อยู่ในธรรมเพราะกัลยาณมิตร (ปุโรหิตโพธิสัตว์หากุศโลบายเตือนสติพระราชา) Read More »

สุกธรรมคุ้มครองโลก (กัณหทีปายนดาบสตั้งสัจจะความมีหิริโอตตัปปะของตนช่วยลูกชายเพื่อน)

สุกธรรมคุ้มครองโลก (กัณหทีปายนดาบสตั้งสัจจะความมีหิริโอตตัปปะของตนช่วยลูกชายเพื่อน) สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมีพื้นฐานของชีวิตเหมือนกัน คือความทุกข์ เช่นเดียวกับโลกที่มีความมืดเป็นพื้นฐาน แต่ที่เรามองเห็นคน สัตว์ สิ่งของหรือสิ่งต่างๆ ได้ เพราะมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หรือจากดวงไฟ หากเราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต ว่าเป็นทุกข์แล้ว จะได้เกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ทั้งหลาย และรีบขวนขวายหาทางหลุดพ้นออกจากทุกข์ แสวงหาความสุขที่แท้จริง การปฏิบัติธรรมเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะทำให้เราได้รับความสุขที่แท้จริงและหลุดพ้นจากทุกข์ ไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ มีวาระพระบาลีใน ธรรมสูตร ความว่า “เยสํ เจ หิริโอตฺตปฺปํ สพฺพทา จ น วิชฺชติ โวกฺกนฺตา สุกฺกมูลา เต ชาติมรณคามิโน เยสญฺจ หิริโอตฺตปฺปํ สทา สมฺมา อุปฏฺฐิตา วิรูฬฺหพฺรหฺมจริยา เต สนฺโต ขีณปุนพฺภวา ถ้าสัตว์เหล่าใด ไม่มีหิริและโอตตัปปะในกาลทุกเมื่อแล้ว สัตว์เหล่านั้น ก็เป็นผู้ปราศจากสุกธรรมอันเป็นรากเหง้า เป็นผู้เข้าถึงชาติและมรณะ ส่วนสัตว์เหล่าใด เข้าไปตั้งหิริและโอตตัปปะไว้โดยชอบในกาลทุกเมื่อ สัตว์เหล่านั้นมีพรหมจรรย์งอกงาม เป็นผู้สงบ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว” หิริโอตตัปปะ เป็นธรรมะคุ้มครองโลก โลกจะร่มเย็นเป็นสุขได้ …

สุกธรรมคุ้มครองโลก (กัณหทีปายนดาบสตั้งสัจจะความมีหิริโอตตัปปะของตนช่วยลูกชายเพื่อน) Read More »

กัณฐกวิมาน (กัณฐกะเทพบุตรอดีตม้ากัณฐกะพาเจ้าชายสิทธัตถะไปตลอดราตรี จะได้แสวงหาโมกขธรรม)

กัณฐกวิมาน (กัณฐกะเทพบุตรอดีตม้ากัณฐกะพาเจ้าชายสิทธัตถะไปตลอดราตรี จะได้แสวงหาโมกขธรรม) การไปสู่อายตนนิพพาน จะต้องเป็นผู้ที่มีบุญมหาศาล รักในการสั่งสมบุญอยู่เป็นนิตย์ และคิดเสมอว่า จะใช้วันเวลาทุกอนุวินาที ให้มีคุณค่าสูงสุด เพราะรู้ว่าเวลาในชีวิตมีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งหนทางในสังสารวัฏเต็มไปด้วยเพลิงกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ จึงจำเป็นที่จะต้องมีบุญเพื่อขจัดกิเลสและเป็นเสบียงติดตัวไปในการเดินทางสู่จุดหมาย ดังนั้น นักสร้างบารมีที่ดี ต้องรู้จักเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เปลี่ยนจากบาปมาเป็นบุญ และเพิ่มพูนความบริสุทธิ์ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จะบริสุทธิ์ได้ต้องหยุดนิ่งไปในกลางพระรัตนตรัย ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อทำได้เช่นนี้ ชีวิตย่อมจะมีความสุข แม้อยู่ในท่ามกลางปัญหาก็จะมีปัญญาที่ทำให้พ้นทุกข์เหมือนจุดเย็นในเตาหลอม มีชีวิตที่สงบเย็นเป็นสุขอยู่ตลอดเวลา มีธรรมภาษิตที่พระโมคคัลลานะกล่าวไว้ใน กัณฐกวิมาน ว่า “พระจันทร์มีรอยรูปกระต่ายในเดือนเพ็ญ ถูกหมู่ดาวแวดล้อม เป็นอธิบดีของหมู่ดาวทั้งหลาย ย่อมโคจรไปในอากาศ ฉันใด ทิพยวิมานนี้ก็ฉันนั้น ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยรัศมีในเทพบุรี เหมือนดวงอาทิตย์กำลังอุทัย ดูก่อนเทพบุตร ท่านเป็นผู้มีรัศมีมาก รุ่งโรจน์ยิ่งด้วยวรรณะ อยู่ในวิมานอันประเสริฐนั้น ดุจดวงอาทิตย์กำลังอุทัย นี้เป็นผลแห่งทาน หรือศีล หรืออัญชลีกรรมของท่าน ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอกข้อนั้นแก่อาตมาเถิด” ผู้ที่มีสิทธิ์ได้ไปบังเกิดในสวรรค์นอกจากจะเป็นมนุษย์แล้ว ยังมีหมู่สัตว์ในภพภูมิอื่นอีกนับจำนวนไม่น้อย ที่กำลังบุญมากพอ หรือมีจิตผ่องใสไม่เศร้าหมอง ไม่ถูกความโลภ …

กัณฐกวิมาน (กัณฐกะเทพบุตรอดีตม้ากัณฐกะพาเจ้าชายสิทธัตถะไปตลอดราตรี จะได้แสวงหาโมกขธรรม) Read More »

มหารถเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว)

มหารถเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว) เรามีเวลาสร้างบารมีอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด จึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต บัณฑิตทั้งหลายจะรีบขวนขวายสั่งสมบุญ เพื่อเป็นเหตุให้เข้าถึงความสุขภายในที่แท้จริง ความสุขจากใจหยุดนิ่งนี้ ไม่อาจแลกได้ด้วยสมบัติใดๆ หากต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง เพราะผู้ใดทำใจหยุดนิ่งได้ ผู้นั้นจะเข้าถึงความสุขที่แท้จริง เป็นสุขที่ตรงกันข้ามกับสุขที่เกิดจากเบญจกามคุณทั้งหลายในโลกนี้ เป็นสุขที่เที่ยงแท้ เป็นอมตะ ดังนั้นหากเราตั้งใจลงมือทำในวันนี้ ก็จะได้วันนี้ หรือแม้วันนี้ยังไม่ได้ผล ย่อมเป็นอุปนิสัยติดตัวไปให้ได้เข้าถึงธรรมในวันข้างหน้า มีธรรมภาษิตที่กล่าวไว้ใน มหารถวิมาน ว่า “ข้าแต่ท่านผู้เป็นมุนี เมื่อใครๆ หวังอยากเป็นผู้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และรูปอันประณีต อย่าพึงมีใจข้องอยู่ในสิ่งอื่น พึงยังข้าวและน้ำอันตนตบแต่งดีแล้วเป็นอันมาก ให้ตั้งไว้ในพระพุทธเจ้า เพราะใครๆ ในโลกนี้หรือโลกอื่น จะเป็นผู้ประเสริฐกว่า หรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า มิได้มี พระตถาคตเจ้านั้น ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่งกว่าบุคคลผู้ควรบูชาทั้งหลาย ของชนผู้มีความต้องการบุญ แสวงหาผลอันไพบูลย์” นี่คือถ้อยคำของเทพบุตรองค์หนึ่ง ที่สามารถทำให้จิตใจของท้าวสักกะจอมเทพหวั่นไหวได้ ในยุคเริ่มต้นของการประกาศศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา ตอนนั้นพระอินทร์ยังประมาทในการเสวยทิพยสมบัติอยู่ ยังไม่ได้โอกาสบำเพ็ญบุญกับพระอริยเจ้า ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลอันเลิศ บุญกุศลที่เคยทำเอาไว้ในอดีต ซึ่งส่งผลให้ได้มาเป็นท้าวสักกะจอมเทพนั้น ก็ไม่ได้ทำถูกเนื้อนาบุญ แม้จะได้รับการยอมรับให้เป็นจอมเทพผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่เมื่อเทียบรัศมีกาย อายุขัย เทพบริวาร หรือทิพยปราสาทกับเทพบุตรผู้มีบุญอื่นๆ แล้ว …

มหารถเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว) Read More »

อเนกวรรณเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว)

อเนกวรรณเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว) เวลาที่มีคุณค่ามากที่สุด คือ เวลาแห่งใจหยุดนิ่ง เป็นเวลามีคุณค่ายิ่งกว่าเวลาที่เราได้เพชรได้พลอย หรือได้อัญมณีอันล้ำค่าทั้งหลายในโลกนี้ เพราะเราได้ไปเอารัตนะภายใน เมื่อเราประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัจธรรมนำพาชีวิตให้เข้าถึงความสุข หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล เราย่อมจะได้พบกับพระรัตนตรัยภายใน คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ อันเป็นที่พึ่งที่ระลึกทั้งในภพนี้และภพหน้า ปัจจุบันนี้มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า ควรจะแสวงหารัตนะภายนอกหรือรัตนะภายใน เมื่อไม่รู้ก็ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องในตัว มัวส่งใจไปกับเรื่องนอกตัว ชีวิตจึงต้องวนเวียนอยู่ในกระแสแห่งความทุกข์ระทม แต่เมื่อได้ลงมือปฏิบัติธรรม จึงจะเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต แล้วมุ่งแสวงหาสาระอันแท้จริง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือ พระรัตนตรัยภายใน จะได้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย มีถ้อยคำธรรมภาษิตที่ปรากฏอยู่ใน อเนกวัณณวิมาน ว่า “ข้าพเจ้าได้ชักชวนคนอื่นๆ ให้ทำบุญว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชาเถิด เมื่อท่านทั้งหลายละอัตภาพนี้แล้ว จักได้ไปเสวยสุขในสุคติสวรรค์ ข้าพเจ้าได้กระทำกุศลกรรมอย่างนั้นแล้ว จึงได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ด้วยตน และบันเทิงอยู่ในท่ามกลางหมู่ทวยเทพ” ผลแห่งการทำจิตให้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย และบุญที่เกิดจากการชักชวนมหาชน ให้มาตามระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย มีผลที่ยิ่งใหญ่ไพศาลอย่างน่าอัศจรรย์ หากมีจิตเลื่อมใสอย่างเต็มที่ อานิสงส์ที่ไม่มีประมาณก็จะบังเกิดขึ้น จะทำให้เราสมบูรณ์ด้วยสมบัติอันเลิศ ทั้งมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ มีความสุขความสำเร็จไปทุกภพทุกชาติ ใจจะเกาะเกี่ยวอยู่กับบุญกับพระรัตนตรัย ทำให้ชีวิตรอดพ้นจากอบายภูมิแน่นอน …

อเนกวรรณเทพบุตร (เทพบุตรท่านหนึ่งที่ทำให้พระทัยของท้าวสักกะต้องหวั่นไหว) Read More »

จูฬรถเทพบุตร (เทพบุตรที่ทำให้พระอินทร์ลงมาจากเทวโลกถวายบิณฑบาตกับพระมหากัสสปเถระ)

จูฬรถเทพบุตร (เทพบุตรที่ทำให้พระอินทร์ลงมาจากเทวโลกถวายบิณฑบาตกับพระมหากัสสปเถระ) ในสังสารวัฏที่เต็มไปด้วยภัยนานัปการ ภัยที่น่าหวาดกลัวที่สุด คือ ภัยในอบายภูมิ เพราะภพของอบายนั้น เป็นภพที่เสวยวิบาก มีความทุกข์ทรมานแสนสาหัส เมื่อพลัดตกไปในอบายแล้ว กว่าจะกลับมาสู่สุคติภูมิได้ ต้องใช้เวลายาวนานมาก ดังนั้นควรที่เราจะต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยการตั้งใจทำคุณงามความดี เพราะสิ่งนี้จะเป็นเครื่องยืนยันว่า เราจะได้ไปสู่สุคติภูมิอย่างเดียว ถ้าหากเกิดมาแล้ว เป็นอยู่เพียงสักแต่ว่ามีลมหายใจเข้าออก ไม่ได้สั่งสมบุญเพิ่มเติมให้กับตัวเอง ชีวิตก็ว่างเปล่าจากสิ่งที่มีคุณค่า เกิดมาใช้ชีวิตไม่คุ้ม ดังนั้น เราเกิดมาควรแสวงหาสาระแก่นสารของชีวิต ด้วยการสั่งสมบุญให้เต็มที่ และตั้งใจประพฤติธรรม มีใจมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกคน มีสุภาษิตบทหนึ่งปรากฏอยู่ใน สัตติคุมพชาดก ความว่า “ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน โย นโร อุปนยฺหติ กุสาปิ ปูตี วายนฺติ เอวํ พาลูปเสวนา ตคร ญฺจ ปลาเสน โย นโร อุปนยฺหติ ปตฺตาปิ สุรภี วายนฺติ เอวํ ธีรูปเสวนา ตสฺมา ปตฺตปุฏสฺเสว ญตฺวา สมฺปากมตฺตโน อสนฺเต นูปเสเวยฺย …

จูฬรถเทพบุตร (เทพบุตรที่ทำให้พระอินทร์ลงมาจากเทวโลกถวายบิณฑบาตกับพระมหากัสสปเถระ) Read More »

กระแสแห่งกรรม (๑) กรรมของมิตตพินทุกะ

กระแสแห่งกรรม (๑) กรรมของมิตตพินทุกะ เส้นทางอันยาวไกลในสังสารวัฏ เป็นเส้นทางที่จะต้องสั่งสมบุญบารมีอย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราจะมองข้าม คิดว่าจะทำเมื่อไรก็ได้ เพราะกว่าที่เราจะได้บรรลุเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต คือ ปราบอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไปได้นี้ ไม่ใช่เรื่องพอดีพอร้าย ที่จะทำเมื่อไรก็ได้ หากเรายังเป็นผู้ที่ประมาท ไม่เร่งสั่งสมบุญและความเพียรควบคู่กันไป เส้นทางนั้นก็ยิ่งยาวไกลออกไป ดังนั้นการสั่งสมบุญ หมั่นประพฤติปฏิบัติธรรม จึงเป็นกิจหลักที่ต้องทำให้เป็นประจำสม่ำเสมอ มีวาระแห่งพระภาษิตที่ปรากฏอยู่ใน อรรถกถโลสกชาดก ความว่า “ผู้ใดเมื่อถูกกล่าวสอนอยู่ ไม่ทำตามคำสอนของผู้ปรารถนาประโยชน์ ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ผู้นั้นย่อมเศร้าโศก เหมือนมิตตพินทุกะจับเท้าแพะเศร้าโศกอยู่ฉะนั้น” ในการอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องมีกฎมีเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกัน ใครทำผิดกฎหมายก็มีกระบวนการยุติธรรมเข้ามา นี้เป็นจุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้สังคมมีความสงบสุข แม้ถึงกระนั้นก็มิได้หมายความว่า แต่ละประเทศจะมีบรรทัดฐานที่เหมือนๆกัน เพราะในแต่ละพื้นที่ก็มีขนบธรรมเนียมประเพณีแตกต่างกัน กฎเกณฑ์ของสังคมในแต่ละประเทศชาติ ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม แต่การเกิดมาในสังสารวัฏมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวคือกฎแห่งกรรม ใครก็ตามที่พลาดพลั้งทำบาปอกุศล แม้ในภพปัจจุบันจะเป็นผู้ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงกฎแห่งกรรมไปได้ * เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ในครั้งนั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในอาวาสประจำหมู่บ้าน เป็นผู้เรียบร้อย มีศีล หมั่นบำเพ็ญภาวนาโดยมีกุฎุมพีท่านหนึ่งเป็นอุปัฏฐาก สมัยนั้นมีพระขีณาสพองค์หนึ่งอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ต้องการที่จะเปลี่ยนบรรยากาศการบำเพ็ญเพียร จึงออกจากป่า ได้จาริกมาถึงบ้านที่อยู่ของกุฎุมพีผู้เป็นอุปัฏฐากภิกษุรูปนั้น ฝ่ายกุฎุมพีครั้นเห็นพระเถระที่มีผิวพรรณวรรณะผ่องใสก็เกิดความเลื่อมใส จึงรับบาตร นิมนต์เข้าไปในบ้าน …

กระแสแห่งกรรม (๑) กรรมของมิตตพินทุกะ Read More »

กระแสแห่งกรรม (๒) กรรมของมิตตพินทุกะ

กระแสแห่งกรรม (๒) กรรมของมิตตพินทุกะ เวลาในโลกมนุษย์นี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประเดี๋ยววันประเดี๋ยวคืน เวลาที่ผ่านไปไม่ผ่านไปเปล่า ได้นำเอาความแก่ชรา ความเสื่อมแห่งสังขารให้เกิดขึ้นกับตัวของเรา ชีวิตของนักสร้างบารมีนั้นรู้ความจริงในข้อนี้ ย่อมไม่ปล่อยให้สังขารเสื่อมไปเปล่า แต่จะเก็บเกี่ยวเอาบุญไปพร้อมๆ กับเวลาที่ผ่านไป ยิ่งแก่ก็ยิ่งแก่บุญแก่บารมี บุญในตัวก็เพิ่มขึ้นทุกๆวัน การใช้ชีวิตให้ผ่านไปอย่างนี้ ได้ชื่อว่าเป็นชีวิตของผู้ที่ไม่ประมาท มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน อรรถกถา โลสกชาดก ความว่า “ภิกษุทั้งหลาย โลสกติสสะผู้นี้ ได้ประกอบกรรมคือ ความเป็นผู้มีลาภน้อย และความเป็นผู้ได้อริยธรรมของตนด้วยตนเอง เนื่องด้วยครั้งก่อนเธอกระทำอันตรายลาภของผู้อื่น จึงเป็นผู้มีลาภน้อย แต่เป็นผู้บรรลุอริยธรรมได้ด้วยผลที่บำเพ็ญวิปัสสนา คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” กรรมไม่เพียงแต่ทำตนเองให้เดือดร้อนเท่านั้น ยังทำให้ญาติสนิทมิตรสหายที่อยู่ใกล้เคียงต้องได้รับผลกระทบแห่งกระแสกรรมนั้นไปด้วย ในวันนี้หลวงพ่อขอเล่าต่อจากคราวที่แล้ว ภายหลังที่มิตตพินทุกะอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านชายแดน ทำให้หมู่บ้านนั้นถูกราชทัณฑ์ถึง ๗ ครั้ง ไฟไหม้ ๗ หน บ่อน้ำที่อาศัยดื่มกันทั้งหมู่บ้านพังทลายอีกถึง ๗ ครั้ง ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว * พวกชาวบ้านทั้งหลายจึงปรึกษากันว่า เมื่อก่อนไม่มีนายมิตตพินทุกะ พวกเราไม่เคยมีเรื่องเดือดร้อนอย่างนี้เลย จึงตกลงช่วยกันรุมตีขับไล่เขาออกจากหมู่บ้าน มิตตพินทุกะจึงหอบหิ้วลูก ๒ คนและภรรยาไปอยู่ที่อื่น เดินผ่านเข้าไปสู่ดงที่อมนุษย์อาศัยอยู่ …

กระแสแห่งกรรม (๒) กรรมของมิตตพินทุกะ Read More »

วิธีเตรียมตัวตาย (ผู้ใหญ่บ้านอสิพันธกบุตร ทูลถามถึงปัญหาพระพุทธเจ้า)

วิธีเตรียมตัวตาย (ผู้ใหญ่บ้านอสิพันธกบุตร ทูลถามถึงปัญหาพระพุทธเจ้า) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านเป็นต้นบุญต้นแบบ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งอมตมหานิพพานแล้ว ท่านได้เสวยเอกันตบรมสุข สุขล้วนๆ ไม่มีทุกข์มาเจือปนเลย เพราะท่านได้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตแล้ว ไม่ต้องย้อนกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป พวกเราทั้งหลายก็ควรดำเนินตามรอยบาทพระศาสดาและท่านผู้รู้เหล่านั้น จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในสังสารวัฏอีก การฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งเป็นหนทางลัดที่สุดสู่อายตนนิพพาน เป็นการเพิ่มเติมความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ขัดเกลากิเลสอาสวะให้เบาบางจนกระทั่งหมดสิ้นไปในที่สุด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหา สีหนาทสูตร ว่า “ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ ด้วยใจอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกจักบังเกิดในหมู่มนุษย์ โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกบังเกิดแล้วในหมู่มนุษย์ เสวยสุขเวทนาเป็นอันมาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนต้นไม้เกิดในพื้นที่อันเสมอ มีใบอ่อนและใบแก่อันหนา มีเงาหนาทึบ ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา ครอบงำ เหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวกระหาย มุ่งมาสู่ต้นไม้นั้นแหละ โดยมรรคาสายเดียว บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนี้ จักมาถึงต้นไม้นี้ทีเดียว โดยสมัยต่อมา …

วิธีเตรียมตัวตาย (ผู้ใหญ่บ้านอสิพันธกบุตร ทูลถามถึงปัญหาพระพุทธเจ้า) Read More »

เทพบุตรมาร (๑) กำเนิดท้าววสวัตดีมาร-โพธิอำมาตย์

เทพบุตรมาร (๑) กำเนิดท้าววสวัตดีมาร – โพธิอำมาตย์ ทุกชีวิตที่เกิดมา ไม่มีใครแม้แต่คนเดียว ที่ไม่ปรารถนาให้ตนเองมีความสุขและปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลาย ทุกชีวิตอยากมีอายุยืนยาว และได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยความผาสุก แต่ใช่ว่าความปรารถนาของทุกคนจะสมหวังหมด มีไม่น้อยที่ปรารถนาให้ตนเองมีความสุข แต่กลับทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์ เป็นอยู่ด้วยความประมาท ความสุขที่ตนปรารถนาจึงเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝัน คล้ายกับพยับแดดที่หาตัวตนแท้จริงไม่ได้ สุดท้ายเมื่อผลแห่งความประมาทมาถึง ชีวิตของคนเหล่านั้นจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงจากความทุกข์ไปได้ ยิ่งถ้าไม่มีการเตรียมพร้อม มัวเพลิดเพลินในการใช้ชีวิตไปกับสิ่งไร้สาระ เมื่อถึงคราวละโลกไป ใครก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราควรเตรียมตัวอย่างชาญฉลาด เป็นผู้ไม่ประมาทในการดำรงชีวิต ด้วยการหมั่นสั่งสมความดี และต้องหมั่นนั่งธรรมะฝึกฝนใจให้ใสบริสุทธิ์อยู่เสมอ มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน สังคีติสูตร ความว่า “บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมถวายข้าว น้ำ เสื้อผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ที่อาศัย และสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป ให้เป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป โดยได้ศึกษามาว่า “พวกทวยเทพผู้สถิตอยู่ที่สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เป็นเทพที่มีอายุยืน มีวรรณะงดงามมาก เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข” ดังนี้แล้ว จึงตั้งจิตปรารถนาอย่างนี้ว่า “โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งทวยเทพเหล่าปรนิมมิตวสวัตดีเถิด” เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตไว้มั่น …

เทพบุตรมาร (๑) กำเนิดท้าววสวัตดีมาร-โพธิอำมาตย์ Read More »

เทพบุตรมาร (๒) (ท้าววสวัตดีมารผู้เคยปรารถนาพุทธภูมิ แต่ชาตินี้ถูกอกุศลเข้าสิงจิต)

เทพบุตรมาร (๒) (ท้าววสวัตดีมารผู้เคยปรารถนาพุทธภูมิ แต่ชาตินี้ถูกอกุศลเข้าสิงจิต) ชีวิตของทุกๆ คนที่เกิดมาในสังสารวัฏ ต่างเคยผ่านการเกิดในภพภูมิต่างๆ มาแล้วทั้งนั้น ทั้งชีวิตในระดับสูง ระดับกลาง และระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หรือยาจกเข็ญใจ เพราะชีวิตมีการขึ้นลงไปตามอำนาจแห่งบุญและบาปที่ได้ก่อขึ้นในภพชาตินั้นๆ ถ้าทำบุญไว้มากก็จะได้รับผลที่ดี เสวยสุขในสุคติภูมิ ชีวิตก็จะประสบแต่สิ่งที่ดีงาม ถ้าทำบาปอกุศลไว้มาก ก็ต้องไปเสวยวิบากแห่งกรรมในอบายภูมิ ไม่ว่าใครก็ตามจะหลีกหนีกฎแห่งกรรมไปไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเราเกิดมาแล้ว ต้องสร้างแต่ความดีอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อเพิ่มพูนความบริสุทธิ์บริบูรณ์ให้แก่ตนเอง วิธีที่จะทำความบริสุทธิ์ได้อย่างดีที่สุด คือการหมั่นปฏิบัติให้เข้าถึงธรรม ทำใจให้หยุด ทำใจให้นิ่งบ่อยๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ชีวิตของเราก็จะสมหวัง และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเสมอ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทุติยมารปาสสูตร ว่า “รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น สัมผัสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่ารักน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ หากภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่สรรเสริญ ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพันอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและธรรมารมณ์ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ไม่ไปสู่ที่อยู่ของมาร ไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร …

เทพบุตรมาร (๒) (ท้าววสวัตดีมารผู้เคยปรารถนาพุทธภูมิ แต่ชาตินี้ถูกอกุศลเข้าสิงจิต) Read More »

เทพบุตรมาร (๓) (พระอุปคุตเถระปราบทิฎฐิมานะทำให้ท้าววสวัตดีมารเปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิ)

เทพบุตรมาร (๓) (พระอุปคุตเถระปราบทิฎฐิมานะทำให้ท้าววสวัตดีมารเปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิ) ความไม่ประมาทเป็นคุณธรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอด ๔๕ พรรษา มาประชุมรวมกันอยู่ในความไม่ประมาททั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากปัจฉิมโอวาทก่อนพุทธปรินิพพาน ที่พระองค์ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลาย ให้นึกถึงสังขารร่างกายที่ไม่เที่ยง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไป เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว จะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง แล้วดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท คือดำเนินจิตอยู่ในหนทางสายกลาง เอาสติควบคุมใจให้หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตลอดเวลา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน จิตตวรรควรรณนา ว่า “ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ชนเหล่าใดจักสำรวมจิตนี้ ซึ่งไปได้ไกล เที่ยวไปโดดเดี่ยว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย ชนเหล่านั้น จักพ้นจากบ่วงแห่งมารได้” ผู้ที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากบ่วงมารได้ ก็เพราะไม่สามารถสำรวมระวังจิตให้อยู่ภายในตัว ส่วนใหญ่แล้วมักจะปล่อยใจไปตามกระแสกิเลส แล้วไปยึดติดอยู่กับคน สัตว์ สิ่งของนอกตัว ซึ่งเป็นเบญจกามคุณทั้งหลาย คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ต่างๆ เพราะฉะนั้น …

เทพบุตรมาร (๓) (พระอุปคุตเถระปราบทิฎฐิมานะทำให้ท้าววสวัตดีมารเปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิ) Read More »

เป็นเทพก็ต้องทำบุญ (การแสวงหาบุญของชาวสวรรค์บนเทวโลก)

เป็นเทพก็ต้องทำบุญ (การแสวงหาบุญของชาวสวรรค์บนเทวโลก) จิตใจของเรานี้จำเป็นต้องชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการสวดมนต์เจริญภาวนา เหมือนกับร่างกายที่เราใช้ในการประกอบภารกิจการงานอยู่ทุกวัน ยังมีความจำเป็นจะต้องชำระล้างให้สะอาดด้วยน้ำที่สะอาด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทเจริญภาวนาอยู่ในหนทางสายกลาง ให้เราเห็นความสำคัญของการฝึกฝนใจว่า ใจที่ผ่องใสย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้ ใจผ่องใสเป็นทางมาแห่งมหากุศล เป็นเครื่องนำสัตว์โลกทั้งหลายไปสู่สุคติภูมิ และนำทุกชีวิตไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด คือการบรรลุมรรคผลนิพพาน ดังนั้นวันเวลาที่ผ่านไป เราควรชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจ ให้สะอาดผ่องใสควบคู่กันไปพร้อมๆ กัน * มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน ทานสูตร ว่า “ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลาย พึงรู้ผลแห่งการจำแนกทาน เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ตรัสแล้ว โดยวิธีที่ผลนั้นเป็นผลใหญ่ไซร้ สัตว์ทั้งหลาย พึงกำจัดความตระหนี่ที่เป็นมลทิน มีใจผ่องใส พึงให้ทาน ทานที่ให้แล้วจะมีผลมากในพระอริยบุคคลทั้งหลายตามกาลสมควร ทายกเป็นอันมาก ครั้นให้ทักษิณาทาน ในทักขิไณยบุคคลทั้งหลายแล้ว ละจากความเป็นมนุษย์นี้แล้วย่อมไปสู่สวรรค์ ทายกผู้ไม่มีความตระหนี่เหล่านั้น ครั้นไปสู่สวรรค์แล้ว ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์เสวยผลแห่งกุศลกรรมของตัวเอง” การให้ทานนั้นเป็นบันไดก้าวแรกของหนทางที่จะนำขึ้นสู่สวรรค์ และเป็นเสบียงใหญ่สนับสนุนเพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่มนุษย์ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่แล้ว มักยินดีที่จะเป็นผู้รับมากกว่าการเป็นผู้ให้ เนื่องจากมนุษย์ถูกความโลภครอบงำจิตใจ ดังนั้นการจะหาผู้ที่ยินดีในการเสียสละ รักในการบริจาคเพื่อสลัดความตระหนี่ออกจากใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เหมือนหาแหล่งน้ำกลางทะเลทราย ในหลายพันล้านคนจะมีเพียงกลุ่มคนไม่มากนัก ที่จะรู้ซึ้งถึงบุญที่เกิดจากการให้ว่า มีอานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาล สามารถอำนวยสุขในสุคติโลกสวรรค์และนิพพานได้ แม้เทวดาเองบางครั้งก็ยังประมาท คือ เมื่อได้อัตภาพอันเป็นทิพย์แล้ว บางองค์ยังเพลิดเพลินในเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ ลืมเสวยสุธาโภชน์ …

เป็นเทพก็ต้องทำบุญ (การแสวงหาบุญของชาวสวรรค์บนเทวโลก) Read More »

วันพระของชาวสวรรค์ (การแสดงธรรมในเทวสภา)

วันพระของชาวสวรรค์ (การแสดงธรรมในเทวสภา) ในสังคมปัจจุบัน มนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนตกอยู่ในโลกธรรม ๘ ประการ คือมีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีสุขมีทุกข์ มีสรรเสริญมีนินทา นี้เป็นธรรมดาที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก ผู้ที่ยังติดข้องอยู่ในโลก ต้องตกอยู่ในสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น ส่วนพระบรมศาสดาได้เข้าถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต บรรลุกายธรรมอรหัตแล้ว จึงไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งหลาย ใจท่านเป็นหนึ่ง มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ใจหยุดในหยุดอยู่ในกลางของกลางตลอดเวลา พอเข้าถึงธรรมที่ละเอียดตรงนั้น ก็มีพระมหากรุณาธิคุณ ประกาศอมตธรรมไปยังสรรพสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ให้ได้ดื่มรสแห่งอมตธรรม ได้รับรู้รับทราบว่า รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวงเป็นอย่างไร พระอริยสาวกที่เป็นอนุพุทธะรู้ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีเป็นจำนวนมาก ที่ได้เข้าไปถึงจุดแห่งความสุขที่แท้จริง ดังนั้นหากเรามีธรรมะอยู่ในใจ แม้เวลามีทุกข์บังเกิดขึ้น ทุกข์นั้นก็จะหมดไป จะไม่หวั่นไหวในทุกข์ทั้งหลาย แต่จะมีความสุขที่สมบูรณ์มาแทนที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบทว่า “มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ ปูรติ ธีโร ปุญฺญสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ ไม่ควรดูหมิ่นต่อบุญว่า มีประมาณน้อย จะไม่มาถึงเรา แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำตกทีละหยดๆ ฉันใด ผู้มีปัญญาสั่งสมบุญ …

วันพระของชาวสวรรค์ (การแสดงธรรมในเทวสภา) Read More »