ธรรมะเพื่อประชาชน

มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป

มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป ปัจจุบันนี้ เราอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถส่งถึงกันได้อย่างรวดเร็ว เมื่อทางซีกโลกหนึ่งมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น อีกซีกโลกหนึ่งก็จะสามารถรับรู้ข่าวสารได้ทันที ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดี กระแสแห่งความดีก็จะขยายไปทั่ว แต่ถ้ามีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น ก็จะเกิดผลกระทบกระเทือนไปทั่วโลกได้เช่นเดียวกัน ในทำนองเดียวกันหากเราทำความดี แม้จะเป็นความดีเพียงเล็กน้อย เพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ก็สามารถขยายผลดีไปทั่วโลกและจักรวาลได้ โดยเฉพาะความดีที่เกิดจากการเจริญภาวนาฝึกฝนใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่ง จะช่วยให้บรรยากาศของโลกเกิดความบริสุทธิ์ขึ้นได้ ทั้งโอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก สะอาดบริสุทธิ์หมด ดังนั้นการฝึกใจให้หยุดนิ่ง จึงเป็นกรณียกิจที่ทุกๆ คน ควรพร้อมใจกันลงมือปฏิบัติ เพื่อตัวของเราเอง เพื่อโลกของเราและจักรวาลของเราจะได้เกิดสันติสุขที่แท้จริง * พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ฐานสูตร ว่า “มนุษย์ชาวชมพูทวีป ย่อมประเสริฐกว่ามนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปและทวยเทพชั้นดาวดึงส์ด้วยฐานะ ๓ อย่างคือ เป็นผู้มีความองอาจกล้าหาญ เป็นผู้มีสติ และเป็นผู้สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้บริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา” ปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ ต่างให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องโลกและจักรวาลไปต่างๆ นานา บ้างก็บอกว่า ยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในดวงดาวที่ไกลโพ้นออกไป บ้างก็บอกว่า ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ในโลกอื่น มีเฉพาะในโลกนี้เท่านั้น แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะยังไม่เคยมีใครเห็น อย่างมากก็เพียงได้ยินข่าวว่า มีจานบินเข้ามาในวงโคจรของโลกบ้าง มีมนุษย์ต่างดาวหลงเข้ามาบ้าง จริงเท็จอย่างไรไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และยังคงต้องใช้เวลาศึกษากันอีกยาวนาน จึงจะพิสูจน์ได้ ในทางพระพุทธศาสนา …

มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป Read More »

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๑) (พรหมทัตกุมารอดีตคนยากถวายขนมกุมมาส)

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๑) (พรหมทัตกุมารอดีตคนยากถวายขนมกุมมาส) ความสุขที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมใจ ให้บริสุทธิ์หยุดนิ่ง เป็นนิรามิสสุข สุขที่ไม่ต้องอิงวัตถุ เป็นสิ่งที่ชาวโลกต่างแสวงหากันมายาวนาน เพราะเป็นความสุขที่เสรี เป็นอิสระในตัวเอง แต่น้อยคนนักที่จะสมปรารถนา เพราะไม่รู้วิธีปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติไม่ถูกวิธีก็เข้าไม่ถึง เมื่อเข้าไม่ถึงก็แสวงหาความสุขจากสิ่งอื่นมาทดแทน ที่เรียกว่า สามิสสุข เป็นความสุขที่ต้องอิงวัตถุภายนอก คือ เบญจกามคุณ เป็นความสุขที่ไม่เที่ยงแท้ ไม่เป็นอิสระในตัวเอง เป็นความสุขที่คับแคบ มีขอบเขตจำกัด เมื่อแสวงหาสิ่งนี้มาได้แล้ว ก็แสวงหาสิ่งอื่นๆ เรื่อยไปไม่รู้จักพอ ความพอดีและพอใจจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อใจหยุดเท่านั้น ใจหยุดนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จ หยุดเป็นตัวสำเร็จ หยุดเป็นทุกสิ่ง ที่เราต้องฝึกฝนทุกวัน เพื่อจะได้เข้าถึงความสุขที่เที่ยงแท้กันทุกคน มีธรรมภาษิต ที่เทวดากล่าวต่อเบื้องพระพักตร์ของพระบรมศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ แม้ว่าของที่ให้จะมีอยู่น้อยก็ตาม ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ อนึ่ง ทานที่ให้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ทานและการรบมีผลเสมอกัน พวกวีรบุรุษแม้มีน้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มีพรรคพวกมากได้ ถ้าบุคคลเชื่อกรรมและผลของกรรมอยู่ ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้ เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า” ทานที่ให้ไว้ดีแล้ว ด้วยจิตที่เลื่อมใสในท่านผู้มีความบริสุทธิ์ มีธรรมกายเป็นทักขิไณยบุคคล ย่อมทำความปรารถนาของบุคคลนั้นให้สำเร็จประโยชน์อย่างเป็นอัศจรรย์ ทานยังมีอานุภาพ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของบุคคลผู้ให้ทาน …

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๑) (พรหมทัตกุมารอดีตคนยากถวายขนมกุมมาส) Read More »

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๒) (พระราชาพรหมทัตแต่งเพลงผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสที่แห้งและมีรสจืดชืด)

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๒) (พระราชาพรหมทัตแต่งเพลงผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสที่แห้งและมีรสจืดชืด) การเดินทางไกลในวัฏสงสารของมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ไม่ใช่ทำกันลำพังเพียงคนสองคน แต่จะต้องสร้างบารมีกันเป็นทีมใหญ่ ต้องประสานใจทุกดวงให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานเป็นทีมนั้น สมาชิกทุกคนในทีม จะต้องเป็นกัลยาณมิตรให้กับตนเองและเพื่อนร่วมทีมด้วย เพื่อช่วยกันประคับประคองไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง อีกทั้งต้องอาศัยกำลังใจที่เข้มแข็งมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ต้องทุ่มเทสร้างบารมีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จึงจะไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยและมีชัยชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังใจภายในที่เกิดจากใจหยุดนิ่งจนเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด มีธรรมภาษิตที่เทวดากล่าวต่อเบื้องพระพักตร์ของพระบรมศาสดาว่า “คนตระหนี่กลัวภัยใดย่อมให้ทานไม่ได้ ภัยนั้นนั่นแล ย่อมมีแก่คนตระหนี่ผู้ไม่ให้ทาน คนตระหนี่ย่อมกลัวความหิวและความกระหายใด ความหิวและความกระหายนั้น ย่อมถูกต้องคนตระหนี่นั้น ผู้เป็นพาลทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า เพราะฉะนั้น บุคคลควรกำจัดความตระหนี่อันเป็นสนิมในใจ แล้วให้ทานเถิด เพราะบุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ในปรโลก” มนุษย์ทุกคนต่างบอกว่า รักตัวเองมากที่สุด สมดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ ความรักเสมอด้วยตนไม่มี พูดง่ายๆ ก็คือ รักตัวเองมากกว่าคนอื่นนั่นเอง ส่วนจะรักแบบไหน รักเพียงชาตินี้หรือรักข้ามชาติ ก็ต้องมาพิจารณาที่การกระทำ หากรักตัวเองอย่างแท้จริง เขาจะกลัวความตระหนี่เป็นชีวิตจิตใจ เพราะรู้ว่าความตระหนี่เป็นภัยในวัฏฏะ กลัวจะลำบากยากจน ไม่อยากเป็นมหาทุคตะข้ามชาติ จึงรีบขจัดความตระหนี่ ซึ่งเปรียบเสมือนสนิมในใจออกไปโดยเร็ว คนมีบุญจะสอนตัวเองไม่ให้ตระหนี่ เพราะคนตระหนี่ไปเทวโลกไม่ได้ จะไปได้ต้องย่ำยีความตระหนี่ให้หลุดจากใจก่อน ด้วยการหมั่นทำบุญให้ทานสม่ำเสมอ …

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๒) (พระราชาพรหมทัตแต่งเพลงผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสที่แห้งและมีรสจืดชืด) Read More »

สำรวมจิตเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ (พระจิตตคุตเถระ อาศัยอยู่ในถ้ำกุรันฑกะ)

สำรวมจิตเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ (พระจิตตคุตเถระ อาศัยอยู่ในถ้ำกุรันฑกะ) เราได้เหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดทั้งวัน จากการประกอบภารกิจหน้าที่การงาน การศึกษาเล่าเรียน หรือเรื่องอื่นๆ ที่เราได้ทำผ่านมาแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เราจะได้ให้โอกาสแก่ตัวของเราเอง ในการแสวงหาสาระอันแท้จริงของชีวิต เพื่อเพิ่มเติมสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดให้กับชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรม ชีวิตจะได้ประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง เมื่อใจอยู่ในกระแสธรรม เราย่อมมีความสุขสดชื่นเบิกบาน ใจที่เบิกบานจะทำให้เราได้เข้าถึงธรรมอย่างง่ายดาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า “สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถ กามนิปาตินํ จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยาก ที่ละเอียดอ่อน มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ เพราะว่าจิตที่คุ้มครองดีแล้ว นำสุขมาให้” ธรรมชาติดั้งเดิมของจิตนั้นประภัสสร คือ สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส มีความสว่างไสวอยู่ในตัว ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง แต่ว่าถูกอวิชชา คือ ความมืดเข้ามาห่อหุ้ม จึงทำให้ใจนั้นขุ่นมัวไม่ผ่องใส และหวั่นไหวไปตามกระแสกิเลส หากเราไม่สำรวมอินทรีย์คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปล่อยให้หลงใหลไปในรูป เสียง …

สำรวมจิตเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ (พระจิตตคุตเถระ อาศัยอยู่ในถ้ำกุรันฑกะ) Read More »

เส้นทางจอมปราชญ์ (๓) นาคเสนกุมาร ออกบวช

เส้นทางจอมปราชญ์ (๓) นาคเสนกุมาร ออกบวช นักปราชญ์ที่แท้จริงในทางพระพุทธศาสนานั้น จะต้องเป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์ด้วย ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ผู้ใดสมบูรณ์ด้วย ๓ ป.เช่นนี้ จึงจะเป็นหลักเป็นที่พึ่งให้แก่มหาชน เส้นทางของจอมปราชญ์ทั้งหลาย จึงต้องผ่านการเคี่ยวกรำในทุกๆ เรื่อง ทั้งด้านการสร้างบารมี การฝึกฝนอบรมตัวเอง บุญในอดีต และการกระทำในปัจจุบัน จะผลักดันให้ก้าวไปถึงจุดนั้นได้ โดยเฉพาะการทำใจให้หยุดนิ่ง หมั่นเจริญภาวนา เห็นคุณค่าของปริยัติแล้วไม่ทอดทิ้งปฏิบัติ หมั่นทำใจหยุดนิ่งอย่างสมํ่าเสมอ จนเข้าถึงผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งภายใน เมื่อนั้นจะทำให้ความเป็นปราชญ์สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า “นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา วุฏฺฐิ เว ปรมา สรา ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ฝนเท่านั้นเป็นสระอันยอดเยี่ยม” แสงสว่างในโลกมีมากมาย ต่างมีประโยชน์ในตัวเองทั้งสิ้น แสงจากหลอดไฟยังมีเวลาเปิดปิด พระอาทิตย์ยังมีเวลาอัสดง พระจันทร์ยังมีวันข้างขึ้นข้างแรม แสงสว่างในโลกนี้จึงเป็นความสว่างที่ไม่มั่นคง เมื่อไม่มั่นคงก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นใจกับผู้ที่ใช้ประโยชน์จากแสงเช่นนั้น …

เส้นทางจอมปราชญ์ (๓) นาคเสนกุมาร ออกบวช Read More »

เส้นทางจอมปราชญ์ (๔) พระยามิลินท์พบพระนาคเสนครั้งแรก

เส้นทางจอมปราชญ์ (๔) พระยามิลินท์พบพระนาคเสนครั้งแรก การเกิดมาในสังสารวัฏของมนุษย์ทุกๆ คน เปรียบเหมือนการเดินทางไกลที่ทุรกันดาร และเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามคือราคะ โทสะ โมหะ ทำให้เราไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น การดำรงอยู่เช่นนั้นเป็นการยากที่จะทำให้เราอยู่อย่างเป็นสุข และปลอดภัยจากภัยทุกชนิดในวัฏสงสาร ความไม่ประมาทจึงเป็นเหมือนเกราะแก้ว คุ้มครองเราให้ดำเนินอยู่บนหนทางแห่งความถูกต้องดีงาม และการมีใจที่ฝึกฝนอบรมจนกระทั่งใสบริสุทธิ์หยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์นั้นแหละ จึงจะทำให้ชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย และมีชัยชนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า “กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ การได้ฟังพระสัทธรรมนั้นเป็นการยาก” ไม่ใช่ง่ายเลยที่ธรรมะอันบริสุทธิ์อันเป็นแสงสว่างของโลกมาบังเกิดขึ้น เพราะกว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดขึ้นได้สักหนึ่งพระองค์นั้น พระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ต้องสั่งสมบารมีกันอย่างยิ่งยวด เกิดแล้วเกิดอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วน เป็นเวลาอย่างน้อยก็ ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป จึงจะมีผู้แสดงธรรมบังเกิดขึ้นในโลกสักคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลายาวนานมาก การที่เราจะได้ฟังพระสัทธรรมจึงเป็นการยาก ดังนั้น เมื่อเราเป็นผู้มีโชคแล้ว ก็รักษาความเป็นผู้มีโชคนี้ไว้ให้ดี ให้หมั่นฟังธรรมและประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม * ต่อจากครั้งที่แล้ว หลังจากที่พระนาคเสนออกบวช และร่ำเรียนจนกระทั่งแตกฉานในปริยัติธรรมแล้ว แต่การปฏิบัติยังไม่สมบูรณ์พร้อมที่จะนำไปสู่ปฏิเวธ พระอาจารย์สมัยก่อนท่านให้ความสำคัญกับปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธมาก เพราะจะทำให้ผู้นั้นเป็นที่พึ่งของมหาชน และยังเป็นที่พึ่งให้กับตัวเองอีกด้วย เมื่อพระธรรมรักขิตเถระเห็นนาคเสนภิกษุเรียนจบแล้ว จึงเอ่ยเตือนว่า “ท่านนาคเสน ตัวท่านเป็นเหมือนคนเลี้ยงโค แต่ไม่รู้จักรสของนมโคเลย แม้ท่านจะแตกฉานในพระไตรปิฎกสักแค่ไหน แต่ไม่รู้รสแห่งธรรมอันเกิดจากการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง …

เส้นทางจอมปราชญ์ (๔) พระยามิลินท์พบพระนาคเสนครั้งแรก Read More »

เส้นทางจอมปราชญ์ (๕) พระยามิลินท์เริ่มตรัสถามปัญหาพระนาคเสน

เส้นทางจอมปราชญ์ (๕) พระยามิลินท์ถามปัญหาพระนาคเสนครั้งแรก พุทธศาสน์เป็นศาสตร์แห่งความรู้แจ้งเห็นจริง มนุษย์ทั้งหลายางก็ตกอยู่ในความไม่รู้จริง ถูกอวิชชาห่อหุ้มดวงปัญญาไว้ ทำให้ไม่รู้ว่า ชีวิตเกิดมาทำไม มีอะไรเป็นเป้าหมายของชีวิต จึงปล่อยชีวิตผ่านไปวันๆ โดยไร้จุดหมายปลายทาง แต่ถ้าหากได้ศึกษาความรู้ที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา ศึกษาพุทธพจน์อันเป็นอมตวาจา ความรู้แจ้งเห็นจริงนั้นจะค่อยๆ ปรากฏเกิดขึ้นเป็นแสงสว่างในดวงจิตท่ามกลางความมืดมิด คอยส่องนำทางให้ผู้นั้นดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องปลอดภัย ถ้าได้ทำใจให้สงบหยุดนิ่งจนกระทั่งถึงในระดับเป็นภาวนามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนา กระทั่งเข้าถึงธรรมกาย ก็นับได้ว่าเข้าถึงแหล่งแห่งปัญญาบริสุทธิ์ที่สมบูรณ์ ผู้ที่จะมีจิตใจผ่องใสมีปัญญาบริสุทธิ์เช่นนี้ได้ ต้องสั่งสมความรู้ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น การเกิดมาในชาตินี้ของผู้นั้น จะเป็นการเกิดที่คุ้มค่าอย่างแท้จริง มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน อาฬวกสูตร ว่า “สทฺทหาโน อรหตํ ธมฺมํ นิพฺพานปตฺติยา สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ ฯ ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา สทฺธสฺส ฆรเมสิโน สจฺจํ ธมฺโม …

เส้นทางจอมปราชญ์ (๕) พระยามิลินท์เริ่มตรัสถามปัญหาพระนาคเสน Read More »

เส้นทางจอมปราชญ์ (๖) ปุจฉา-วิสัชนา พระพุทธเจ้า

เส้นทางจอมปราชญ์ (๖) การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นมงคลอันสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา บุคคลที่ควรบูชานั้นได้แก่บิดามารดา ครูบาอาจารย์เป็นต้น ท่านเหล่านั้นจัดเป็นปูชนียบุคคล จนกระทั่งถึงบุคคลผู้ควรบูชาอย่างสูงสุด ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอริยสาวก ท่านเหล่านั้นเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก การที่เราบูชาท่านตั้งแต่บูชาด้วยอามิส จตุปัจจัยไทยธรรม และดอกไม้ธูปเทียน ของหอมต่างๆ ตลอดจนการบูชาด้วยการปฏิบัติ คือลงมือปฏิบัติตามคำสอนของท่านอย่างเคร่งครัด เป็นสุดยอดของการบูชาที่พระบรมศาสดาทรงสรรเสริญ เพราะเป็นทางมาแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปสู่อายตนนิพพาน มีธรรมภาษิตที่ปรากฏใน วิมานวัตถุ ว่า “ติฏฺฐนฺเต นิพฺพุเต วาปิ สเม จิตฺเต สมํ ผลํ เจโตปณิธิเหตู หิ สตฺตา คจฺฉนฺติ สุคฺคตึ พหุนฺนํ วต อตฺถาย อุปฺปชฺชนฺติ ตถาคตา ยตฺถ การํ กริตฺวาน สคฺคํ คจฺฉนฺติ ทายกา เมื่อพระตถาคตจะยังทรงพระชนม์อยู่ หรือเสด็จปรินิพพานไปแล้วก็ตาม เมื่อจิตสม่ำเสมอ ผลก็ย่อมสม่ำเสมอ เพราะเหตุที่ตั้งจิตไว้ชอบธรรม สัตว์ทั้งหลายย่อมไปสู่สุคติ ทายกทั้งหลายได้กระทำสักการบูชาในพระตถาคตเหล่าใดไว้แล้วย่อมไปสู่สวรรค์ พระตถาคตเหล่านั้นย่อมเสด็จอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ” ผู้ที่บูชาพระรัตนตรัยด้วยจิตใจที่ผ่องใส …

เส้นทางจอมปราชญ์ (๖) ปุจฉา-วิสัชนา พระพุทธเจ้า Read More »

เส้นทางจอมปราชญ์ (๗) ปุจฉา-วิสัชนา ความตาย

เส้นทางจอมปราชญ์ (๗) วัฎจักรของโลก และมวลมนุษยชาติทั้งหลายล้วนตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา เหมือนพระอาทิตย์เมื่อขึ้นสู่ขอบฟ้าในยามเช้าก็บ่ายหน้าไปอัสดงฉะนั้น ตราบใดที่เรายังไม่หมดสิ้นอาสวกิเลส ยังเวียนว่ายอยู่ในทะเลชีวิต ยังไม่เข้าถึงฝั่งคือพระนิพพาน ก็ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของชีวิตอยู่นั่นเอง ดังนั้น เมื่อเรามีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา และเป็นสัมมาทิฏฐิบุคคล จึงควรที่จะดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ใช้โอกาสทองของเราให้คุ้มค่ากับกาลเวลาที่สูญเสียไป มองวันเวลาเหมือนรัตนะของชีวิต ที่ไม่อาจจะปล่อยให้สูญเปล่า ตั้งใจมั่นที่จะตั้งใจทำความดี และประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง มีวาระพระบาลีที่พระสิริมัณฑเถระกล่าวไว้ใน ขุททกนิกาย เถรคาถา ว่า “มจฺจุนพฺภาหโต โลโก ปริกฺขิตฺโต ชราย จ หญฺญติ นิจฺจมตฺตาโณ ปตฺตทณฺโฑว ตกฺกโร โลกถูกมัจจุแผดเผา และถูกชรารุมล้อม ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ ย่อมเดือดร้อนอยู่เป็นนิตย์ เหมือนคนกระทำความผิดได้รับอาชญาเดือดร้อนอยู่ฉะนั้น” มวลมนุษย์ทั้งหลายที่ดำรงอยู่ในโลกปัจจุบัน หรือแม้แต่ที่เคยเกิดมาหลายภพหลายชาติ และที่กำลังจะเกิดในอนาคต บางคนมีอายุยืน บางคนมีอายุสั้น ความสั้นยาวของอายุมนุษย์เป็นธรรมชาติที่ไม่เท่ากัน สิ่งที่ไม่แน่นอนได้หยิบยื่นสิ่งที่คาดไม่ถึงให้กับเรามาโดยตลอด ความตายจึงเปรียบเสมือนมุมมืดที่น่าเกรงขามของสรรพสัตว์ ความตายของมนุษย์มีความแตกต่างกัน ความสงสัยในเรื่องนี้ ไม่ใช่จะพึ่งมีในยุคนี้ เคยเกิดขึ้นในสมัยก่อนเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ก็เกิดกับจอมปราชญ์แห่งยุคแล้วแก้ปัญหาโดยจอมปราชญ์แห่งพระพุทธศาสนาเช่นกัน ก็คือพระยามิลินท์และพระนาคเสน * …

เส้นทางจอมปราชญ์ (๗) ปุจฉา-วิสัชนา ความตาย Read More »

เส้นทางจอมปราชญ์ (๘) ปุจฉา-วิสัชนา กำลังของกุศลและอกุศล

เส้นทางจอมปราชญ์ (๘) การสั่งสมบารมีให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ได้ ต้องอาศัยความเป็นมนุษย์เท่านั้นถึงจะสร้างบารมีได้เต็มที่ เมื่อเราเกิดมาแล้ว รู้ว่าจุดหมายปลายทางของชีวิต คือการสร้างบารมีเพื่อมุ่งไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ควรใช้เวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนี้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด มองวันเวลาเป็นประดุจสมบัติอันล้ำค่าของชีวิตที่จะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้อีกแล้ว การประพฤติปฏิบัติธรรมหมั่นฝึกฝนอบรมใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ เป็นจุดสูงสุดที่ทุกๆ คนต้องปฏิบัติควบคู่ไปกับการสร้างบารมี จะทอดทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งสำคัญกับเราทั้งหลาย เนื่องจากเราเกิดมาสร้างบารมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า “ผู้ทำบุญแล้วย่อมบันเทิงในโลกนี้ ละไปแล้วย่อมบันเทิงในโลกหน้า ชื่อว่าย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง เมื่อมองเห็นความบริสุทธิ์แห่งกรรมของตนแล้ว ย่อมบันเทิงปราโมทย์ยิ่งๆ ขึ้นไป” บุญเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า คราใดที่เรานึกถึงบุญกุศลที่ได้ทำไว้ ย่อมมีความปีติเบิกบานใจ และบุญก็ทับทวีมากยิ่งขึ้น ส่วนบาปจะมีผลเผ็ดร้อน เป็นความทุกข์ทรมาน คนพาลผู้มีความเห็นผิดจะไม่ซาบซึ้งถึงผลของกรรมชั่วที่ตัวเองได้กระทำไว้จนกว่ากรรมนั้นจะผลิผล เมื่อบาปยังไม่ให้ผล ก็หลงเข้าใจผิดคิดว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ความเข้าใจอย่างนี้ถือได้ว่าเป็นความหลงผิดอย่างร้ายแรง เพราะทำดีต้องได้ดีจริง ทำชั่วต้องได้ชั่วจริง นี้เป็นความจริงแท้แน่นอน ความสงสัยที่ทำให้เกิดความไขว้เขวนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้เท่านั้น แม้ในอดีตก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว คือคำถามที่เกิดขึ้นในใจของพระยามิลินท์ที่หลวงพ่อนำมาเล่าให้พวกเราฟังติดต่อกันหลายครั้ง ในครั้งนี้ก็มีคำถามคำตอบที่น่าสนใจ คือ * พระยามิลินท์ท่านได้ตั้งปัญหาถามพระนาคเสนว่า “ข้าแต่พระนาคเสน พระคุณเจ้าได้เคยบอกว่า กุศลกรรมมีกำลังกล้ากว่าอกุศล โยมได้ฟังและยังไม่อยากปลงใจเชื่อ เพราะโยมเชื่อว่า อกุศลน่าจะมีกำลังแรงกว่ากุศล เพราะพวกมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้กระทำปาณาติบาต …

เส้นทางจอมปราชญ์ (๘) ปุจฉา-วิสัชนา กำลังของกุศลและอกุศล Read More »

เส้นทางจอมปราชญ์ (๙) ปุจฉา-วิสัชนา กำลังของบุญและบาป

เส้นทางจอมปราชญ์ (๙) การดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ นอกจากจะทำมาหากินแล้ว ต้องสั่งสมบุญบารมี ควบคู่กันไปด้วย บุญกุศลที่สั่งสมไว้มาก จะคอยหล่อเลี้ยงใจให้ชุ่มชื่นเบิกบานผ่องใส และกลั่นตัวกันเป็นดวงบุญที่สุกใสสว่าง ติดแน่นอยู่ศูนย์กลางกาย ถ้าหากเราสั่งสมสิ่งใดไว้มากๆ สิ่งนั้นก็จะมีผลต่อเราทั้งในปัจจุบัน และอนาคต เพราะว่าใจเป็นสภาวะที่มีอานุภาพ และทรงจำสิ่งที่เราทำไว้ติดอยู่ในใจของเราตลอดเวลา คำว่าติดใจนี่ลึกซึ้ง ผงเข้าตาใช้เวลาเขี่ยไม่นานก็ออก แต่ผงธุลีคือกิเลสที่ติดอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะชำระให้สะอาดบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสอาสวะเหล่านั้นได้ ดังนั้น เราต้องหมั่นฝึกฝนอบรมใจให้หยุดนิ่ง ให้สะอาดบริสุทธิ์เป็นประจำสม่ำเสมอ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน วัตถูปมสูตร ว่า “จิตฺเต สงฺกิลิฎฺเฐ ทุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส ทุคติเป็นอันหวังได้ จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา แต่เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง มีความผ่องใส สุคติก็เป็นอันหวังได้ ” อวิชชาคือความมืดมนของชีวิตที่ห่อหุ้มใจของเราไว้ ทำให้กำหนดเส้นทางที่จะดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางไม่ถูกต้อง เหมือนเดินเข้าไปในอุโมงค์มืดๆ ไม่เห็นแสงเดือน แสงตะวัน ทำให้กำหนดจุดหมายปลายทางไม่ได้ โดยเฉพาะในขณะกำลังจะหลับตาลาโลก หากชีวิตไม่พบแสงสว่างแห่งบุญกุศลเป็นเครื่องนำทาง ชีวิตก็ดำดิ่งไปสู่ความมืดมิด จมลงไปสู่อบายภูมิ ทุคติ วินิบาต นรก แต่ถ้าใครสั่งสมบุญเป็นประจำ ใจเกาะเกี่ยวอยู่กับพระรัตนตรัย …

เส้นทางจอมปราชญ์ (๙) ปุจฉา-วิสัชนา กำลังของบุญและบาป Read More »

เส้นทางจอมปราชญ์ (๑๐) ปุจฉา-วิสัชนา การสวดพระปริตร

เส้นทางจอมปราชญ์ (๑๐) การประพฤติปฏิบัติธรรมแสวงหาหนทางพระนิพพาน มุ่งทำความบริสุทธิ์ให้บังเกิดขึ้นนั้น เป็นวัตถุประสงค์หลักของชีวิต ถ้าหากชีวิตมนุษย์ขาดการทำความดี ขาดการสั่งสมบุญบารมีเหมือนโลกที่ขาดแสงสว่างของดวงอาทิตย์ จิตใจไม่ได้รับสิ่งที่อุดมชุ่มชื่น เป็นแสงทองของดวงใจ ย่อมจะมีแต่ความสับสนมืดมนในการดำรงอยู่ เพราะฉะนั้น เราควรแสวงหาโอกาสทองเพื่อให้โอกาสแห่งธรรมได้เข้าไปสว่างไสวอยู่ในชีวิตของเรา จะทำให้ตัวของเราได้รับสิ่งที่ดีตลอดไป เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยการหมั่นฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งเป็นหัวใจของการเกิดมาสร้างบารมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า “น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวิสฺส น วิชฺชเต โส ชคติปฺปเทโส ยตฺรฏฺฐิตํ นปฺปสเหยฺย มจฺจุ บุคคลจะนั่งในท่ามกลางอากาศ ในท่ามกลางมหาสมุทร เข้าไประหว่างซอกของภูเขาทั้งหลาย ก็ไม่พ้นประเทศคือแผ่นดิน ที่ความตายไม่พึงครอบงำผู้สถิตอยู่ ย่อมไม่มี” ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนา แต่การจะหลบหลีกหนีมัจจุราชนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเรายังไปไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ขันธ์ ๕ คือสังขารร่างกายนี้ ยังตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ตัวของเราจริงๆ ต้องเป็นธรรมขันธ์ ขันธ์ที่เป็นธาตุล้วนๆ เป็นธรรมล้วน …

เส้นทางจอมปราชญ์ (๑๐) ปุจฉา-วิสัชนา การสวดพระปริตร Read More »

ชนะด้วยเมตตา ( พระนางสามาวดีรอดพ้นจากลูกศรอาบยาพิษด้วยอานุภาพการแผ่เมตตา ที่ไม่มีความโกรธเจือปน )

ชนะด้วยเมตตา ( ด้วยอานุภาพการแผ่เมตตา ที่ไม่มีความโกรธเจือปน พระนางสามาวดีรอดพ้นจากลูกศรอาบยาพิษ) ร่างกายที่เราต้องใช้ในการประกอบภารกิจการงานทุกวัน มีความจำเป็นต้องชำระล้างให้สะอาดด้วยน้ำ ฉันใด จิตใจจำเป็นต้องชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการเจริญภาวนา ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสั่งสอนพุทธบริษัทให้หมั่นเจริญภาวนา ทรงชี้ให้เห็นความสำคัญของใจว่า ใจที่ผ่องใสย่อมเป็นเหตุนำความสุขมาให้ และเป็นทางมาแห่งมหากุศลอันจะนำทุกชีวิตไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือการบรรลุมรรคผลนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน โอกขาสูตร ความว่า “ผู้ใดให้ทานประมาณ ๑๐๐ หม้อในเวลาเช้า ให้ทานอีก ๑๐๐ หม้อในเวลาเที่ยง และให้ทานอีก ๑๐๐ หม้อในเวลาเย็น ยังมีผลน้อยกว่าผู้เจริญเมตตาจิต แม้เพียงชั่วระยะเวลาแห่งการหยดของน้ำนมจากแม่โค” การเจริญเมตตา แม้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ยังมีอานิสงส์มากกว่าการให้ทาน เพราะจิตของผู้ที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม เป็นจิตที่มีความบริสุทธิ์ผ่องใส จึงมีอานุภาพหาประมาณมิได้ ผู้ที่เจริญเมตตาอยู่เสมอ ย่อมได้รับความสุขกายสุขใจ จะมีผิวพรรณวรรณะผ่องใส ภัยใดๆ ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ จิตของบุคคลผู้เต็มเปี่ยมด้วยเมตตา ย่อมตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทำให้รู้แจ้งแทงตลอดในคุณวิเศษได้โดยง่าย จะเป็นที่รักของมนุษย์ และอมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาจะปกป้องคุ้มครองรักษาให้อยู่เป็นสุข * ในสมัยพุทธกาล เมื่อเมืองภัททวดีได้ประสบกับภัยพิบัติ เศรษฐีท่านหนึ่งได้พาภรรยาและลูกสาว เดินทางรอนแรมไปขอความช่วยเหลือจากโฆสกเศรษฐี ซึ่งเป็นสหายที่เมืองโกสัมพี แต่ด้วยความบอบชํ้าจากการเดินทางไกล อีกทั้งไม่ได้รับประทานอาหารมาหลายวัน …

ชนะด้วยเมตตา ( พระนางสามาวดีรอดพ้นจากลูกศรอาบยาพิษด้วยอานุภาพการแผ่เมตตา ที่ไม่มีความโกรธเจือปน ) Read More »

มหาสติปัฏฐานสูตร (เป็นทางสายเอก เพื่อบรรลุไญยธรรม เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง)

มหาสติปัฏฐานสูตร (เป็นทางสายเอก เพื่อบรรลุไญยธรรม เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง) มนุษย์ทุกคนล้วนมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ และมีธรรมกายอยู่ภายในตัวกันทุกคน เป็นกายอมตะที่เที่ยงแท้ถาวร เมื่อเข้าถึงแล้วจะพบกับความสุขที่เสรี สุขอย่างไม่มีประมาณ แต่ที่ยังเข้าไม่ถึงเพราะขาดกัลยาณมิตรผู้ไปจุดแสงสว่างของชีวิต ให้ได้รู้จักวิธีการดำเนินจิตเข้าสู่กลางภายใน จะไม่รู้ว่า สิ่งที่เลิศที่สุด มีอยู่ในตัวของเราเอง ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อไม่มีผู้ชี้บอก แม้สิ่งนั้นมีอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะยังเอาออกมาใช้ไม่ได้ เหมือนน้ำที่มีอยู่ใต้ดิน ถ้าหากไม่ขุดเจาะขึ้นมา ก็เอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ความสุขภายใน แสงสว่างภายใน ดวงธรรมภายใน หรือธรรมกายภายในก็เช่นเดียวกัน จะต้องทำใจให้หยุดนิ่งอย่างเดียว จึงจะเข้าไปพบธรรมต่างๆ เหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นการฝึกใจให้หยุดนิ่ง จึงเป็นวิธีการที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เราได้บรรลุธรรมาภิสมัย ได้เข้าถึงพระธรรมกายที่มีอยู่แล้วในตัวของเรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาสติปัฏฐานสูตร * ความว่า “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย …

มหาสติปัฏฐานสูตร (เป็นทางสายเอก เพื่อบรรลุไญยธรรม เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง) Read More »

สันติภาพโลกเป็นจริงได้ (ชนสันธกุมาร พระราชาผู้นำต้นแบบชาวโลก)

สันติภาพโลกเป็นจริงได้ (ชนสันธกุมาร พระราชาผู้นำต้นแบบชาวโลก) เราได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว พึงทำกิจในทางพระพุทธศาสนา ด้วยการทำความดี หมั่นให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า จะละโลกนี้ไปเมื่อใด สังขารร่างกายของเรา ถูกเผาผลาญด้วยไฟคือความแก่ ความเจ็บ และความตายอยู่ทุกวัน ไม่มีใครที่จะหลีกหนีกฎของไตรลักษณ์ได้ ทุกชีวิตต่างต้องเสื่อมสลายบ่ายหน้าไปสู่ความตาย ดังนั้นจึงไม่ควรประมาทในชีวิต ให้เร่งสั่งสมความดี และฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย อันเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตของเราปลอดภัย แม้เวลาจะจากโลกนี้ไปก็มีความองอาจ และไปอย่างผู้มีชัยชนะ สมกับผู้มีธรรมะเป็นอาภรณ์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบทว่า “อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร ท่านทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาท จงตามคุ้มครองจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างที่ตกหล่ม ถอนขึ้นจากหล่มได้ฉะนั้น” โลกคือหมู่สัตว์นี้ ส่วนมากยังติดอยู่ในหล่มคือกิเลสอาสวะ สำหรับผู้ไม่ได้ฝึกใจให้สะอาดบริสุทธิ์เป็นประจำแต่ละวันยิ่งดูเหมือนว่า จะยิ่งติดหล่มลึกลงไปทุกที พระพุทธองค์ทรงแนะวิธีการถอนตัวขึ้นจากหล่มไว้ว่า จะต้องไม่ประมาท ให้หมั่นพิจารณาให้เห็นถึงทุกข์ และโทษของความประมาทว่าเป็นภัยสำหรับชีวิต เป็นประดุจตอในวัฏฏะที่จะมาขวางเส้นทางการทำความดีของเรา แล้วให้ตามรักษาจิตดวงนี้ รักษาไว้ให้อยู่ในต้นแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ คือที่ศูนย์กลางกายฐานที่ …

สันติภาพโลกเป็นจริงได้ (ชนสันธกุมาร พระราชาผู้นำต้นแบบชาวโลก) Read More »